“บางครั้งเราอาจจะหลงลืมไปว่าเป้าหมายชีวิตเราคืออะไรและหยุดที่จะตามหา แต่การเดินทางจะช่วยเปิดมุมมอง แง่คิดใหม่ๆ เป้าหมายใหม่ๆ ที่ทำให้ชีวิตคุณมีความสุข เพราะชีวิตคือการเดินทาง”

ผมหายไปจากบริษัทเป็นเวลา 10 วันพร้อมครอบครัว เพื่อชาร์จแบ็ตให้กับชีวิตที่ญี่ปุ่น ทุกวันนี้ยังคงนึกถึงวันเวลาดีๆกับครอบครัว ณ เวลานั้นอยู่เลย และการขับรถเที่ยวไปตามเมืองต่างๆของเกาะฮอกไกโดก็ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆในการเที่ยวต่างประเทศโดยการขับรถเที่ยวเองอีกด้วย และนี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเพราะผมหลงรักวิธีการเที่ยวแบบนี้ไปเสียแล้ว
ทริปนี้ใช้เวลาวางแผนยาวนานมากเกือบครึ่งปี ไม่ใช่เพราะเป็นทริปที่วางแผนยากนะครับ แต่ที่ใช้เวลานานเพราะเหตุผลหลักๆ 3 ประการด้วยกัน
1. การจองห้องพักล่วงหน้านานๆจะได้ราคาที่พักที่ถูกกว่า รวมถึงรอโปรโมชั่นในการจองรถด้วย
2. ค่อยๆทะยอยจ่ายค่าที่พักล่วงหน้าไปทีละเดือน จะได้ไม่หนักจนเกินไปในเดือนเดียวเพราะค่าที่พัก 9 คืน ค่ารถ และค่าตั๋วเครื่องบิน รวมกันก็หนักเอาเรื่องสำหรับ ครอบครัว 4 คน
3. ตั๋วเครื่องบินโปรโมชั่นประเภทอัพเกรดตั๋วเป็นบิสิเนสคลาสมีที่นั่งจำกัดต่อไฟลท์ ต้องจองให้ได้เป็นอันดับแรกเพื่อจะระบุวันเดินทางไปกลับได้ ที่สำคัญคือต้องอยู่ในช่วงเดียวกันกับช่วงที่ลูกๆปิดเทอมด้วย จากนั้นถึงจะเริ่มจองที่พักได้
สำหรับผมขั้นตอนการจอง คือต้องจองตั๋วเครื่องบินให้ได้ก่อน เพราะตั๋วโปรโมชั่นแบบใช้แต้มแลกจะหาเวลาลงยากที่สุด หลังจากจองตั๋วได้ครบแล้ว รู้วันไปกลับ ค่อยมาจองที่พักเป็นอันดับต่อไป การจองที่พักก็เริ่มจากการลิส สถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไปทั้งหมดลงมาก่อน จำไว้ว่าต้องจดหมายเลขโทรศัพท์ของสถานที่เที่ยวพร้อมทั้ง map code เก็บไว้ด้วย แล้วมาดูแผนที่ว่าควรจะเดินทางอย่างไรไม่ให้ซ้ำเส้นทางเดิน พูดง่ายๆคือทำเส้นทางการเดินทางให้เป็นวงกลม กลับมาส่งรถคืนที่สนามบินโดยไม่ต้องซ้ำเส้นทางเดิมให้ได้ พอได้เส้นทางเคร่าๆแล้วก็ให้หลักการว่าขับไม่ให้เกินวันละ 200 กม. และต้องพักนอน จะได้มีเวลาเที่ยวตามจุดต่างๆที่มากพอไม่เหนื่อยจนเกินไป
พอพูดถึงฮอกไกโด หลายๆคนคงจะนึกถึงหิมะขาวโพลน การเล่นสกีและเทศกาลตุ๊กตาหิมะ แต่การเที่ยวฮอกไกโดหน้าร้อนก็สนุกไม่แพ้กันและอากาศก็ไม่ได้ร้อนอย่างที่คิดเลย ตามมาดูกันเลยครับ
วันแรกของการเดินทาง 4 สิงหาคม 2019 เที่ยว Noboribetsu และ Toya
เครื่องบินจอดลงที่สนามบินชิโตเซะประมาณ 8:30am พอผ่านกองตรวจคนเข้าเมืองมาผมก็รีบลงมาที่ชั้น 1 ของอาคารผู้โดยสารมองหาทางไปชานชลาเบอร์ 67 และโทรแจ้งบริษัทรถเช่าที่จองออนไลน์ผ่าน Tocoo.jp ว่าพวกเรามาถึงสนามบินแล้ว

ทุกๆบริษัทจะมีรถบัสของตัวเองมาจอดรับลูกค้าไปที่ศูนย์รถเช่าของตัวเอง โดยจะมีโลโก้บริษัทติดอยู่ชัดเจน เราอาจจะต้องรอนานหน่อยเพราะฝั่งนั้นก็ต้องรอรับลูกค้าที่คืนรถและจะกลับมาที่สนามบินด้วย เข้าใจว่าผู้โดยสารเต็มรถถึงจะออก ผมเช่าเป็น Space Wagon เพราะต้องขนกระเป๋า 4 ใบใส่ท้ายรถเดินทางไปด้วยกันตลอด 9 วัน พอตรวจสภาพรถเสร็จจนพอใจ ก็เข้าไปจ่ายค่ารถ ง่ายๆแบบนั้นเลย ที่ขาดไม่ได้และแนะนำคือต้อง ซื้อ ETC card บัตรทางด่วนแบบ unlimited เพิ่มด้วย เพื่อขึ้นทางด่วนระหว่างเมืองแบบไม่จำกัดเที่ยว เพราะเราจะได้ประหยัดเวลาเดินทางและเที่ยวได้เยอะขึ้น
