เรื่องกินเป็นหลัก เรื่องเที่ยวเป็นรอง ส่วนงานแสดงดนตรีเป็นของแถมที่ Singapore

ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะนาโนต้องมาเล่นเปียโนในงาน 7th Performer’s festival ให้กับคณะกรรมการที่ NUS school of music ดู เพื่อจะได้รู้ระดับความสามารถของตัวเองเมื่อเทียบกับนักเปียโนอื่นๆในเอเซีย โดยนาโนจะต้องไปแสดงเปียโนในวันที่ 22 มิถุนายน ช่วงบ่าย พวกเราทั้งครอบครัวเลยยกขบวนไปเชียร์ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน โดยเลือกสายการบิน JetStar เพราะเป็น budget flight เดียวที่ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ใกล้บ้านดี พวกเราเริ่มขาขวิดกันตั้งแต่เช้าเพราะผมจำเวลาเครื่องออกผิด ดันจำเวลาวันกลับสลับกับวันไป พวกเราไปถึงสนามบินเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องออก และ Gate C10 ก็อยู่ไกลมาก  พวกเราผ่าน immigration และกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปถึง Gate กันตอน Final Call พอดี เล่นเอาเหงื่อแตกกันเลย เครื่องบิน landing ลงอย่างปลอดภัย จากนั้นพวกเราก็เหมา Taxi ตรงดิ่งไปยังโรงแรม Hotel Royalใกล้สถานนีรถไฟฟ้าและราคาไม่แพงมาก พวกทัวร์ต่างๆเลยลงกันค่อนข้างเยอะ พอเราถึงโรงแรมกันตอนบ่ายสอง ห้องยังไม่พร้อม เลยฝากกระเป๋าไว้แล้วไปเติมพลังกันด้วย ข้าวมันไก่ บุนท่องกี่ เจ้าดังของสิงคโปร์ ไม่ผิดหวังครับ เนื้อไก่นุ่ม ราดด้วยซอสสูตรพิเศษของทางร้าน พวกเราลองสั่งไก่ห่อกระดาษซึ่งเป็นซิกเนเจอร์อีกจานของที่นี่มาทานด้วย รสชาดคล้ายไก่ห่อใบเตยบ้านเรา จริงๆเมืองไทยก็มีแต่ไปกินต้นตำรับต้องได้อารมณ์มากกว่าอยู่แล้ว

กินอิ่มก็เข้าไปเช็คอินที่โรงแรม และพานาโนไปซ้อมเปียโนก่อนวันแสดงจริงพรุ่งนี้ ตกเย็นก็ให้เพื่อนเก่าที่เชลล์ (Harry) พาไปกินอาหารเย็นโดยให้โจทย์ว่า เอาแบบที่คนสิงคโปร์คิดว่าอร่อยเด็ด   Harry ไม่ทำให้พวกเราผิดหวังเลย พาเราไปกินร้านที่ชื่อว่า New Ubin Seafood ซึ่งมีทั้งอาหารทะเล และอาหารสไตล์ฟิวชั่นรวมกัน อร่อยกว่า Jumbo seafood เสียอีก โดยเฉพาะสเต็กเนื้อออสเตรเลีย นุ่มอร่อยทานกับข้าวผัดเนื้อสูตรพิเศษของทางร้าน และอาหารจานดังๆตัวท๊อปของร้านอีกหลายจาน เรียกว่า Harry สั่งมาให้ลองเกือบทั้งหมด และอร่อยทุกจาน

วันที่ 22 มิถุนายน วันแสดงเปียโน พวกเราตื่นกันแต่เช้า หาอาหารเช้าเติมกระเพาะที่ร้าน Toast Box                เป็นร้านอาหารเช้าที่คนสิงคโปร์นิยมไปฝากท้องด้วย อาหารขึ้นชื่อก็คือไข่ลวก สไตล์ไข่ออนเซนกับขนมปังปิ้งบนเตาๆไฟทาเนยกับสังขยาสิงคโปร์ (Kaya toast) แต่เด็กๆไม่ค่อยชอบเพราะสังขยาที่นี่จะไม่ค่อยหวานเหมือนของไทย เลยต้องสั่งขนมปังเนยน้ำตาล กับพวกหน้าเนยถั่วมาให้กินแทน จากนั้นก็มุ่งหน้าไป National University of Singapore คณะดนตรี เพื่อไปแสดงเปียโน นาโนเล่นได้ดีเหมือนกับที่ซ้อมมา แต่ผลออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่คิด นาโนไม่ได้เหรียญทอง ได้เพียงเหรียญเงินทำเอาเจ้าตัวถึงกลับซึมข้ามวันไปเลย ข้อดีคือนาโนจะได้รู้ว่าระดับมาตราฐานของระดับนานาชาติมันต่างจากระดับประเทศมาก หวังว่าจะไม่ท้อซะก่อนนะนาโน หลังแสดงเสร็จ ก็ถ่ายรูปรวมกับคณะคนไทยที่มาแสดงเปียโนด้วยกันเสร็จแล้วก็บ่ายโมงกว่าละ ต้องหาอะไรเร็วๆกินกัน

