ขึ้นบอลลูนที่เชียงราย – I believe I can fly in Chiang Rai

Feb 2018: ช่วงครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่ผมรอคอยเพราะเป็นช่วงเวลาปิดเทอม ระยะสั้นของลูกๆ ปีนี้ไปตรงกับเทศกาลบอลลูนที่เชียงรายพอดี การขึ้นบอลลูนสักครั้งในชีวิต เป็นความใฝ่ฝันของผม เผอิญปีนี้เป็นปีแรกที่สิงห์ปาร์คอนุญาตให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นบอลลูนได้ ด้วยราคา 6,800บาท ต่อคน ถึงราคาจะแพงกว่าไปขึ้นบอลลูนที่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่เดินทางระยะสั้นในประเทศและได้ดูเทศกาล  Balloon Fiesta ด้วยก็คุ้มค่า ว่าแล้วผมก็เริ่มจัดการจองตั๋ว รถเช่า และที่พักเสร็จสรรพ พร้อมนับวันรอเลย และวันนี้ก็มาถึง

ครอบครัวเราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบิน Vietjet เพราะเป็น สายการบินเดียวที่บินออกจากสุวรรณภูมิไปเชียงราย นอกนั้นไปออกดอนเมืองกันหมด ครอบครัวสายชิวล์อย่างเราต้องเลือกเดินทางสบายจากสนามบินใกล้บ้านอยู่แล้ว เมื่อมาถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง เราก็ติดต่อ counter Chic car rent เพื่อรับรถที่สนามบินทันที มาถึงประมาณบ่ายๆ จุดหมายแรกเรามุ่งหน้าสู่ร้าน Forget Me Not ซึ่งอยู่ระหว่างสนามบินและทางไปที่พัก ถ้ามาร้านนี้ก็ต้องกิน Cheese Toast ครับ มันก็คือขนมปังปิ้งสอดไส้ มอสเซอเรล่าชีสนั้นเอง เวลากินก็จะมีชิสยืดๆออกมา เด็กๆชอบครับ

เสร็จจากกาแฟและขนมยามบ่าย เราก็ตรงดิ่งไปเช็คอินที่ Homestay Chiang Rai ทันที ที่เลือกที่นี่เพราะมีห้องแฟมิลี่ที่อยู่ 4 คนได้อย่างสบาย ที่สำคัญคือไม่แพง เหมาะสำหรับทริปที่สั้นและแน่นเอียดแบบนี้ คือมีห้องเอาไว้เก็บกระเป๋าเป็นหลัก แฮ่ๆ

หลังจากขนกระเป๋าขึ้นห้องพัก พวกเราก็ออกเดินทางไปไร่บุญรอดทันทีเพื่อไปดู concert ของวง Pause กับ ลุลา คืนนี้ คนไปร่วมงานเยอะมากแต่ต้องยอมรับว่าทีมงานจัดงานได้ดีมากมีรถรับส่งบริเวณงานและลานจอดรถตลอดคืน อากาศเย็นกำลังดีประมาณ 16-17 องศา เราเดินหาอาหารเย็นกินตามซุ้มต่างๆที่มีในงาน และสนุกกับ concert ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น กว่าจะกลับถึงห้องพักก็เที่ยงคืนละ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2018 เป็นวันที่ครอบครัวของผมจะได้ทดลองทำประสบการณ์แปลกใหม่กัน ผมและภรรยาตื่นกันตั้งแต่ตี 4 กลัวจะรถติดเป็นชั่วโมงเหมือนเมื่อวาน กลายเป็นไปถึงกลุ่มแรกเลย เลยได้เห็นขั้นตอนการเตรียมบอลลูนตั้งแต่ต้นจนบินได้ เริ่มจากทีมงานเอาตะกร้าผูกติดกับผ้าใบ และกางผ้าใบนอนบนพื้น

จากนั้นก็เอาพัดลมเป่าเข้าไปให้บอลลูกพอง และปากบอลลูนกว้างมากพอที่จะพ่นลมร้อนเข้าไปได้โดยไม่ไปเผาโดนผ้าใบ อากาศร้อนในบอลลูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนลอยขึ้นและดึงเอาตระกร้าตั้งขึ้น เท่านี้พวกเราก็พร้อมจะบินแล้ว

DSC05962

หนึ่งลูน (ตระกร้า) ขึ้นได้สี่คน ขึ้นอยู่กับขนาดตะกร้าด้วย โดยตะกร้าจะถูกแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนของคนบังคับพร้อมถังเชื้อเพลิง และส่วนของผู้โดยสารแยกอย่างเป็นสัดส่วน บอลลูนชนิดนี้บังคับได้แค่ขึ้นและลง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของลมว่ามันจะพัดพาเราไปทิศทางใด เมื่อคนบังคับบอลลูนกดวาวล์เพื่อเร่งไฟเพื่อเพิ่มอากาศร้อนเข้าไปในบอลลูน มันก็ค่อยๆลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างมั่นคง ไม่มีอาการโคลงเคลงใดๆให้เห็น

ลมหนาวยามเช้าเอื่อยๆ พัดพาพวกเราลอยไปเรื่อยๆ ผมเห็นบอลลูนลูกอื่นๆ ลอยกระจัดกระจายเต็มท้องฟ้า นับได้ประมาณ 10 กว่าลูก ผมและครอบครัวฉะโงกหน้าออกนอกตะกร้าเพื่อมองพื้นดินข้างล่าง มันสูงเสียจนเลยระยะกลัวความสูงไปแล้ว ทุกอย่างเล็กมากๆ พวกเราเป็นเหมือนนกที่บินอยู่ในฟ้ากว้างและมองลงมา ยังไงยังงั้นเลย บอลลูนเราลอยชมวิวอยู่ประมาณ 30 นาที คนควบคุมก็เริ่มมองหาทุ่งกว้างเพื่อลงจอด พร้อมทั้งให้วิทยุคลื่นสั้นติดต่อกับบอลลูนลูกอื่นๆตลอดเวลา รวมถึงหน่วยรถภาคพื้นดินที่จะต้องขับตามเราไปอย่างจุดลงจอดด้วย พอลำของเราลงจอด บอลลูนลำอื่นๆก็ค่อยๆทยอยลงจอดอย่างนิ่มนวล

นับว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดของทริปนี้เลย ผมตกหลุมรักบอลลูนเข้าให้แล้ว คงต้องหาโอกาสไปลองบินไปตามลมด้วยบอลลูนที่อื่นๆอีกแน่นอน

หลังจากเสร็จภาระกิจลอยฟ้าแล้ว ครอบครัวเราก็มุ่งหน้าไปหากาแฟอร่อยๆจิบยามเช้ากัน ร้านที่อยู่ในรายชื่อของเราร้านแรกคือ Melt in Your Mouth เป็นร้านกาแฟและเค้กสไตล์อังกฤษ จิบกาแฟรสนุ่มในสวนริมน้ำกก ได้บรรยากาศ slow life ดีจริงๆ

พอเตร็ดเตร่ไปมาสักพักก็ได้เวลาอาหารกลางวัน วันนี้เรากินกันเร็วหน่อยเพราะต้องออกผจญภัยยามบ่ายต่อ เราไปทานอาหารกลางวันที่ร้านมโนรมย์ เป็นอีกร้านที่ขึ้นชื่อของเชียงรายที่ห้ามพลาดเลย ร้านบรรยากาศดีอยู่ริมน้ำกกเหมือนกัน ข้างร้านอาหารเป็นสวนไม้ใหญ่กับสนามหญ้าเขียวขจี เหมาะกับการถ่ายรูปรออาหารมาเสริฟ อาหารที่แนะนำว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือ เส้นหมี่แกงปู รสจัดจ้านกลมกล่อม กับขนมปังหน้าหมู ซึ่งที่นี่ใช้ขนมปังฝรั่งเศสอบกรอบโปะด้วยหมูสับทรงเครื่อง เสริฟพร้อมกับอาจาดรสเข้มข้น แพนงหมูก็อร่อยน่าลองนะ