เราเริ่มเที่ยวกันตั้งแต่เช้าเลย และค่อยไป check in เข้าที่พักแรกตอนเย็นๆแทน โรงแรมที่พักทุกที่ส่วนมากก็จองผ่าน Agoda และ Book.com สะดวกและง่ายดี จะมีแค่บางที่ ที่ใช้บริการ AirBnB เนื่องจากทำเลในการเที่ยวสะดวกกว่า
หลังจ่ายเงินค่าเช่ารถเสร็จพนักงานก็มาแนะนำวิธีการใช้ navigator เล็กน้อยพร้อมทั้งใส่ ETC card เข้าไปในเครื่องอ่านให้ navigator ที่นี่สามารถค้นหาตำแหน่งได้จากเบอร์โทรศัพท์ แต่บางสถานที่อาจไม่มีการบันทึกเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ในระบบ ตัวเลือกถัดไปคือ Map Code ครับ ส่วน GPS code รถเช่าผมไม่มีให้เลือกครับ ตอนวางแผนที่เที่ยว ควร list down เอาไว้เลยว่าเบอร์โทรศัพท์ และ Map code ของแต่ละที่คืออะไร จะได้ป้อนได้ทันทีไม่เสียเวลา กรณีที่ไม่ได้เตรียมรหัสมาจากบ้านและหาไม่เจอ ก็คงต้องเลือกสถานที่ใกล้เคียงแทนได้ จากนั้นผมก็เริ่มคีย์เบอร์โทรศัพท์ของสถานที่เที่ยวแห่งแรกเข้าระบบทันที ที่แรกที่เราจะไปกันคือ หุบเขานรก Jigokudani ที่เมือง Noboribetsu เป็นปากปล่องภูเขาไฟเก่าที่ยังมีควันกัมมะถันพวยพุ่งออกมาตามซอกหินอยู่ ที่นี่มี Mascot เป็นยักษ์ญี่ปุ่นครับ มีออนเซ็นอยู่มากมายทั่วเมืองแต่ครอบครัวผมไม่อินกับออนเซนเท่าไหร่ ข้ามไปครับ ที่หุบเขามีที่จอดรถกว้างขวาง เสียค่าจอดคันละ 500Yen ด้วยความที่พวกเรายังเฟรชกันอยู่ เราก็เริ่มเดินตามแทรคเพื่อถ่ายรูปจุดชมวิวต่างๆทันที มีแผนที่บอกทางอยู่ทั่วไป พวกเราเดินตามทางมาจนไปถึงปากปล่องภูเขาไฟที่มีน้ำขังอยู่ ก่อนจะเดินกลับลงมาที่จอดรถ น่าจะใช้เวลาเที่ยวประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ
ฮอกไกโดขับรถเที่ยวสนุกและง่ายมาก เพราะเป็นพวงมาลัยขวาเหมือนเมืองไทย ทั้งเกาะออกแบบถนนให้มี express way ไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆทั่วทั้งเกาะเลย พวกเราออกเดินทางไปสถานที่เที่ยวถัดไปคือ Usuzan ropeway เป็นกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปที่ยอดเขา Usuzan เพื่อที่จะได้เห็นวิวทะเลสาบโทยะ และมุมอื่นๆของเมืองเพราะเป็นเขาที่สูงที่สุดในระแวกนั้น ข้อเสียของการเที่ยวหน้าร้อน คือมีหมอกแดดค่อนข้างเยอะครับ มองเห็นวิวเป็นหมอกจางๆ ไม่คมชัดใสเหมือนหน้าหนาว แต่อากาศเย็นสบายครับ
แต่ก่อนจะขึ้นกระเช้าๆไฟฟ้าขอเติมพลังด้วยการกินข้าวเที่ยงกันก่อน วันแรกเริ่มด้วยการลิ้มรสข้าวแกงกระหรี่ญี่ปุ่นครับ ตามด้วยซอฟไอศครีมซึ่งเป็นของหวานยอดนิยมหน้าร้อนของญี่ปุ่น มีหลายรสให้เลือก ผมชอบรส green melon มากที่สุดเพราะมีเนื้อเมลอนชิ้นเล็กๆผสมอยู่ในซอฟครีมด้วย หวานอร่อยและได้ประสบการณ์เคี้ยวเมลอนที่แปลกน่าประทับใจอีกด้วย ลืมบอกไปทริปนี้เน้นกิน ชิม แต่ไม่ช็อป
วันนี้มีหมอกแดดจากทะเลสาบค่อนข้างเยอะ ไม่สามารถมองเห็นภูเขา Yotei ได้จากที่นี่และวิวทะเลสาบก็จะเห็นเป็นหมอกแดดจางๆทั้งหมด กว่าจะเดินถึงยอดเขาจุดชมวิวก็เหนื่อยพอควรทีเดียว

หลังจากเดินตะลุยกันจนขาเดี้ยงได้ที่แล้ว ผมก็ขับรถตรงไปอย่างทะเลสาบโทยะเพื่อที่จะล่องเรือชมทะเลสาบกันครับ อากาศบนเรือเย็นกำลังดีประมาณ 19 องศาได้ ฟังดูโก้หรูทีเดียว เรือก็ดูไฮโซมากๆ แต่การนั่งเรือล่องทะเลสาบไปยังเกาะจริงๆก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ และบนเกาะก็ไม่มีสถานที่อะไรพิเศษให้ชม แต่ไฮไลท์ของการล่องเรือคือการได้เห็นนกนางนวลบินมาเล่นรอบๆเรืออย่างเป็นมิตรต่างหาก พวกมันคงชินกับคนมากจนไม่กลัวพวกเราเลย แถมยังบ้ากล้องอีกต่างหาก ถ้าถามผมว่าควรมาล่องเรือไหม ผมก็คงตอบว่าคงต้องมา เพราะเราไม่ได้มาเที่ยวฮอกไกโดบ่อยๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตคงต้องลอง และก็อย่าคิดอะไรมาก เรามาเที่ยวพักผ่อน มีความสุขกับทุกๆ moment กันดีกว่า
เมื่อเรือกลับมาเทียบท่าพวกเราก็ขับรถไปโรงแรม check in ทันทีที่ Hokkai hotel lake toya ประมาณ 5:00pm เป็นโรงแรมติดทะเลสาบโทยะ ราคาเอาเรื่องอยู่คืนละเกือบหมื่นบาทสำหรับ 4 คน แต่ที่เลือกที่นี่เพราะในหน้าร้อน จะมีการจุดพลุดอกไม้ไฟโชว์ทุกๆคืนในทะเลสาบโดยเริ่มตั้งแต่ 8:45 – 9:30pm เป็นโชว์ที่พลาดไม่ได้ เนื่องจากพลุถูกจุดบนเรือและล่องไปตามทะเลสาบจากด้านหนึ่งไปอีกด้าน เราต้องเลือกโรงแรมที่ติดทะเลสาบหรือใกล้ระแวกนั้นจะได้เดินตามไปและกลับมาเข้าพักโดยไม่เหนื่อยมาก พวกเราก็ออกไปกินอาหารเย็นกันตอน 6:30pm ที่ร้านโบโยเท เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ถ้าดูจากเวปรีวิวเค้าจะบอกว่า Hamberg steak อร่อยมาก แต่ผมแนะนำให้ลอง steak จริงๆของที่นี่นุ่มอร่อยแทบละลายในปาก จานละ 4,800Yen แต่คุ้มค่ามากๆครับ เราทานอาหารเย็นกันเสร็จก็เริ่มเตรียมตัวไปดูพลุดอกไม้ไฟกัน สวยงามและยาวนานต่อเนื่องตามที่คาดหวังไว้ ไม่เสียเที่ยวที่มาพักที่ทะเลสาบโทยะเลย วันแรกถึงจะเดินเยอะ เหนื่อยไปหน่อยแต่ก็คุ้มค่ามาก และสร้างความประทับใจให้กับทุกคนในครอบครัวไปเลย
วันที่ 2 ของการเดินทาง Niseko ดินแดนแห่งกิจกรรมกลางแจ้ง
พวกเราตื่นแต่เช้า ทานอาหารที่โรงแรมกันเพราะมันรวมอยู่ในค่าโรงแรม แต่ที่ๆไม่ควรพลาดคือการไปกินกาแฟและขนม โดยเฉพาะพวกเบเกอรี่ที่ร้าน Lake hill farm เป็นร้านเบเกอรี่น่ารักแบ่งเป็นส่วนขนมหวามและร้านไอศครีมออกจากกัน ด้านหน้าร้านเป็นสวนดอกไม้หลากสี ด้านหลังร้านเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีขนาดใหญ่ มีบ้านเล็กสีแดงของวัวตัวน้อยไว้รับแขกผู้มาเยือนถ่ายรูปเล่นด้วย ร้านอาหารที่ฮอกไกโดส่วนใหญ่จะเปิดตอนประมาณ 9:30 – 10:00am ขนมทุกอย่างที่เป็นผลิตภัณฑ์จากนมและจะสดอร่อยจริงๆ ซอฟไอศครีมที่นี้ส่วนใหญ่จะมีเนื้อของผลไม้ผสมอยู่ ทำให้ดูพรีเมี่ยมกว่าซอฟครีมเมืองไทยเยอะเลย เรานั่งเล่นจิบกาแฟ กินไอศครีมจนคนเริ่มแน่นร้านก็ขับรถกลับโรงแรมเพื่อเช็คเอ๊าท์และเดินทางสู่เมืองต่อไป
เมืองถัดไปที่เราไปแวะคือ Niseko เป็นสกีรีสอร์ท ส่วนหน้าร้อนก็เป็นเมืองที่คนญี่ปุ่นนิยมมาเล่นกิจกรรมกลางแจ้งกันเช่นล่องแก่ง ขี่จักรยานและพวก Zipline แต่คนเยอะมากจริงๆ กะว่าจะไปล่องแก่งหรือขี่จักยานกันแต่เห็นคิวแล้วต้องถอดใจเลย คนญี่ปุ่นเต็มไปหมดล้นออกมาหน้าร้านกันเลย เลยขอข้ามไปเน้นกิจกรรมชิมอาหารที่ครอบครัวเราถนัดกันดีกว่า ที่เมืองนี้มีร้านราเมงเก่าแก่ และเป็นต้นกำเนิดของฮอกไกโดมิโซะราเมง ขอบอกไว้ก่อนว่าฮอกไกโดเป็นเกาะที่มีราเมงหลากหลายชนิดมากๆ มากซะจนไม่คิดว่ามันจะหลากหลายได้ขนาดนี้ จะข้ามกิจกรรมอะไรก็ได้แต่พวกเราไม่เคยข้ามเรื่องการกิน สิ่งนึงที่ค้นพบและเอะใจตั้งแต่เมื่อวานคือ อาหารที่นี่จานใหญ่มาก หลังๆเราต้องสั่งแล้วมาแชร์กันแทนเพราะถึงจะอร่อยยังไงก็กินไม่หมด
หลังจากอิ่มข้าวเที่ยงกันแล้วเราขอไปต่อของหวานกันที่ Kobo dairy farm ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องของนมเปรี้ยว และมีร้านอาหารฝรั่งที่ได้มิชเชลลินสตาร์อยู่ด้วย แต่เราอิ่มจากราเมนมาเสียก่อนเลยมาชิมแต่นม รสชาติของนมเปรี้ยวที่นี่ อร่อยเป็นเอกลักษณ์มีความข้นของนมอยู่ระหว่างนมสดกับโยเกิร์ตบ้านเรา คือไม่เหนียวเหมือนโยเกิร์ตดื่มได้แต่จะข้นกว่านมสด คือไม่เหมือยาคูลท์นะครับ ระหว่างทางทีขับรถมาฟาร์มเราจะเห็นภูเขา Yotei อย่างใหญ่อยู่ปลายถนนเสมอ ช่างเป็นเมืองที่สวยงามจริงๆ ลองนึกดูว่าถ้าคุณออกจากบ้านเมื่อไหร่ คุณก็จะเห็นภูเขาที่สวยงามไปไหนมาไหนกับคุณตลอดเวลา คิดตามต่อไปว่าภูเขา Yotei นี้ก็จะเปลี่ยนสีสรรไปทุกฤดู มันช่างเป็นภาพที่ทำให้ผมตะลึงงันได้ตลอดวันเลยเมื่อนึกถึง พวกเราถ่ายรูปกับภูเขา Yotei ซึ่งเป็นเสมือนภูเขาฟูจิของฝั่งฮอกไกโดก่อนกลับ อย่าที่กล่าวไว้วิวทิวทัศน์ในการขับรถที่เมืองนี้ก็จะเห็นภูเขา Yotei ในมุมต่างๆตลอดทาง ดูยิ่งใหญ่มาก
จากนั้นเราก็เดินทางไปเก็บเชอร์รี่ต่อที่ Yoichi Yamamoto Orchard ผลเชอร์รี่แดงสดเต็มต้น แต่เราไปถึงค่อนข้างสายแล้ว เพราะใช้เวลาที่ Kobo dairy ฟาร์มค่อยข้างมากเพราะบรรยากาศมันชิวมากๆ ทำให้พวกเราเก็บผลเชอร์รี่กินในสวนได้ไม่นานนัก พอ 5:00pm เป๊ะก็เริ่มมีพนักงานมาต้อนลูกค้าออกจากสวน เพราะที่ญี่ปุ่นเค้าตรงต่อเวลามากไม่ว่าจะเป็นเวลาเปิดหรือปิด แต่เป้าหมายการเก็บเชอร์รี่สดๆกินก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี คือเมื่อเข้าไปในสวนแล้ว จะตัดกินเท่าไหร่ก็ได้ครับฟรีหมด เพราะรวมไปกับค่าเข้าแล้ว แต่ถ้าจะเอากลับบ้านก็ขายตามน้ำหนักครับ
หมดวันละ เราขับตรงเข้าสู่ Kiroro โรงแรมที่เราจะค้างกันในคืนนี้ เนื่องจากเป็นหน้าร้อนร้านอาหารใน Kiroro หลายร้านปิดทำการ ส่วนร้านที่เหลือก็ราคาค่อนข้างแพง ผมเลยตัดสินใจพาครอบครัวขับรถลงเขาไปกินร้านซูชิที่มีชื่อเสียงใน Otaru ชื่อว่าร้าน Ontario Waraku ขนาดพวกเราลงมาถึงร้านตอน 2 ทุ่มครึ่ง แต่คนยังเข้าคิวกันยาวเหยียดเลย เป็นประสบการณ์กินซูชิแบบรางที่คนญี่ปุ่นกินกัน ทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดโชคดีที่ Google translator ช่วยทำให้เราเข้าใจอะไรๆได้ง่ายขึ้นด้วย Instant transalator mode อิ่มเสร็จแล้วก็ขับรถไปหาที่เติมน้ำมันกัน แน่นอนครับขับรถเที่ยวกันเองก็ต้องเติมน้ำมัน วันๆนึงเราเดินทางกันหลายร้อยกิโล น้ำมันต้องหมดเป็นระยะๆ วันนี้ลองเติมแบบ self service ดู