ขับรถเที่ยวที่โอกินาว่า

หลังจากที่ผมเคยพาทุกคนในครอบครับขับรถเที่ยวญี่ปุ่นครั้งก่อน ทุกคนก็หลงรักฮอกไกโดทริป และถามเสมอว่าเมื่อไหร่พวกเราจะขับรถเที่ยวในญี่ปุ่นกันอีก ผมถามตัวเองว่า “ถ้าไม่ใช่ฮอกไกโด มีที่ไหนที่ขับรถเที่ยวได้สนุก รถไม่ติดในช่วงเทศกาลที่ครอบครัวผมจะกับมารวมตัวและชิลล์เหมือนกันกับทริปคราวก่อนอีกไหม?”

คำตอบลอยมาในหัวทันทีครับ… “โอกินาว่า” (Okinawa)

ถ้าฮอกไกโดคือความเขียวขจีและทุ่งดอกไม้ โอกินาว่าก็คือสีครามของน้ำทะเลและกลิ่นอายลมเย็นๆ ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครในญี่ปุ่น ทริปนี้ผมยังคงคอนเซปต์เดิมครับ คือ “การเดินทางคือความสุขของครอบครัว”

ครั้งนี้เราเปลี่ยนจากรถแวนที่ฮอกไกโด มาเป็นรถเช่า SUV จาก You-I Rent-a-car เพื่อลุยเกาะทางใต้ ของญี่ปุ่นนี้ เป็นเวลา 6 วัน 5 คืน


รูทการเดินทาง: ขับยังไงให้เก็บความประทับใจได้ครบแบบไม่ซ้ำ

จัดทริปคราวนี้ใช้เวลาไม่มากเลย เพราะมี AI เข้ามาช่วย ผมเริ่มจากการใช้ Mindtrip.ai ช่วยร่างสถานที่เที่ยวคร่าว ๆ เป็น Itinerary และ plot เป็น route map ออกมา จากนั้นก็โยนแผนเที่ยวนั้นให้ Gemini ช่วยวิเคราะห์หาเส้นทางเที่ยวที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องขับวกไปวนมา โดยเรายังใช้สูตรเดิมครับ คือการทำเส้นทางให้เป็น “วงกลม” รอบเกาะ เพื่อไม่ให้ต้องวิ่งย้อนทางเดิมให้เสียเวลา และการเลือกที่พักที่แบ่งโซนชัดเจน (Naha ในคืนแรก และ Uruma สำหรับช่วงที่เหลือ โดยมีโรงแรมที่อยู่กึ่งกลางของสถานที่เที่ยวทุกที่ จะได้ไม่ต้องขับไกล และไม่ต้องเปลี่ยนโรงแรมบ่อย ๆ) ทำให้เราใช้เวลาความสุขได้มากขึ้น

Day 1-2: สัมผัสวิถี “คนเมือง” และมนต์เสน่ห์แดนใต้

เราถึงสนามบิน Naha ช่วงเย็นด้วยสายการบิน Vietjet เพราะเป็นสายการบินที่บินออกจากสุวรรณภูมิใกล้บ้าน แต่ไฟล์ทจะมี transit ที่ไต้หวัน 1 ชั่วโมง ออกเดินทางเช้ามาถึงโอกินาว่า 5:30pm ทุกอย่างดูเร่งรีบตั้งแต่วันแรก เพราะต้องรีบไปจุดรับรถก่อนที่เขาจะปิดบริการตอน 1 ทุ่ม เราไปถึงจุดรอรถบัสตอนเกือบหกโมงเย็นแล้ว ทางร้านเช่า message มาหาผมว่าจะมารับรถวันนี้ไหม ผมตอบไปว่าพวกผมไปยืนรอที่จุดรอรถบัสแล้ว จากนั้นอีก 15 นาทีก็มีรถบัสมารับเราไปที่ศูนย์รถเช่า คราวนี้ผมเลือก Toyota Raise เป็น SUV สภาพดีที่เดียว

หลังจากรับรถ ผมก็เริ่มต้นด้วยการขับไปเช็คอินที่ Almont Hotel ในเมือง Naha เพื่อจะไม่ให้เสียเวลาเที่ยววันแรกที่เหลือน้อยนิดด้วยการเดินทอดน่องที่ถนน Kokusai Dori อากาศเย็นกว่าที่คิด 15 องศาแต่ลมแรงรู้สึกเหมือน 11 องศา