เลยไปลองร้าน Hans อารมณ์น่าจะประมาณ S&P บ้านเรา แต่ระบบการสั่งของที่นี่ล้ำไทยไปมาก เหมือนของญี่ปุ่นคือสั่งด้วยการกดปุ่มเลือก จ่ายตังค์ด้วยบัตรเครดิตและได้ใบเสร็จมาพร้อมหมายเลขคิว และนั่งรอเลขคิวผ่านหน้าจอเพื่อไปรับอาหาร เห็นระบบแบบนี้ที่แมคโดนัลเมืองไทยเหมือนกัน แต่ไม่ได้รับความนิยมเหมือนที่นี่

หลังจากนี้ก็ถือว่าหมดภาระกิจทางด้านดนตรีละ จะรออะไรอยู่ ก็ออกเที่ยวกันเลยสิ ที่แรกที่จะไปกันก็คือ Garden by the bay พวกเราเลือกที่จะเข้าไปเดินชิมบรรยากาศเท่านั้น เลยเลือกซื้อตั๋วเข้าไปที่ Cloud Forest อย่างเดียว เป็นโดมกระจก ข้างในมีน้ำตกและทางเดินลอยฟ้า ตามทางมีพันธุ์ไม้ต่างๆ และการจำลองหินงอกหินย้อย คล้ายพิพิธภัณฑ์ เดินได้เย็นๆไม่เบื่อ กำลังดี แต่ถ้านานกว่านี้คงไม่ไหว

ป.ล. ที่นั่นมี street piano ไว้ให้เล่นด้วย แต่นาโนใจไม่กล้าพอที่จะเล่นต่อหน้าธารกำนัล ไม่งั้นนักท่องเที่ยวคงอัดลง Facebook Live ดังไปละ

ตกเย็นทุกคนอยากกินอะไรที่เป็นของตัวเองเลือกกันเอง ผมเลยเสนอ Food Republic ต้นตำหรับของสิงคโปร์ ดูว่าต่างจากสาขาที่เมืองไทยรึเปล่า สิ่งที่แตกต่างคือ ให้อาหารเยอะกว่าแต่ก็แพงกว่าตามค่าครองชีพของที่นี่ ที่แปลกใจอีกอย่างคือร้านค้าส่วนมากพูดไทยได้ สงสัยคนไทยมาเที่ยวกันเยอะ เลยสั่งอาหารเป็นภาษาไทยไปเลย สักพักก็เห็นคนที่ต่อแถวกับเรา สั่งอาหารเป็นภาษาไทยตามไปด้วย สงสัยจะมีแต่คนไทยมาเที่ยว กลับถึงโรงแรมก็ดึกแล้วต้องรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เรามีทริปทั้งวันที่ Lego Land ผมจองตั๋วผ่าน TripAdvisor ตั้งแต่อยู่กรุงเทพ ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงความสนุกครั้งนี้ได้ ต้องเก็บแรงไว้ตะลุยกันต่อ

วันที่ 23 มิถุนายน พวกเราตื่นแต่เช้า เพราะรถของบริษัททัวร์จะมารับที่ล็อบบี้โรงแรมตั้งแต่ 8 โมงเช้า เพื่อไปรวมกับกลุ่มทัวร์อื่นๆที่ Singapore Flyer และเปลี่ยนเป็นรถใหญ่เพื่อเดินทางเข้า โยโฮบารู มาเลเซีย ใช้เวลาเดินทางถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองประมาณหนึ่งชั่วโมง พิธีการที่ immigration และเดินทางต่อไปถึง Lego Land อีกหนึ่งชั่วโมง พวกเรามีเวลาเล่นถึง 5 โมงเย็นและรถทัวร์จะรับเรากลับมาสิงคโปร์ เราเริ่มตะลุยเล่นเครื่องเล่นไปทีละอย่าง คนไม่ค่อยเยอะมาก ไม่ต้องรอคิวนาน เล่นได้ครบทุกอย่างก็เกือบ 5 โมงเย็นพอดี ทัวร์ที่นี่รักษาเวลามาก ทุกอย่างเป๊ะๆไปหมด แต่พอเรามาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองขาเข้าสิงคโปร์ ทุกคนแทบช็อค มีคนเข้าแถวรอน่าจะเป็นหลายร้อยคนได้ เราติดอยู่ที่นั่น 2 ชั่งโมงกว่า

