เที่ยว Odaiba ในหนึ่งวัน

ทริปฉลองความสำเร็จของบริษัทในปี 2018 ปีนี้เรามาฉลองกันที่ญี่ปุ่นร่วมกันกับพนักงานทั้งหมด 400 คนครับ ขอบคุณบริษัท Philip Morris Trading Thailand (PMTT) สำหรับทริปที่น่าประทับใจนี้ ในทริปนี้มีวันท่องเที่ยวอิสระให้หนึ่งวันครับ ผมเลยวางแผนมาเที่ยวเมืองที่ไม่เคยไปเที่ยวมาก่อนในญี่ปุ่น นั่นคือ Odaiba ครับ

DSC07812

Odaiba เป็นเมืองเกิดใหม่ที่เกิดจากการนำขยะในประเทศมาถมทะเล และพยายามสร้างให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแห่งอนาคตสุดล้ำ ผมเริ่มออกเดินทางจากโรงแรมในย่าน Ikebokuro ตอน 9 โมงเช้าโดยนั่งรถไฟ JR สาย Yamanote มาลงที่สถานนี Shimbashi เพื่อจะต่อรถไฟสายพิเศษ Yurikamome ไป Odaiba รถไฟสายนี้ไม่ธรรมดาครับ เป็นรถรางไฟฟ้าที่ไม่มีคนขับ และไม่มีราง น่าจะลอยด้วยแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แสดงให้เห็นถึงความล้ำสมัยตั้งแต่ก้าวแรกที่จะเดินทางเข้าสู่เมืองกันเลยทีเดียว

 

 

ลงจากสถานี จุดแรกที่ผมแวะก็คือ Rainbow bridge ซึ่งเป็นสะพาน 2 ชั้นไว้สำหรับโดยสารข้ามฟากที่ไปได้ทั้งรถ, รถไฟ มีแม้กระทั้งทางคนเดิน อเนกประสงค์จริงๆ ใกล้ๆกันมีรูปปั้นเทพีเสรีภาพซึ่งสร้างโดยประเทศฝรั่งเศสแบบเดียวกับที่สร้างให้อเมริกาเลยครับ เพื่อฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสองประเทศนี้ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ช่วงเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่ซากุระเริ่มบานพอดีครับ จะเห็นเป็นสีชมพูเต็มทางเดินเรียบทะเล

พอจบจากสะพานก็ต้องเดินมาดูกันดั้มยักษ์ที่ทุกคนกล่าวขวัญถึง พึ่งทราบว่าตัวกันดั้มมีการแสดงแสงสีเสียง ซึ่งจะเป็นการแสดงประมาณสองทุ่มทุกวัน เข้าใจว่าตัวกันดั้มมีการเปลี่ยนโมเดลเป็นระยะๆ ตอนที่ผมไปดูเป็น RX-0 Unicorn Gundam ครับ

ใกล้ๆกับกันดั้มมีอาคารชื่อ Venus fort เป็นห้างขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเลียนแบบเวเนเชี่ยนที่มาเก๊า สามารถมองเห็นภาพท้องฟ้า(ปลอม)ในร่มได้ตลอดทางเดินห้าง ในห้างนี้มีพิพิธภัณฑ์รถโบราณที่ใช้ในญี่ปุ่นอยู่ ดูเพลินดี ส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ขนาดเล็กๆ แต่ใหญ่เบิ้มก็มีให้เห็นบ้าง

ตัวห้างเองสามารถเดินเชื่อมไปยังตึก MegaWeb (Toyota city) เป็นเหมือนโชว์รูมรถขนาดใหญ่ของโตโยต้า แสดงความล้ำสมัยของรถยนต์ รุ่นต่างๆที่มีขาย รวมไปถึง concept car ในอนาคตของโตโยต้าด้วย จากรูปจะเห็นว่าโตโยต้ากำลังมุ่งไปสู่รถไฟฟ้า โดย พรีอุสที่นี้เป็นรถไฟฟ้า 100% ถึงกับผ่ารถให้ดูกันเลย

ส่วนรถในอนาคตของโตโยต้าจะใช้พลังงานไฮโดรเจนด้วยการเติมน้ำครับ ใช้ Fuel Cell เทคโนโลยีทำให้เกิดการแตกตัวออกมาเป็นไฮโดรเจน แถมยังไฮบริดกับไฟฟ้าได้อีกด้วยครับ เป็นเทคโนโลยีรักโลกอย่างมากถึงกับห้อยลูกโลกไว้ด้านบนรถกันเลยทีเดียว