ทุลักทุเลกันหน้าดูเพราะเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่กล้าใช้มือถือแปลภาษาในปั๊มน้ำมันกลัวสปาร์คไฟ หาโหมดเต็มถังไม่เจอเลยเสี่ยงใส่แบงค์ไป 2000เยน และเรียกคนที่มาเติมน้ำมันข้างๆมาช่วยดู โชคดีเค้าพูดภาษาอังกฤษได้ เราเลยได้น้ำมันเต็มถังกลับมาได้ จากทริปนี้เลยทำให้เข้าใจได้ว่า ปั๊มน้ำมันที่ญี่ปุ่นจะแบ่งเป็น 2 โซนคือแบบเติมเอง กับแบบ full servier (มีคนเติมให้) แต่แบบหลังจะมี office hours จากนั้นมาผมก็เติมแบบ full service ตลอดครับง่ายดี แค่เปิดกระจกบอกว่า full tank เป็นอันเรียบร้อย เหมือนเมืองไทยเลย คืนนั้นก็ขับขึ้นเขากลับมานอนที่โรงแรม เพื่อเตรียมลุยต่อในวันถัดไป
วันที่ 3 ของการเดินทาง Otaru วิวท่าเรือในตำนานและนาฬิกาไอน้ำ
พวกเรา check out ออกจากโรงแรมแต่เช้าเพื่อลงเขามาที่คลองโอตารุ ขับรถหาที่จอดที่เหมาะแก่การเดินทั้งวัน ที่จอดส่วนใหญ่เป็นระบบออโตเมติก คิดเป็นรายชั่วโมง แต่ก็มีที่ๆคิดแบบเหมาวัน 800เยนด้วยเหมือนกัน เป็นครั้งแรกที่ทดลองใช้ที่จอดระบบไร้คนที่ญี่ปุ่น ตอนเข้าก็แค่กดปุ่มรับบัตรเหมือนกรุงเทพ ส่วนตอนออกจะมีระบบเก็บเงินที่ไม้กั้นขาออกเลย สะดวกและเข้าใจง่ายดีครับ พอจอดรถเสร็จก็เริ่มเดินไปตามถนนสายหลัก มีของขายหลากหลายมากมาย นักท่องเที่ยวก็หนาตาตั้งแต่เช้า อาหารเช้าวันนี้เราเลือกที่จะไปกินขนมหวานกับกาแฟที่ร้าน LeTao เป็นชีสเค้กที่มีชื่อเสียงของโอตารุ กรุงเทพก็มีสาขาแต่ไม่เคยลองกินเลย พึ่งมาเคยลองที่สาขาต้นกำเนิด มันคงเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากจริงๆ เพราะเดินไปตามถนนไม่กี่ก้าว ก็เจอร้าน LeTao ในรูปแบบต่างๆอีกหลายร้านเลย มี Flag ship store อีกต่างหาก หลังจากอาหารเช้า ร้านที่เข้าสำรวจถัดไป เป็นร้านคาเฟ่ที่ใช้น้ำมันตะเกียงเป็นจุดขาย (Kitaichi hall) บรรยากาศในร้านคล้ายๆห้องอาหารของฮอกวาร์ตในเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์เลย พวกเราสั่งไอศครีมมาลองกัน รสชาดไอติมวอลล์มาก เคล้ากลิ่นน้ำมันตะเกียง ผมไม่ให้ผ่านนะร้านนี้แต่ถือเป็นจุดถ่ายรูปที่น่าสนใจครับ
เมืองนี้เดินสนุกครับมีขนมหลากหลายชนิดตั้งแต่ต้นถนนยันสุดถนนเลย เดินไปจนสุดถนนก็จะเจอนาฬิกาไอน้ำที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่งในโลก ทุกคนจะต้องมายืนรอดูมันพ่นเพลงตามเวลาก่อนจะเข้าไปเดินชมพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีด้านหลัง ข้างๆ Music box museum เป็น Studio Ghlibli ขายตุ๊กตาและของที่ระลึกจาก anime studio ชื่อดังของญี่ปุ่นที่ปิดตัวลงไปแล้ว ตัวอย่างผลงานดังๆที่คนไทยชอบได้แก่ ปอนโยะ, Spirited away และตัวการ์ตูนโตโรโระ
เดินกันสุดซอยแล้วก็เดินกลับไปถ่ายรูปกับคลองโอตารุที่ทุกคนต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก วันนี้พวกเราโชคดีมากที่ได้ลองทาน ฮอกไกโดเทมปุระที่อยู่ในศูนย์อาหาร Denuki Koji เพราะเป็นร้านเล็กๆที่รับแขกได้ครั้งละไม่เกิน 8 คนเท่านั้น วิธีง่ายๆที่จะให้ได้กินคือมารอก่อนเที่ยวครับ หลังจากพวกเราเข้าไปในร้านผู้คนก็เริ่มต่อแถวรอทานกันยาวทีเดียว เชฟจะพิถีพิถันมากในทุกขั้นตอนตั้งแต่การชุปแป้ง,ทอด, drain น้ำมันพืช, จัดเรียงอาหารในจาน โดยไม่เร่งรีบที่จะรับลูกค้าที่รออยู่ข้างนอก เป็นครั้งแรกที่ผมได้กินซีฟู้ดเทมปุระที่มีก้ามปูสดขนาดใหญ่ ฟินไปเลย พวกเราใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าในโอตารุ
