นาฬิกาที่แพงที่สุดในชีวิตของผม

lune retrogradeผมไม่เคยสนใจนาฬิการาคาแพงเลย และมองว่ามันฟุ่มเฟือยมาก ตั้งราคาสูงเกินความเป็นจริง นาฬิกาบางเรือนราคาล้านกว่าบาท ไม่เห็นมันจะวิเศษไปกว่านาฬิกาเรือนละหมื่นเลย ผมใส่นาฬิกาควอซท์มาตั้งแต่เด็ก ใช้ดูเวลาได้และเดินเที่ยงตรงดีราคาไม่กี่พันบาท ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ก็เปลี่ยนมาใส่แทคฮอยเออร์ ราคาเป็นหลักหมื่น ตอนทำงานเป็นที่ปรึกษาในบริษัทดีลอยท์ ผมถึงเริ่มรู้จักว่า นอกจากนาฬิกาใส่ถ่าน นาฬิกาไขลาน แล้วมันยังมีนาฬิกาออโตเมติก ที่ไขลานเองโดยอาศัยการเคลื่อนไหวของมือ อยู่อีกด้วย นาฬิกาประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่า นาฬิกาสองประเภทแรกที่ผมรู้จัก พอเริ่มเปลี่ยนงานมาทำงานที่โฟร์โมสต์ ตอนนั้นพ่อผมเริ่มเกษียณตัวเอง และมอบนาฬิกาโลเร็กซ์ให้ผม ผมก็เริ่มเปลี่ยนมาใส่นาฬิกาออโตเมติกแทน ผมทราบมาว่าราคามันประมาณแสนกว่าบาท แต่ความรู้สึกก็ไม่เห็นว่ามันควรจะมีค่ามากถึงขนาดนั้น ต้องมานั่งไขลานถ้าไม่ได้ใส่ข้ามวัน และตั้งเวลาปฎิทินใหม่ทุกเดือน

 

ผมเริ่มเปลี่ยนงานอีกครั้งเข้ามาทำงานที่บริษัทที่ทำด้านกระจายสินค้า บริษัทนี้มีกลุ่มธุรกิจสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือย ซึ่งผมมีเพื่อนทำงานในกลุ่มธุรกิจนี้ เลยถามว่าทำไมนาฬิกาที่ขายอยู่มันถึงแพงจัง เขาก็ตอบว่ามันทำด้วยช่างฝีมือโดยไม่อาศัยเครื่องจักร บางเรือนมีกลไกที่ซับซ้อนใช้เวลาในการผลิตนานกว่าจะได้หนึ่งเรือน ฟังดูมันก็ยังไม่น่าเชื่อเท่าไหร่ และผมยังคิดว่ามันเป็นสินค้าที่ค้ากำไรเกินควรอยู่ดี แต่ความรู้เรื่องนาฬิกาของผมจากไม่กระดิกหูเลย ก็เริ่มพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มสนใจนาฬิกาที่มีการออกแบบเป็นเอกลักษณ์ ผมเข้าไปอ่านคอมเมนท์ในแอพพลิเคชั่นชื่อ Fancy เป็นแอพที่ทุกคนจะนำภาพที่มีของสวยงามหรือมีการออกแบบที่โดดเด่นมาแชร์กัน มีคนหนึ่งถามคำถามเหมือนที่ผมคิดไว้ในใจเลยว่าทำไมนาฬิกาเรือนเล็กๆถึงได้มีราคาแพงขนาดนี้ได้ ผมสนใจที่อยากรู้คำตอบทันที คนตอบก็ตอบได้ดีมากว่า

นาฬิกาก็คืองานศิลปะนั่นเองแต่มันสวมใส่ได้ถึงมันจะไม่ได้มีชิ้นเดียวในโลกแต่มันก็มีไม่มาก (อันนี้ไม่นับพวกนาฬิกาใส่ถ่านหรือนาฬิกาแฟชั่นนะครับ) ราคามันเลยแพงแต่ไม่แพงเท่าภาพเขียนจากนักเขียนชื่อดัง และมีคนจำนวนมากกว่าที่สามารถเป็นเจ้าของได้จากวันนั้นผมจึงเริ่มศึกษานาฬิการาคาแพงจริงจังมากขึ้น ผมหลงไหลงานออกแบบของ Maurice Lacroix ซึ่งเป็นแนวร่วมสมัย และชอบงานประเภท Skeleton เป็นพิเศษเพราะชอบเห็นการเคลื่อนไหวของกลไก แต่งาน Skeleton ที่ออกแบบได้ลงตัวโดดเด่น และดูไม่เลอะเทอะมีไม่มาก ยิ่งไปกว่านั้นงานเปลือยแบบ Skeleton ส่วนใหญ่เป็นนาฬิกาไขลานเกือบทั้งหมด ส่วนผมติดขี้เกียจและไม่ค่อยชอบไขลานสักเท่าไหร่

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจซื้อนาฬิกา Maurice Lacroix (ML) รุ่น Lune Retrograde ซึ่งหมายถึง รุ่นที่บอกจันทรคติได้ (Luna phase) และมีกลไกแบบเข็มตีกลับ (Retrograde) ใช้บอกวันที่ เป็นรุ่นในตระกูล Masterpiece ซึ่งเป็น flagship ของ ML ราคาขายประมาณสามแสนบาท ผมได้ส่วนลดในฐานะพนักงานในราคาที่ถูกกว่า บางครั้งคนเราไม่มีทางได้รู้คุณสมบัติที่โดดเด่นของสินค้าจนกว่าจะได้ลองใช้เอง ผมว่าคงเหมือนพวกรถเฟอรารี่ประมาณนั้น ตอนนี้ผมใส่มันมาจะสามเดือนแล้วคงพอบอกได้ว่ามันดียังไง โดยผมจะแบ่งข้อดีเป็นหมวดหมู่ดังนี้