มื้อแรกจัดหนักด้วยสเต็กและ Taco Rice ในตำนานที่ร้าน Gyu-Ya รสชาติมันเหมือนการผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกาเม็กซิกันที่ลงตัวมาก แต่ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศเม็กซิกันคงไม่ชอบไปเลย โชคดีที่เมนูร้านนี้เป็นคอมโบ้กับสเต็ก ทำให้กินสเต็กกับข้าวญี่ปุ่นตัดเลี่ยนได้ดี เนื้อวัวที่นี่นุ่มหนุบหนับ อร่อยกว่าที่ไทยอย่างเห็นได้ชัด เป็นมื้อที่ผมประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย

เช้าวันที่สอง ผมกับครอบครัวยอมตื่นเช้าเพื่อไปต่อคิว Pork Tamago Onigiri ที่ทุกคนต้องลอง (เป็นการรอคิว 30 นาทีที่คุ้มค่า!) ไม่รู้ว่าร้านอื่น ๆ ที่เลียนแบบจะอร่อยแบบนี้ไหม พวกเราสั่งเป็น แซนวิสบ๊อกซ์จะได้ลองหลาย ๆ รส บอกเลย อร่อยทุกแบบ

อิ่มแล้วก็ขับรถลงใต้ไปชม ปราสาท Shurijo มีเสียค่าบัตรผ่านประตูเข้าไปชมโซนด้านในตัวปราสาท แต่ก็คุ้มค่าเงินครับ

จากนั้นขับรถต่อไปมุดถ้ำ Gyokusendo ที่ Okinawa World จริง ๆแล้วถ้ำไทยก็ไม่ได้แพ้ของเขานะครับ แต่เขาทำให้การเดินเที่ยวในถ้ำดูปลอดภัยเดินง่าย ถ้ามีสัมปทานให้เอกชนทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้แบบญี่ปุ่น ผมเชื่อว่าถ้ำของไทยกินขาด

พวกเรายังอิ่มจาก Onigiri อยู่เลยจึงตัดสินใจข้ามอาหารเที่ยงไปหลังดูถ้ำเสร็จแล้ว ปิดท้ายบ่ายวันนั้นด้วยการดูเครื่องบินร่อนลงจอดที่ Umikaji Terrace วิวตรงนี้ก็เป็นเอกลักษณ์น่าประทับใจ ไม่เหมือนบรรยากาศของโอกินาว่าที่อืน ๆ ทำเอาลืมไปชั่วขณะเลยครับว่ามาเที่ยวที่โอกินาว่า เกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้ที่มีบรรยากาศเป็นชนบทย้อนยุค

Day 3-4: มุ่งหน้าสู่ Deep North และชายฝั่งตะวันตก

วันนี้คือบททดสอบคนขับรถครับ! เราบึ่งยาวขึ้นเหนือไปหาเจ้าฉลามวาฬที่ Churaumi Aquarium แนะเส้นทางโดยรวมขับง่ายมาก ถนนโล่งวิวสวย แต่เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดสิ้นปี ทั้งนักท่องเที่ยวและคนพื้นเมืองแห่กันมาดูเจ้าปลาวาฬกัน เห็นลูกผมบอกว่าปีนี้เป็นครบรอบ 30 ปีของเจ้าวาฬตัวนี้พอดี อาจทำให้คนเยอะเป็นพิเศษ

หลังจากดูปลาวาฬจนหนำใจแล้วสิ่งที่ห้ามพลาดคือการมาชิมโซบะที่ร้าน Kishimoto Shokudo รสชาติมันดั้งเดิมที่ต้องต่อแถวรอครึ่งชั่วโมงอีกแล้ว มันเป็นเส้นโซบะน้ำไส แต่โซบะที่นี้จะมีความเป็นแป้งมากกว่าร้านอื่น ๆ เสริฟมาพร้อมกับหมูสามชั้นตุ๋นซึ่งค่อนข้างจะเค็มถ้ากินเปล่า ๆ รวม ๆกันก็กลมกล่อมดี แต่ไม่เห็นจะต้องมาต่อคิวเข้าร้านนี้เลย ร้านอื่นทั่วทั้งเกาะก็ขาย Okinawa Soba เหมือนกัน เอาเป็นว่าอย่าเสียเวลามาตามรอยที่นี่ ไม่แนะนำเท่าไหร่

