นี่ๆ แผนการเงินยังสดใสอยู่ไม๊?

ช่วงปี 2011 นี้ทุกอย่างมันดูยุ่งเหยิงไปหมด เคยเป็นไม๊? มันเหมือนคนมองภาพไม่ทะลุ ติดอะไรสักอย่าง

แต่ไม่รู้มันคืออะไร รู้แต่ว่าถ้ามีเวลานั่งคิดใช้เวลากับมัน ต้องคิดออกแน่ๆ

แต่ก็ขี้เกียจคิด ดูจากสภาพทั่วไป เราน่าจะยังรักษาแผนการเงินไว้ได้ดี แต่ดูเหมือนเงินมันไปอยู่ไหนหนา

ทำไมไม่งอกเงยอย่างที่คิดเอาไว้ ถ้าลองดูละเอียดลงไปทีละองค์ประกอบ มนุษย์เงินเดือนก็จะคิดได้ดังนี้

  • ใส่ LTF ไปให้เต็ม ที่ครบ 5 ปีแล้วก็สามารถนำมาลงทุนใหม่ได้ เพื่อเวียนการลดหย่อนภาษี ทำให้เงินสมทบในส่วน LTF จริงๆแล้วน้อยลง เพราะใช้เงินต้นก้อนเดิม มองว่า LTF เป็นเครื่องมือการลดภาษี
  • เงินออมที่เหลือก็จะนำมาลงทุนใน RMF เพราะต้องลงทุกปีติดต่อกัน ถ้าไม่มีความรู้มากก็ลงกองออมทรัพย์ กลัวเสี่ยง และซื้อไม่ได้เต็มจำนวนเพราะ RMF แชร์ pool เดียวกับประกันชีวิตและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • เงินออมที่เหลือก็กันไว้ เตรียมเสี่ยงลงทุนในตลาดหุ้นรอขาลงรอบถัดไป ส่วนมากไม่ค่อยกำไรกัน หาจังหวะขายออกกันไม่ค่อยได้ สู้กับจิตใจตัวเองจนขาดทุนค้างพอร์ต กลายเป็น VI ไปหมด
  • ถ้ายังเหลือเงินออมอีกถึงแม้จะลดหย่อนหมดทุกทางที่รัฐบาลจัดให้แล้ว ก็ซื้อประกันเพิ่ม หรือไม่ก็สลากออมสิน

ปัญหาของผมคือ ต้องวางแผนลงทุนต่อจากนี้ยังไงให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ต่อปีเป็นอย่างน้อย โลกมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด ทุกอย่างมี cycle ของมัน เงินลงทุนระยะยาวข้างต้นติดล๊อคทั้งหมด รอชะตากรรมเป็นผู้ตัดสินว่า เงินทั้งหมดที่ออมไว้จะกำไรหรือขาดทุน

ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไง เพื่อจะให้เกิดเงินทบต้นจำนวน 50 ล้านจากนี้ไป 14 ปี? ถ้าระบบเศรษฐกิจยังคงเป็นแบบนี้ไม่ถึงเส้นชัยแน่ๆ

ยังพอมีหวังครับทำตามนี้เลย เรียกว่าการจัด investment portfolio

  • ในส่วน LTF/RMF ไม่น่าห่วงเพราะมันสามรถสลับกองลงทุนได้ตลอดเวลา ถ้าช่วงตลาดหุ้นไม่ดีก็ย้ายมากองตราสารหนี้ กำไรน้อยหน่อยดีกว่าขาดทุน พอตลาดหุ้นกลับมาก็ย้ายไปกองตลาดทุนแทน หรือถ้าตลาดต่างประเทศดีกว่าก็ย้ายไป แต่อย่าย้ายทั้งหมด ต้อง balance ความเสี่ยง ทำจนชำนาญ จนเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญมาก กำไรเกิน 15% แน่นอน
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เดี๋ยวนี้ก็เลือกลงทุนได้ แต่ย้ายไม่ได้บ่อยเหมือน LTF/RMF ปีหนึ่งได้ 2 ครั้งเป็นอย่างมาก ก็เลือกให้มีทั้งลงในตราสารหนี้และตลาดทุน ถ้าเศรษฐกิจดีก็ลง หุ้นมากกว่าออมทรัพย์ ถ้าไม่ดีก็ออมทรัพย์มากกว่าหุ้น แค่นั้นพอ แต่เลือกแบบเต็มพิกัดเท่าที่ส่วนของนายจ้างสมทบให้ได้ เพราะเงินส่วนนี้โตจากส่วนของนายจ้างเป็นหลัก
  • ส่วนประกันชีวิต เน้น 7 ปี คุ้มครอง 15 ปี ไม่ควรลงยาวมาก เราไม่ได้ต้องการออมทรัพย์ช่องทางนี้เพราะผลตอบแทนต่ำ แต่เอาไว้ลดความเสี่ยงของครอบครัวและ ลดหย่อนภาษีเป็นหลัก
  • ถ้าเงินออมยังเหลือโดยสำรองค่าใช่จ่ายฉุกเฉินไว้บ้างแล้ว ก็เอาไปลงในกองทุนรวมต่างประเทศหรือทรัพย์สินทางเลือกอื่นที่ไม่ได้แปลผันตามตลาดหุ้นไทย และได้ผลตอบแทนมากกว่าตราสารหนี้ ซึ่งแน่นอนมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่อยู่ในระดับที่เรารับได้

หมั่นตรวจสอบกำไรในทุกๆก้อนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการบันทึกค่าใช้จ่ายและรายรับ เปรียบเที่ยบกับเป้ารายปี ผมทำใน Excel แบ่งเป็น 3 sheet ดังนี้

  • Sheet 1:กำหนดเป้าระยะไกล เช่น เป้าของผมคือ 50 ล้านตอนอายุ 55 ปี
    • sheet นี้มีไว้เพื่อคำนวน rough plan ว่าจะใช้ดอกเบี้ยทบต้นที่เท่าไหร่ ด้วยเงินที่มีอยู่บวกกับรายรับต่อเดือน เพื่อที่จะให้งอกเงยไปเป็น 50 ล้านได้
  • Sheet 2: ทำการประเมินรายรับรายจ่ายที่บันทึกเป็นรายปี จนไปถึงอายุ 55 ปี
    • เพื่อให้เห็นเคร่าๆว่า ต้องใช้จ่ายอย่างไร ลงทุนอย่างไร ถึงจะบรรลุเป้าหมายได้
  • Sheet 3: บันทึกรายรับ รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงรายเดือน
    • เพื่อนำมาตรวจสอบกับ Sheet 2 ว่าเราใช้จ่าย มากกว่าหรือน้อยกว่าแผนรายปีไปมากน้อยเพียงไหน จะได้ปรับแก้ได้

ส่วนมากที่ทำกำไรต่ำกว่า 15% เพราะใจไม่แข็งพอ ไม่เชื่อสัญชาติญาณตัวเอง เมื่อไหร่รู้สึกทะแม่งๆ คิดดูอีกที แต่ก็อย่างขี้ตกใจเกินเหตุ รวมถึงค่าใช่จ่ายที่ไม่ได้คาดคิดต่างๆ

ตอบคำถามที่มีอยู่ในหัว และตัดสินใจให้ทันเดี๋ยวนี้ตลาดขึ้นลงเร็ว คนตกรถกันบ่อย ที่สำคัญ ไม่มีใครรู้อนาคต แต่อนาคตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจต่อไปของคุณเอง

Leave a comment