ก่อนที่จะขับรถมุ่งหน้าสู่ซัปโปโร ระหว่างทางก็ต้องแวะโรงงานช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงของฮอกไกโด คือ Shiroi Kobito park นั่นเอง โรงงานนี้ทำเป็นแบบ eco-tourism คือตกแต่งเป็นสไตล์ theme park เข้าไปเหมือนไปเที่ยวสวนสนุก มีจุดถ่ายรูปน่ารักๆเต็มไปหมด มีทัวร์ให้ความรู้เกี่ยวกับช็อคโกแลต และสามารถเห็นสายการผลิตช็อกโกแลตตั้งแต่ต้นจนจบเลย เด็กๆเห็นแล้วตื่นเต้นมากไม่คิดว่าเครื่องจักรมันจะสามารถผลิตช็อกโกแลตออกมาได้มากขนาดนี้ในระยะเวลาสั้นๆ แน่นอนสุดท้าย ต้องมาจบลงที่ร้านขายช็อคโกแลตให้เป็นของฝากกลับบ้าน มีช็อคโกแลตหลากหลายแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ซื้อมากไม่ได้กลัวมันละลายก่อนถึงกรุงเทพ เพราะพวกเรายังต้องเที่ยวกันอีกหลายวัน
จบจากโรงงานช็อคโกแลต ก็ขับรถเข้าเมือง Sapporo เลยเป็นเมืองใหญ่ที่ค่อนข้างพลุกพล่าน รถวิ่งกันเยอะ พื้นที่มีการจัดสรรใช้สอยอย่างมีประสิทธิภาพ เราพักกันที่ Mercure Hotel Sapporo อยู่ในตัวเมืองเลย สะดวกมาก และที่จอดรถเป็นแบบ automatic ขับรถเข้าไปในลิฟท์แล้วมันจะนำไปเก็บให้เอง เราเลือกห้องเป็นแบบ family room ทั้งหมดทุกที่ถ้ามีให้เลือกโรงแรมนี้เป็นห้องใหญ่และสะดวกสบายที่สุดของทริปนี้เลย

ตอนเย็นพวกเราเดินไปตามถนนคนเดิน Tanukikoji shopping street เพื่อตามหาร้านแกงกะหรี่น้ำใส Soul store อย่างที่ได้กล่าวไว้พวกเราไม่เน้นช็อปแต่เน้นกิน ข้ามร้านค้าเบี้ยบ่ายรายทางไปครับ มุ่งตรงไปสู่ร้างข้าวแกงกระหรี่เลย บอกเลยเป็นสิ่งที่ไม่เคยกินมาก่อนและไม่เห็นในประเทศไทยมาก่อนอีกด้วย ขอเรียกว่าแกงกระหรี่น้ำใสและอุดมไปด้วยสมุนไพรญี่ปุ่น แต่รสชาดไม่เลวเลย เด็กๆก็กินได้หมดเลย ไม่เลี่ยน อิ่มแล้วก่อนกลับขอไปขึ้นชิงช้าสวรรค์ประจำเมือง Sapporo เคยได้ยินมาว่ากระเช้าทุกอันจะเป็นสีเดียวกันหมด แต่จะมีกระเช้าอันเดียวของทั้งวงที่แตกต่างออกไป ใครโชคดีหมุนลงมาให้นั่งพอดีจะอธิฐานอะไรก็สมหวัง เล่าเรื่องนี้ให้เด็กๆฟังก่อนขึ้น ทั้งสองคนมองหากระเช้าพิเศษใหญ่เลย นั่งเสร็จก็ยังไม่อยากกลับเกาะกระจกดูว่ากระเช้าพิเศษจะลงมาให้เห็นเมื่อไหร่ คืนนี้สบายๆครับขอตื่นสายสักวัน เพราะโปรแกรมพรุ่งนี้เช้าอยู่ในเมืองซัปโปโรนี่เอง

วันที่ 4 ของการเดินทาง Sapporo
โรงแรมที่ญี่ปุ่นมีกฏว่าลูกค้าต้องเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมภายใน 10 โมงเช้า พวกเราเลยต้อง check out ก่อนและฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนออกเดินทางไปในเมือง วันนี้กินอาหารเช้ากันที่ Mos burger มาตราฐานเดียวกับที่เมืองไทยครับ ส่วนรถยนต์ให้มันนอนต่อไปในโรงจอดรถไฮเทค เพราะที่จอดรถในซัปโปโรหาไม่ง่ายเลยและยังแพงอีกด้วย เดี๋ยวนี้เที่ยวง่ายใช้ Google map นำทางไป จุดแรกที่จะเดินไปคือหอนาฬิกาเก่าของเมือง เป็น landmark ที่ทุกคนมาถ่ายรูปกัน เป็นอาคารไม้ที่ไม่มีอะไรมาก ใช้เวลาไม่นานก็เดินต่อไปที่อาคารรัฐสภาเก่าที่เป็น landmark ที่สำคัญอีกแห่งของเมือง