ความพีคของโซนเหนือคือการขับรถข้าม สะพาน Kouri แล้วไปดูหินรูปหัวใจ (Heart Rock) ลมทะเลแรงๆ กับน้ำใสๆ มันชาร์จแบตได้ดีจริงๆ

ส่วนในวันที่สี่เราเริ่มจากการขับรถเลียบหาดที่มีทิวต้นปามล์หรู ๆ ข้างทาง ดูชิลล์ๆ เราขับไปที่ Cape Manzamo แหลมที่เป็น highlight อีกที่ของเกาะเพื่อไปดูหินที่มีรูปร่างเหมือนงวงช้าง ที่นี้มี street piano ตั้งอยู่เลยบอกให้นาโนไปนั่งเล่นให้ฟังสักเพลง จากนั้นขับต่อไปที่แหลม Zampa เพื่อไปถ่ายรูปกับประภาคารและปีนขึ้นไปชมวิวด้านบน อากาศดีสมกับเป็นหนึ่งในเมืองที่คุณภาพอากาศดีที่สุดในโลก

ช่วงเที่ยงเราไปทานข้าวใน American Village หมู่บ้านที่เป็น landmark ของโอกินาว่า พลาดที่ไหนก็พลาดได้แต่ต้องมาที่นี่ไม่งั้นมาไม่ถึง บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหนังย้อนยุคสมัยหลังสงครามโลกเลยครับ ยิ่งช่วงนี้ประดับประดาไปด้วยบรรยากาศคริสมาสต์ สวยไปอีกขั้น ผมเลือกร้านชื่อ Fisherman’s Poke หลังจากเดินเลือกกันอยู่นาน ผมสั่งข้างหน้าหนวดปลาหมึก ส่วนลูก ๆ สั่งข้าวหน้าแซลมอลกับทูน่า สดอร่อยดี ส่วนตัวผมชอบเจ้าหนวดปลาหมึกหั่นแว่นที่ผมสั่ง กรุบกรอบ และแต่ละแว่นของหนวดปลาหมึกนี่ใหญ่ไม่ใช่เล็ก ปลาหมึกคงตัวโตมากเลยถึงนำมาหั่นแบบนี้ได้

ตบท้ายด้วยไอศรีม Blue Seal ที่หาได้ทุกที่ใน Okinawa ก่อนจบจาก American Village เราขับรถกลับโรงแรม ANA Crowne Plaza ที่เราพักตลอดทั้งทริปนี้เพราะเราเล็งกันไว้แล้วว่าอยากขับจักรยานไปรอบ ๆ บริเวณโรงแรมที่อยู่บนยอดเขาและมีบรรยากาศร่มรื่น ตอนแรกคิดว่าปั่นขึ้นเขาต้องหืดขึ้นคอแน่ๆ แต่ตัวจักรยานมาพร้อมกับมอเตอร์ช่วยผ่อนแรง ทำให้ขึ้นเขาได้โดยแทบจะไม่ต้องออกแรงเลย อารมณ์เหมือนขี่มอเตอร์ไซด์มากกว่า ค่าเช่า 1500 Yen ต่อคันจ่ายผ่าน App ขับได้ 7 ชั่วโมง พวกเราขี่กันแค่ชั่วโมงเดียวก็พอละ

ไปหาอะไรกินดีกว่า โรงแรมนี้ถึงจะอยู่บนยอดเขาแต่ใกล้ ๆ มี community mall ชื่อ Ishigawa city เราไปฝากท้องหาข้าวเย็นกินที่นั่นทุกวัน กินจนครบทุกร้าน

Day 5-6: เมื่อฟ้าฝนไม่เป็นใจ… แต่หัวใจยังสนุก

ช่วงเช้าของวันที่ 5 เราไปเที่ยวที่ศาลเจ้า Naminoue shire ขอพรส่งท้ายปีเก่ากัน และไปนั่งกินยากิโซบะร้านใกล้ ๆ ศาลเจ้า

