- ภาพรวมตลาดโลก (ส.ค. 2025)
- หลักการ Value Investing ในตลาดโลก
- วิธีคัดเลือกหุ้นต่างประเทศ
- ตัวอย่างหุ้นน่าสนใจ (ส.ค. 2025)
- Convincing Support – สัดส่วนการลงทุนต่างประเทศที่เหมาะสม
- เปรียบเทียบผลตอบแทน & ความเสี่ยง (เชิงสาธิต)
- ทำไม 30–50% ต่างประเทศแทน 100%
- แนะนำสัดส่วนตลาดต่างประเทศในพอร์ต
- สรุป
- คำถามพบบ่อย
การกระจายพอร์ตลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศเป็นหนึ่งในวิธีเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาวและลดความเสี่ยงรวมของพอร์ต โดยเฉพาะเมื่อนำหลักการ Value Investing มาประยุกต์ใช้ นักลงทุนไทยสามารถเลือกหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalued) เพื่อเพิ่ม Margin of Safety และโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน
ภาพรวมตลาดโลก (ส.ค. 2025)
- ตลาดโลกปรับตัวขึ้นกว่า 10% จากเดือนเมษายน แต่กำลังเข้าสู่ช่วงผันผวนตามฤดูกาล
- Magnificent 7 (Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Nvidia, Tesla, Meta) ยังเป็นตัวขับเคลื่อน Nasdaq/S&P 500 แม้บางตัว Valuation สูง แต่บางตัวอย่าง Alphabet และ Meta มี P/E ต่ำกว่ากลุ่ม Growth โดยรวม
- Emerging Markets (เช่น จีน, MSCI EM) outperform ตลาดพัฒนาแล้ว (MSCI EAFE) ในช่วงใกล้เคียง
- Fed มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 0.25% ในกันยายน หลังข้อมูลตลาดแรงงานอ่อนลง
- Healthcare (Merck, UnitedHealth) เริ่มกลับมาน่าสนใจหลังราคาปรับลง
- Energy (APA, ConocoPhillips) ยังมี Upside จากราคาพลังงานฟื้นตัว
หลักการ Value Investing ในตลาดโลก
- ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) อย่างน้อย 25%
- เลือกธุรกิจที่เข้าใจและมีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน
- ลงทุนระยะยาว ไม่หวั่นไหวความผันผวนระยะสั้น
- ตรวจสอบกระแสเงินสด (Free Cash Flow) และฐานะการเงินมั่นคง
วิธีคัดเลือกหุ้นต่างประเทศ
- เลือกตลาดเป้าหมาย: สหรัฐ, ยุโรป, Emerging Markets
- ใช้ Screener: Finviz, TradingView, Yahoo Finance
- เกณฑ์ Undervalued: P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ≥15–20%, P/B < 1.5 (ยกเว้น ROE สูงมาก), ROE ≥ 12–15%, Free Cash Flow บวก 3 ปี และ Margin of Safety ≥ 25% (DCF หรือสูตร Graham)
ตัวอย่างหุ้นน่าสนใจ (ส.ค. 2025)
สหรัฐ: WFC, UNH, MRK, ADBE, PFE, CMCSA, CVS
Emerging/อื่น: ZIM, NVAX, SITC
ยุโรป: BRBY, ITX, HSBC, Danone
หรือจะลงทุนผ่านบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศแทนเรา
อ่านต่อ: หุ้น BRK-B คืออะไร? วิเคราะห์เชิง VI + พอร์ต Berkshire
Convincing Support – สัดส่วนการลงทุนต่างประเทศที่เหมาะสม
- ลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม ~15–20% (จากการกระจายข้ามภูมิภาค/สกุลเงิน)
- เข้าถึงอุตสาหกรรมที่ไทยไม่มี เช่น Semiconductor, Big Tech, Healthcare
- ได้ประโยชน์จากค่าเงินในรอบเงินบาทอ่อน (มองยาวเป็นวัฏจักร)
- ตัวอย่าง backtest เชิงสาธิต: พอร์ตผสมไทย–ต่างประเทศ (40% ต่างประเทศ) ให้ CAGR สูงกว่าไทยล้วน และ drawdown ต่ำกว่า
ประเด็นค่าเงิน: ปัจจุบัน (ส.ค. 2025) USD/THB ราว 32.33 บาท/ดอลลาร์ จากจุดสูงกว่า 37 บาทปลายปี 2024 การใช้ DCA ช่วยเฉลี่ยต้นทุนทั้งราคาหุ้นและ FX ลดความเสี่ยงจับจังหวะ
เปรียบเทียบผลตอบแทน & ความเสี่ยง (เชิงสาธิต)

กราฟ: เปรียบเทียบ CAGR ย้อนหลัง 10 ปี (เชิงสาธิต)
ทำไม 30–50% ต่างประเทศแทน 100%
- ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: กระจายเหตุการณ์เฉพาะประเทศ/ภูมิภาค
- ความเสี่ยงค่าเงิน (FX): 100% ต่างประเทศรับความผันผวน FX เต็มพอร์ต
- กระแสเงินสดจริง: รายได้/ค่าใช้จ่ายเป็นบาท ลดภาระแลกเงินบ่อย
- ไม่พลาดโอกาสไทย: บางอุตสาหกรรมไทยยังมี Upside ดี
- งานวิจัย allocation: พอร์ตผสมทวีป/สกุลเงินได้ Sharpe Ratio ดีกว่าในรอบยาว
แนะนำสัดส่วนตลาดต่างประเทศในพอร์ต
แนวทางสมดุล: ต่างประเทศ 30–50% ของพอร์ตทั้งหมด โดยแบ่งเป็น:
- สหรัฐ: ~60% ของส่วนต่างประเทศ (ผสม VI + Growth Tech/Magnificent 7)
- ยุโรป: ~25% (Dividend/Recovery)
- Emerging: ~15% (Value Play/โอกาสฟื้นตัว)
สรุป
Value Investing ในต่างประเทศช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนระยะยาวและกระจายความเสี่ยงอย่างมีระบบ การมี 30–50% ต่างประเทศในพอร์ตคือจุดสมดุลระหว่างผลตอบแทน ความเสี่ยง และความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก
