บทนำ: จากโมเดล AI สู่สงครามแพลตฟอร์ม
ในปี 2025 โลกของ AI กำลังเปลี่ยนทิศอย่างรุนแรง จากการแข่งขันเรื่อง “ใครมีโมเดลฉลาดกว่า” กลายเป็น “ใครจะเป็นศูนย์กลางของผู้ใช้มากกว่า”
Google และ OpenAI — สองยักษ์ใหญ่แห่งยุค — เปิดฉาก Platform War ที่มีเป้าหมายเดียว: ดึงให้ “มนุษย์ทุกคน” และ “นักพัฒนาทุกทีม” เข้ามาอยู่ใน ecosystem ของตนให้ได้ก่อนใคร
แต่กลยุทธ์ต่างกันราวกับคนละขั้ว — Google ใช้วิธี “เปิด ecosystem และสร้างชุมชนผู้พัฒนา” ขณะที่ OpenAI เลือก “สร้างจักรวาลแบบ OS” ที่ทุกอย่างหมุนรอบ ChatGPT
คลิกเพื่ออ่านต่อได้เลย
กลยุทธ์ของ Google: Ecosystem ที่เปิดกว้าง แต่แฝงด้วยแรงดึงอันแยบยล
Google ประกาศคอร์ส “AI Agents Intensive” สำหรับสตาร์ทอัพสายเทคนิคแบบเข้มข้น 5 วัน พร้อมชุดเครื่องมือ Vertex AI, Gemini, ADK (Agent Development Kit) ให้ลงมือทำจริง
นี่ไม่ใช่คอร์สฟรีธรรมดา — แต่เป็น “หมากกลยุทธ์” เพราะผู้เข้าอบรมต้องสร้าง AI Agent บน Google Cloud ตั้งแต่วันแรก เท่ากับ “ปลูกฝังการใช้งาน ecosystem” ทันที
Google ยังเปิดโครงการ GEAR – Gemini Enterprise Agent Ready เป้าหมายเตรียม developer กว่า 1 ล้านคน ให้พร้อมใช้แพลตฟอร์ม Gemini Enterprise ซึ่งจะเป็นประตูหลักของโลก agentic AI ฝั่งองค์กร
กลยุทธ์ของ OpenAI: ChatGPT กลายเป็น “AI Operating System”
ฝั่ง OpenAI เดินเกมต่างกัน: ไม่เน้นสอนสร้าง agent ภายนอก แต่ “สร้างโลกภายใน” ขึ้นมาเลย ล่าสุดเปิด AgentKit และประกาศแนวทาง “ChatGPT as an Operating System”
เป้าหมายคือให้ผู้ใช้เรียกใช้ แอป/เอเจนต์/บริการ ได้ทั้งหมดใน ChatGPT เดียว — ไม่ต้องออกไปไหน ไม่ต้องโหลดเพิ่ม เพียงพูดกับ ChatGPT ก็จัดการได้
นี่คือ App Store รูปแบบใหม่: เปิดให้บริษัทต่าง ๆ สร้าง “แอปใน ChatGPT” (เช่น Spotify, Canva, Zillow ฯลฯ) และทดลองระบบ AI Agent Commerce สำหรับซื้อขายเอเจนต์ภายใน
OpenAI ยังเดินหน้าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน จับมือ Broadcom พัฒนา ชิป AI ของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia และรองรับการขยายระบบระยะยาว
ตารางเปรียบเทียบ: สองเส้นทาง สองอาณาจักร
| มิติ | Google: Ecosystem Play | OpenAI: Platform OS Play |
|---|---|---|
| วิธีดึงผู้ใช้ | เปิดคอร์ส, ให้เครื่องมือฟรี, สร้างชุมชน developer | รวมทุกอย่างใน ChatGPT, ให้คนอยู่ในระบบเดียว |
| แนวทางการเติบโต | กระจายศูนย์ สร้างพันธมิตร (Vertex, Kaggle, Cloud) | รวมศูนย์ ควบคุมตั้งแต่แอปจนถึงฮาร์ดแวร์ |
| จุดแข็ง | โครงสร้างพื้นฐานแข็งแรง (TPU, Cloud, Search) | ฐานผู้ใช้ ChatGPT มหาศาล ใช้งานง่าย |
| ความเสี่ยง | ต้องรักษาความเปิด ไม่ให้ ecosystem กลายเป็น “ผูกขาด” | เสี่ยงถูกมองว่า “ผูกขาด” และจำกัดนักพัฒนา |
| วิธีสร้างรายได้ | Cloud, Marketplace, Enterprise Services | Subscription, App Placement, Agent Commerce |
| เป้าหมายสุดท้าย | ให้โลกใช้เครื่องมือของ Google ในทุกกระบวนการ | ให้โลกทำงานผ่าน ChatGPT เป็นศูนย์กลาง |
มุมมองเชิงกลยุทธ์: “เปิดกว้าง” vs “ควบคุมสมบูรณ์”
สงครามนี้ไม่มีคำว่าใครผิดใครถูก เพราะทั้งสองเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับ DNA ของตนเอง:
- Google = “จักรวรรดิแห่งเครื่องมือ” — ขยายอิทธิพลด้วยการให้ทุกคนใช้ของฟรีก่อน แล้วค่อยผูก ecosystem
- OpenAI = “อาณาจักรปัญญาแบบปิด” — ทำให้ระบบดีที่สุดและง่ายที่สุด แล้วผู้ใช้จะสมัครใจอยู่ในนั้นเอง
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: Google คือ Android (เปิดกว้าง) vs OpenAI คือ iOS (ควบคุมเพื่อประสบการณ์ที่เนียนที่สุด)
สรุป: AI Platform War แห่งปี 2025
ปี 2025 อาจถูกจดจำว่าเป็น “ปีแห่งการแย่งศูนย์กลางจักรวาล AI” ที่ไม่ได้วัดกันที่พลังของโมเดลอีกต่อไป แต่คือ “ใครจะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่คนใช้มากที่สุด”
ท้ายที่สุด ผู้ชนะอาจไม่ใช่ AI ที่ฉลาดที่สุด — แต่คือ AI ที่คนใช้มากที่สุด ซึ่งจะกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีในทศวรรษต่อไป
อ่านต่อ (Internal Links)
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์จากข้อมูลสาธารณะ จุดประสงค์เพื่อการศึกษา