จากนั้นขับรถไปที่ Galleria DFS เพื่อไปดู Teamlab Okinawa ถึงแม้จะไม่ใหญ่เท่าที่ Odaiba แต่ครอบครัวผมก็ได้สนุกและประทับใจไปกับ art technology แบบนี้

ความท้าทายของการ Road Trip คือ “สภาพอากาศ” ครับ วันที่ห้าฝนตกหนักทั้งวัน ช่วงบ่ายเราตั้งใจไป Southeast Botanical Garden แต่ฝนดันเทลงมาหนักมาก แผนเลยเปลี่ยนเป็นนัดรวมตัวกันที่ร้านกาแฟแถวนั้นแทน ร้านเล็ก ๆ ชื่อ Flip Side cafe เป็นอาคารสีแดงโดดเด่น ร้านเล็ก ๆ แต่กาแฟดิปของเขาชงอร่อยดี

สิ้นวันเราจบทริปด้วยเมนูสิ้นคิดด้วยการลองชิม KFC ญี่ปุ่น ดูว่าสูตรเขาจะต่างจากบ้านเราแค่ไหน แน่นอนไม่เหมือนที่ไทย เราสั่งเป็น limited set มีกุ้งทอดกรอบและ ขนมปังสไตล์ Yorkshire มาให้ด้วย ส่วนไก่ไม่มีสูตร hot spicy เหมือนเรา ไก่ที่นี้ไม่กรอบแต่เนื้อร่อนออกจากกระดู ออกจะเค็มกว่าบ้านเรา (สรุปคือ… ต้องมาลองเองครับ!)

วันสุดท้ายก่อนกลับ เราแวะเก็บตกที่ Ashibana Outlet กะจะละลายเงินเยนก้อนสุดท้ายก่อนก่อนจะคืนรถ นึกว่าจะมีขนมขาย ปรากฏว่ามีแต่เสื้อผ้าและรองเท้าเป็นหลัก เรากินอาหารที่ Food court ในนี้ ผมสั่งเบอร์เกอร์ ส่วนภรรยาสั่งแกงกับโรตีนาน ก็อร่อยดีแต่ราคาสูงไปหน่อย หลังจากเติมน้ำมันกลับเต็มถังก็ส่งรถคืนและโบกมือลาโอกินาว่าไปด้วยความคิดถึง ถือว่าเป็นทริปที่ลงตัวพอดี ถ้าอยู่นานกว่านี้คงไม่มีที่จะเที่ยวเพิ่มแล้ว บินกลับมาพักร่างที่ไทยก่อนจะเริ่มทำงานในวันจันทร์สัปดาห์หน้าดีกว่า


สรุปความเสียหาย (และกำไรชีวิต)

ทริปนี้สำหรับครอบครัวเรา จบไปที่ตัวเลขประมาณ 150000บาท ครับ (ค่าตั๋ว Vietjet + โรงแรมเครือ ANA และ Almont + ค่าเช่ารถและกินดื่ม)

  • ค่าที่พัก+ตั๋ว+รถ: 130000บาท
  • ที่เหลือ: คือค่ากิน ค่าบัตรผ่านและค่าช้อปปิ้งล้วนๆ! แล้วแต่เลยว่าจะกินกันหรูแค่ไหน ส่วนผมเตรียมเงินเยนมา 20000 บาทกว่า ๆ ก็ใช้เกือบหมดพอดี

บทเรียนจากโอกินาว่า: ถ้าฮอกไกโดสอนให้เรารู้จักความสงบ โอกินาว่าก็สอนให้เรารู้จักความยืดหยุ่นครับ แม้ฝนจะตกหรือแผนจะเปลี่ยน แต่ถ้าเรามีครอบครัวอยู่บนรถคันเดียวกัน ทุกที่ก็คือที่เที่ยวที่สวยที่สุดเสมอ

“ขับรถเที่ยวญี่ปุ่นครั้งหน้า… จะเป็นที่ไหนดีนะ?” ใครมีไอเดียหรืออยากให้ผมเจาะลึกจุดไหน คอมเมนต์บอกกันได้เลยนะครับ!

Leave a comment