อีกสิ่งหนึ่งที่โตโยต้าทำจริงจังมาก คือการปลุกผี Segway กลับขึ้นมา เป็นพาหนะชื่อว่า Winglet มีการให้นักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและญี่ปุ่นมาฝึกบังคับอย่างจริงจังครับ รอบชาวต่างชาติจะเริ่มตั้งแต่บ่ายสองโมงตรงของทุกวัน โดยผู้ฝึกสอนจะสอนเป็นภาษาอังกฤษครับ เท่าที่ลองขับดูผมว่าเหมาะกับเมืองใหญ่ที่มีระเบียบอย่างญี่ปุ่น และช่วยลดมลภาวะในเมืองได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าจะนำมาใช้จริงต้องพัฒนาความคล่องตัวในการหยุดกระทันหันหรือการถอยหลัง ซึ่งยังไม่ดีเท่าไหร่ ยังไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ถ้าต้องใช้ร่วมกับคนเดินถนนโดยไม่มีเลนแยกอาจดูลำบากอยู่ แถมยังพกพาลำบากกลัวก้านบางๆในส่วนมือจับจะหัก เช่นกรณีต้องแบกไปต่อเรือหรือรถไฟ แล้วที่จอดเอยจะโดนขโมยไหม ส่วนโตโยต้าจะทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเดินทางได้ไหมหรือล้มเหลวเหมือน Segway คงต้องคอยดูกัน

ถัดจาก MegaWeb ก็จะเป็นชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองของญี่ปุ่นครับ เรียกว่า Ferris wheel

แต่เที่ยวนี้ผมไม่ได้ขึ้นเพราะจะรีบเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ digital ของ TechLab เพราะจองตั๋วผ่านเวปมาตั้งแต่กรุงเทพ ได้ข่าวว่าคนเยอะมากเลยรีบมาต่อแถวแต่เช้า

Odaiba digital museum เป็นการแสดงงานศิลป์โดยใช้โปรเจ็คเตอร์ฉายแสงลงมาในห้องแสดงงานศิลป์แบบ 360 องศาโดยมีผู้เข้าชมงานเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงศิลป์ด้วย theme ของงานพูดเกี่ยวกับระบบนิเวศน์วิทยา การอยู่ร่วมกันแบบ ecosystem พึ่งพาอาศัยกัน แบ่งเป็นสามโซน เป็นสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กแบบห่วงโซ่อาหาร วงจรชีวิตของพืช และความสมดุลย์แห่งจักรวาล ถ้าคนไม่อ่านคงไม่รู้แต่ก็ยังคงตื่นตาตื่นใจไปกับแสง สี เสียงได้เหมือนกัน เพราะเราสามารถ interact กับโลกเสมือนนี้ได้ด้วย เช่นเราสามารถเลื่อนวัตถุที่ถูกฉายเข้าผนังได้ทุกห้อง น้ำตกเสมือนจะกระจายออกเมื่อตกบนตัวเรา เนื่องจากมีหลายห้องมากและแต่ละห้องก็เดินหายากพอควร เพราะค่อนข้างมืด ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 2 ชั่วโมงถึงจะครบทุกห้องครับ

 

จบจาก digital museum ก็ยังสามารถเดินเที่ยวห้างระแวกนั้น หรือไปดูพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ต่อได้ มีเลโก้แลนด์และสวนสนุกในร่ม Joypolis ถ้าพลังยังเหลือ ส่วนผมเลือกเดินเล่นต่อ มาสะดุดที่ร้านค้าร้านหนึ่งที่มีไอเดียในการขายของที่เก๋มาก แนวคิดอาจไม่ใหม่ถ้าเคยรู้จัก mystery box ที่ขายกันบน Ebay คือ เจ้าของร้านจะเอาของมูลค่าเทียบเท่าเงินค่ากล่องใส่เข้าไป แต่จะมีกล่องพิเศษที่ซ่อนรางวัลใหญ่ปนเอาไว้ ถ้าโชคดีเปิดได้ก็กำไร แต่ถ้าโชคร้ายก็ได้สิ่งที่เราไม่ต้องการไปเล่นขำๆ ที่ดีกว่าEBay คือเราได้สัมผัสกล่อง เขย่า ฟังเสียงของในกล่องกรุกๆ จนเราพอใจ ก่อนตัดสินใจซื้อ มีวัยรุ่นเข้าร้านยืนเขย่ากล่องกันเยอะ  ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในร้านนี้ เพราะกะจะซื้อสักกล่องเปิดรีวิวขำๆ เพราะราคาแค่กล่องละ 300Yen หรือกลุ่มแพงก็จะราคา 1000-3000 Yenเท่านั้น โดยมีคำอธิบายและรูปของรางวัล surprise ให้ดูยั่วน้ำลายเล่น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ซื้อครับกลัวได้พวกตู้เย็น โทรทัศน์กลับบ้าน 😉 แต่ผมชอบไอเดียนี้มาก ใช้ระบายสินค้า slow moving ได้ดี

เที่ยว Odaiba สามารถใช้หนึ่งวันเต็มๆได้เลยโดยไม่เบื่อสำหรับคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยี เหลือเวลาจากการช็อปและการกินในเมือง ไม่อยากออกไปชมธรรมชาติตามสวนสาธารณะหรือออกนอกเมือง อารมณ์คล้ายๆกับไปย่าน Marina Bay ในสิงค์โปรครับ มีอะไรให้ดูให้เล่นจนดึกเลย  แต่ผมตัดสินใจกลับเข้าตัวเมืองตอน 4 โมงเย็นเพราะต้องการเลี่ยงช่วงพีคของรถไฟใต้ดิน อีกอย่างคือเดินจนเมื่อยไม่อยากไปไหนแล้ว พลังงานหมดขอไปชาร์จด้วยอาหารเย็นแถวโรงแรมดีกว่า

Leave a comment