เมื่อถ่ายรูปกันเสร็จเราก็เข้าสู่สถานนีรถไฟใต้ดิน เพื่อตามหาร้านโอนิกิริ (ข้าวปั้นสามเหลี่ยม) ที่มีชื่อเสียงของฮอกไกโดคือร้าน Arinko มีไส้ให้เลือกหลายแบบ ปั้นข้าวกันสดๆแบบ made to order เลย สามารถเลือกได้ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ อร่อยแลอิ่มท้องทีเดียว เราเดินกลับโรงแรมเพื่อไปเอารถช่วงบ่าย
ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่สวนศิลปะของซัปโปโร (Sapporo Art park) เวลามีน้อยระหว่างทริปผมมีตัดสถานที่บางที่ออกไปเพราะต้องทำเวลา การวางแผนเที่ยวต้องสามารถระบุระยะเวลาที่จะใช้ในแต่ละที่ไว้ด้วยนะครับ ขอเตือนไว้ก่อน เพราะทุกที่เปิดปิดเป็นเวลาไม่เหมือนเมืองไทย ถ้าถูกใจที่ใดที่หนึ่งแล้วอยากจะใช้เวลานานขึ้นก็ต้องยอมแลกกับบางสถานที่ที่วางแผนเอาไว้แล้ว ที่สวนศิลปะผมขอซื้อตั๋วแบบเดินรอบเล็กพอ แค่นี้เด็กๆก็สนุกมากกับการ interact กับงานปฏิมากรรมต่างๆ โดยเฉพาะ human chair สีเหลืองซึ่งเป็นงานที่โดดเด่นของสวนนี้ จบจากการเยือนซัปโปโร
ผมต้องรีบขับรถไปสู่เมืองถัดไปที่ Tomamu ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ในเทือกเขา ที่มีป่าเขียวขจีไปหมด ผมเลือกพักที่มีอารมณ์เหมือน pension (บ้านพักคนชรา) ชื่อ Auberge Pole Star ต้องบอกทางครอบครัวไว้ก่อนว่าไม่หรูหราเหมือนที่พักก่อนหน้านี้นะ และต้องนอนแยกห้องกันไม่มี family room แล้ว ห้องน้ำก็เป็นห้องน้ำรวม เพราะเรามาอาศัยนอนแป๊บเดียว เนื่องจากพรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่ 3:30am เพื่อไปเข้าแถวขึ้นกระเช้าไปดูทะเลหมอก ที่เรียกว่าเป็น highlight ของทริปนี้เลย (คุยไว้ซะเยอะเลย ไม่รู้พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร) เนื่องจากเป็นที่ๆต่างชาติไม่ค่อยมาเที่ยวกัน เลยไม่มีรีวิวเป็นกิจลักษณะ เลยต้องขับรถไป survey ทางก่อน จุดชมทะเลหมอกอยู่ในโรงแรมหรูชื่อว่า Hoshino Resorts Tomamu จริงๆแล้วต้องเรียกว่าอาณาจักรถึงจะถูกต้อง บรรยากาศดีสุดๆ แต่เช็คราคาก่อนมาแล้ว คืนหนึ่งหมื่นขึ้นสำหรับห้อง 2 คน และเราก็ไม่ได้วางแผนที่จะดื่มด่ำบรรยากาศบนรีสอร์ทนี้ด้วย คิดว่าไม่คุ้มเลยอยู่บ้านพักคนชราดีกว่า พอเห็นแล้วว่าพรุ่งนี้เช้ามืดจะต้องมาจอดรถตรงไหน เข้าคิวขึ้นกระเช้ายังไงก็เสร็จภาระกิจ ก็แวะกินข้าวเย็นที่ร้านประเภท Izakaya แถวที่พัก (คือร้านเหล้าเล็กๆที่ขายอาหารง่ายๆที่มีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น) พวกเราได้นั่ง counter bar เพราะโต๊ะในร้านถูกจองหมดด้วยลูกค้าประจำ เนื่องจากเป็นเมืองเล็กและไม่มีที่ให้เลือกกินมากนัก เราสั่งข้าวหน้าหมูย่างกัน ซึ่งที่นี่ใช้เตาถ่านย่างและทาด้วยบาร์บีคิวซอสญี่ปุ่น อร่อยดีแต่เนื้อเหนียวไปหน่อย ยังสงสัยว่ามันเป็นเนื้อหมูป่ารึเปล่า อิ่มเสร็จก็บังคับให้ทุกคนรีบอาบน้ำ และรีบนอนกลัวว่าจะเสียการณ์ใหญ่พรุ่งนี้เช้า
วันที่ 5 ของการเดินทาง Tomamu/ Furano