ก่อนกลับโรงแรมเราแวะกินข้าวหมูแดงหมูกรอบที่ Singapore Flyer ร้านชื่อ Poh Lee Chye Goldsmith ขอแนะนำเลยครับหมูแดงนุ่มอร่อย หมูกรอบก็กรอบอร่อย ที่สำคัญเจ้าของร้านพูดไทยได้แบบสำเนียงไทยเลย เช่นเคย โต๊ะรอบๆเรา เป็นครอบครัวคนไทยมากินกันหมด หรือว่าเรายังไม่ได้ออกจากกรุงเทพเนี่ยะ กว่าจะถึงโรงแรมก็ดึกเหมือนเดิม ขาเดี่ยงกันทุกคนเพราะเดินและเครื่องเล่นแบบ non-stop ถึงเย็นนั่นเอง

วันที่ 24 มิถุนายน วันนี้เป็นวันรับรางวัลสำหรับผู้แสดงยอดเยี่ยม และจะมีการแสดง Gala concert ให้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดระดับ Platinumในแขนงต่างๆมาแสดงบนเวที ซึ่งแน่นอนไม่มีนาโนรวมอยู่ในนั้น แต่ผมก็อยากให้นาโนได้ยินนักดนตรีเก่งๆในระดับเอเซียเค้าเล่นให้ฟัง เผื่อจะได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาขึ้นไปอีก ซึ่ง concert จะเริ่มประมาณบ่ายสอง เราก็เริ่มโปรแกรมหลักของเราตามปรกติ ด้วยการไปกินอาหารเช้าที่ร้าน Ya Kun Kaya toast ชื่อดังของสิงคโปร รสชาดอร่อยกว่า Toast Box อย่างเห็นได้ชัด สมกับเป็นร้านเก่าแก่ที่รักษาคุณภาพ ชื่อเสียงมาถึงปัจจุบัน

ตามด้วยการไปตะลุย China Town คราวนี้มีเพื่อนของนาโนที่มาเรียนอยู่ที่สิงคโปร์ตามไปตะลุยด้วย ตอนเช้าเราไปเริ่มต้นที่ วัดพระเขี้ยวแก้ว เป็นสถานที่เก็บพระทันตของพระพุทธเจ้า ซึ่งเก็บอยู่ที่ชั้น 4 ส่วนชั้นอื่นของวัดเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา น่าสนใจมาก เราเดินกันจนครบทุกชั้น รวมถึงการเดินหมุนระฆังทิเบตที่ชั้นบนสุดด้วย

แล้วก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงกันอีกแล้ว แน่นอนมาสิงคโปร์ต้องไม่พลาดบักกุ๊ดเต๋ แล้วต้นตำหรับก็ต้องนี่เลย Song Fa Bak Kut Teh กระดูกหมูเปื่อยกำลังดี ส่วนน้ำซุปก็ชุ่มคอหอมยาจีน ในระดับที่ไม่ฉุนเกินไป ที่สำคัญร้านนี้ น้ำซุปเป็นระบบ รีฟิล ครับ พอน้ำพร่องลง พนักงานจะรีบนำกามาเติมให้ในชามของเราทันที อิ่มแล้วก็ตบท้ายด้วยไอศครีม Gelato เข้มข้นที่ร้าน Paulcini ข้างๆ ร้านนี้แนะนำ ต้องลอง เพราะเข้มข้นกว่า Gelato บ้านเรา โดยเฉพาะรส Dark Truffle อร่อยกว่าไอศครีมร้าน Awlfully Chocolate ที่คนไทยนิยมไปกินด้วย ลองแล้วเหมือนกันแต่ไม่แนะนำครับ

จากนั้นก็ไปฟัง concert ดีๆกันจากผู้ที่ได้รับการตัดสินว่าเล่นได้ยอดเยี่ยมและสมควรแสดงใน Gala concert รู้สึกชีวิตไฮโซจริงๆ ฟังรู้เรื่องรีเปล่า อันนั้นเป็นเรื่องที่ขอละเอาไว้ละกัน

คืนสุดท้าย ผมอยากลอง China Town food street ดูบ้างเอาบรรยากาศ แต่ราคาค่อนข้างแพง เอาไว้ดักตีหัวนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ ก็อร่อยใช้ได้ แต่แพงไปหน่อย กินเสร็จก็นั่ง MRT กลับโรงแรมพักผ่อน

ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพวันรุ่งขึ้น ที่สนามบินทุกอย่างเป็นระบบ self service หมดตั้งแต่ immigration ที่คล้ายๆของไทย แต่ชาวต่างชาติอย่างเราก็ใช้ได้ด้วย เสียบ passport + scan ลายนิ้วมือแล้วไปได้ ที่ไฮเทคกว่านั้นคือ counter check in ไม่มีพนักงานครับ ให้ออก boarding pass กันเอง ชั่งน้ำหนักกระเป๋าเอง ติด Luggage tag เอง สมกับเป็น Budget airline จริงๆ แต่ก็สนุกดีครับ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ผมมาทุกครั้งจะต้องเจอสิ่งแปลกใหม่เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เป็นความสนุก อร่อย  ที่ต้องแลกกับความอึด เดินกันขาขวิดจริงๆ

Leave a comment