  1. มีหน้าปัดบอกว่าเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรม จะได้รู้ว่าวันไหนเป็นวันพระ 555 ตัวเรือนมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ 43mm เป็นไซส์ผู้ชาย แบบใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยม
  2. มีเข็มบอกวันในหนึ่งอาทิตย์ ว่าเป็นวันศุกร์ หรือ เสาร์
  3. มีเข็มบอกวันที่ 1 – 31 เป็นกลไกแบบเข็มตีกลับเมื่อครบเดือน ซึ่งเป็นการออกแบบกลไกที่โดดเด่นของ Maurice Lacroix เรียกว่า Retrograde
  4. อันนี้ผมชอบมาก มีปุ่มตั้งวันที่ จันทรคติ และวันในหนึ่งอาทิตย์แยกอิสระ
    1. ไม่ต้องมาเสียเวลาตั้งนาฬิกาใหม่ทุกสิ้นเดือน เคยใช่ไม๊ครับ พอเดือนนี้มี 30 วัน วันรุ่งขึ้นต้องมาหมุนนาฬิกาให้ครบรอบ 24 ชม. เพื่อให้วันที่เปลี่ยนจาก 31 กลายเป็น 1, เรือนนี้แค่กดปุ่มเดียวเข็มวันที่เปลี่ยนได้เลย โดยไม่กระทบเข็มเวลา
  5. มี power reserve นานถึง 52 ชั่วโมงหลังจากไขลาน เราสามารถรู้สึกถึงความนุ่มและหนักแน่นของกลไกขณะไขลานได้
  6. เป็นระบบออโตเมติก ไขลานด้วยโลเตอร์ด้านหลังเครื่อง ซึ่งฝาหลังเป็นกระจกใส แสดงให้เห็นโลเตอร์ที่ออกแบบอย่างสวยงาม และเห็นกลไก Movement ของเครื่อง
    ข้อเสีย คือว่ารุ่นนี้โลเตอร์หมุนได้ไม่ลื่นไหลเท่าไร ตัวถ่วงน้ำหนักไม่ค่อยดี
  7. ใช้ทับทิม 59 เม็ดรอบเฟืองหมุนทั้งหมดของนาฬิกา อันนี้ค่อนข้างเทคนิคหน่อย เอาเป็นว่ากลไกที่เคลื่อนไหวตลอดเวลามีโอกาสสึกกร่อนและเกิดแรงเสียดทานระหว่างโลหะได้มาก ซึ่งมีผลต่อความเที่ยงตรงของนาฬิกา นักออกแบบนาฬิกานิยมใช้ทับทิมป้องกันการเสียดทานระหว่างโลหะ มีความแข็งแรงสูงและมีแรงเสียดทานกับโลหะต่ำ ทำให้เดินได้เที่ยงตรงมากขึ้น
  8. Lune Retrograde รุ่นปี 2012 นี้ ใช่กลไกนาฬิกา ML192 เป็นรุ่นที่ผลิตกลไกเองในโรงงานของ Maurice Lacroix ไม่ได้ซื้อกลไกสำเร็จจากองค์กรกลาง ETA เราเรียกว่า in-house movement ซึ่งผลิตโดยช่างนาฬิกาที่มีประสบการณ์สูงกว่า brand ดังๆในโลกมีไม่มากที่จะมีช่างประจำเป็นของตัวเอง แม้แต่นาฬิกาแบรดดังๆบางยี่ห้อยังต้องซื้อกลไกจาก ETA เลย ขายดีไซน์อย่างเดียว
  9. สายหนังจระเข้และตัวล๊อคสายเป็นระบบคลิปล๊อค กดปุ่มคลิปเพื่อถอดหรือใส่นาฬิกา
  10. แน่นอนรูปลักษณ์สวยโดดเด่น และใช้โลหะมีค่าเป็นส่วนประกอบ เช่น pink gold สำหรับเข็มเวลาเป็นต้น ส่วนชิ้นส่วนลอยต่างๆ เช่นเข็มนาฬิกาจะใช้ laser ตัดชิ้นงานออกมาทำให้ดูคม และโดดเด่นขึ้นไปอีก

สำหรับนักสะสมนาฬิกาเพื่อเก็งกำไรเอาไว้ขายนั้น Maurice Lacroix อาจจะไม่ใช่แบรดที่ราคาจะพุ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เพราะเท่าที่ทราบมีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่มีคุณลักษณะดังกล่าว เท่าที่ทราบแบรนด์นั้นจะต้องมีอายุเกิน 70 – 100 ปีขึ้นไป ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์และชื่อเสียงอันยาวนาน ถึงจะมีมูลค่าสูงขึ้นได้ ผมเลือก ML เพราะชอบการออกแบบ ความหลงไหลในเครื่องกลไกที่เสมือนมีชีวิต เป็นความสุขทางใจที่สามารถสวมใส่งานศิลปะไปไหนมาไหนด้วยได้

Leave a comment