พอท้องอิ่มเราก็เริ่มออกเดินทางไปไร่ชาฉุยฟง ไปถ่ายรูปกับสวนชา ส่วนชาก็รสชาดงั้นๆนะ เสร็จจากสวนชา เราก็ไปต่อกันที่ Tree Top Walk คือการเดินบนสะพานไม้ที่ขึงอยู่บนยอดต้นไม้สูง ที่อยู่ในบริเวณสวนแม่ฟ้าหลวง ค่าเข้าคนละ 150 บาทแต่ก็ได้ประสบกาณ์แปลกใหม่สำหรับครอบครัวไปอีกแบบ ได้เหงื่ออีกด้วย

เสร็จจากงานปีนป่ายเราก็บึ่งรถเข้าตัวเมืองเชียงราย ถึงตัวเมืองก็เย็นแล้ว จะเป็นอะไรอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากกิน กิน กิน และร้านที่ห้ามพลาดอีกร้าน ถ้าไม่มาถือว่ามาไม่ถึงเชียงรายคือ ร้านชีวิตธรรมดา แค่ชื่อก็รู้สึกได้ว่ามันต้องไม่ธรรมดาแน่นอน อาหารก็จัดว่าอร่อยไม่ธรรมดาเลย บรรยากาศยิ่งไม่ธรรมดาเข้าไปใหญ่ แอบสงสัยว่าถ้าเจ้าของร้านเปิดร้านชีวิตไม่ธรรมดามันจะขนาดไหน

จบโปรแกรมของวันไปแล้ว รู้สึกว่าช่างยาวนานและเต็มไปด้วยความสนุกคุ้มค่าจริงๆ ทุกคนตกลงว่าพรุ่งนี้เราขอใช้ชีวิตนิ่งๆบ้าง ด้วยการตื่นสายๆ กินอาหารเช้าของโฮมสเตย์แล้วไปหาอะไรกินเล่นๆ ก่อนกลับบ้านช่วงบ่ายกัน พวกเราตื่นและลงมาทานอาหารเช้ากันค่อนข้างสายเลยทีเดียว แต่อาหารเช้าที่นี่ก็จัดเต็มและน่ากินมาก เราอยู่ที่บริเวณห้องอาหารของโอมสเตย์จนใกล้เวลาอาหารกลางวันกันเลย ถึงจะอิ่มแต่ต้องเยื่ยมกินร้านชื่อดังให้ครบ หลังจากเช็คเอ๊าท์เราก็ขับรถมุ่งตรงไปที่ร้านภูแล เป็นร้านสไตล์อาหารเหนือแห่งแรกของทริปนี้ที่เราแวะชิม ขอแนะนำ ออเดิฟล้านนา เป็นชุดมือใหม่หัดกินอาหารเหนือ มีไส้อั่ว หมูยอ แค๊ปหมูและน้ำพริกหนุ่ม ไม่เผ็ดรสชาดกำลังดี เสร็จจากอาหารเที่ยงก็ต้องตามด้วยร้านกาแฟส่งท้าย แต่ร้านนี้พิเศษออกไปไม่ขายกาแฟแบบ Cafe ขายแต่ชาอย่างเดียว ชื่อร้านว่า Suwirun Tea’fe เก๋ไหมล่ะ อยู่ห่างจากร้านภูแลไปแค่บล๊อกเดียว แนะนำให้ลอง ชาปูชิโน่ คือชาใส่ฟองนมเหมือนกาแฟเลย ขอบอก

หลายคนอาจมองว่าเชียงรายเป็นจังหวัดเล็กๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ผมกลับมองว่าเชียงราย เป็นจังหวัดที่มีการจัดการ Eco tourism ได้อย่างลงตัวและจะเป็นกระแสการท่องเที่ยวในอนาคตเพราะผู้คนจะเริ่มมองหา การพักผ่อนที่ฉีกออกจากความเจริญที่เกิดขึ้นในทุกเมืองใหญ่ แต่ต้องไม่ลำบากจนเกินไป มีความเป็นอาร์ตผสมผสานกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว หวังว่าทุกคนคงมีความสุขกับรีวิวนี้นะครับ

Leave a comment