เสียงนาฬิกาปลุกดังจากมือถือ ผมรีบกระเด้งตัวขึ้นจากเตียง พยายามปลุกลูกให้ตื่นและไปอาบน้ำ รู้สึกว่าเราจะตื่นกันเป็นกลุ่มแรก ผู้พักห้องอื่นๆยังไม่ตื่นกัน ตีสี่พวกเราพร้อมออกเดินทาง ระหว่างเดินไปที่รถมองกลับมาที่โรงแรมเห็นไฟเริ่มทยอยเปิดตามห้องต่างๆกันแล้ว รีบบึ่งรถไปที่รีสอร์ทเพราะเจ้าของที่พักบอกว่าถ้าเราไปช้าต่อคิวกันยาวเลยนะ 4:30am ไปถึงที่จอดรถตรงเชิงเขาที่เป็นสถานีกระเช้าไฟฟ้า ไม่น่าเชื่อมีรถมาจอดก่อนเราเต็มไปหมด ผมรีบวิ่งเข้าไปในอาคารเพื่อไปซื้อตั๋วจากเครื่องขายอัตโนมัติ และให้ครอบครัวต่อแถวให้ แถวเริ่มยาวแล้วแต่ยังไม่มาก ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม สักพักกระเช้าก็เปิดให้ขึ้น พวกเรานั่งกระเช้าขึ้นไปยอดเขาแข่งกับพระอาทิตย์ที่กำลังจะทอแสง เมื่อระดับความสูงไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มเห็นว่าเราอยู่ปะปนกับกลุ่มเมฆแล้ว เมื่อถึงยอดเขาเราก็เริ่มเห็นกลุ่มเมฆที่เริ่มจะเซ็ทตัวลง มียอดอาคารแฝดของรีสอร์ทโพล่เหนือทะเลหมอกขึ้นมานิดเดียว นี่ใช่ไหมทะเลหมอกที่เราอยากมาเห็นกัน ไม่แปลกใจเลยทำไมถึงเป็นสถานที่ที่คนญี่ปุ่นชอบมาเที่ยวกัน หลังจากลงจากกระเช้า สถานีแรกคือร้านขายกาแฟบนดอย ที่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งทนต่อกลิ่นกรุ่นของกาแฟไม่ไหว พวกเขาไปต่อไม่ไหวของเข้าคิวซื้อกาแฟร้อนๆ นั่งจิบดูทะเลหมอกบนแพลตฟอร์มชิคๆ น่าจะเป็นประสบการณ์การดื่มกาแฟที่ดีทีเดียว
เสียใจด้วยนะ แค่นี้หยุดพวกเราไม่ได้หรอก พวกเราข้ามไปสถานีถัดไป ใช้เวลาเดินขึ้นเนินไปไม่นานก็มาถึง เก้าอี้แบบ life guard ตามสระว่ายน้ำตั้งเรียงกันอยู่ ทุกคนอยากลองขึ้นไปนั่งดูทะเลหมอกกันบนนั้น รวมถึงลูกผมด้วย แต่เมฆตรงนี้ยังไม่เซ็ทตัวดี คงเห็นเป็นหมอกจางๆเต็มไปหมด ผมชวนทุกคนเดินไปต่อที่สถานีถัดไป มันเป็น platform ไม้ สไดล์โมเดิล ที่ยื่นออกไปในหน้าผา ทุกคนเดินไปตามทางและถ่ายรูป ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังสถานีถัดไป เป็นที่นั่งแบบ outdoor theater เพื่อนั่งชมวิว และระหว่างทางเดินขึ้นถัดไปก็จะมี mock up สีขาวคล้ายก้อนเมฆให้ถ่ายรูป ซึ่งนำไปสู่สถานีสุดท้าย ที่เป็นสถานี highlight คือรังตาข่ายที่ยื่นออกไปในหน้าผา ให้คนที่ชอบความตื่นเต้นปีนออกไปเก็บรูปสวยๆกัน คนญี่ปุ่นมีระเบียบมาก ทุกคนรู้ว่ามีคนเข้าคิวรออยู่ก็จะใช้เวลาไม่นานมากนักและก็ออกมาเพื่อให้คนต่อไปมีโอกาสสนุกกับกิจกรรมนี้ด้วย พอครบสถานีสุดท้ายก็วนกลับมาถึงกระเช้าไฟฟ้าพอดีเลย ออกแบบ traffic flow ได้ดีมากจริงๆ เราลงกระเช้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มกับประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ และมุ่งหน้ากลับที่พักเพื่อเช็คเอ้าท์ กลับไปถึงเห็นกุญแจห้องวางเรียงเต็ม counter เลย แสดงว่ากลุ่มอื่นกลับมาถึงก่อนเราแล้วเดินทางออกจากที่พักไปแล้ว จากนั้นเราก็เริ่มเดินทาง
ทุกคนท่าทางจะเหนื่อย และตื่นเช้าด้วย หลับกันบนรถหมดเลยและดูเหมือนจะไม่ฟื้นง่ายๆ ฝนเริ่มตกพรำๆ เหลือผมขับรถอยู่คนเดียว ผมเลยตัดสินใจข้ามที่เที่ยว ณ ทะเลสาบ kanayama ออกไปเพราะเราเคยเที่ยวทะเลสาบโทยะกันมาแล้ว ซึ่งดีกว่าเยอะเลย อีกอย่างคือ น้ำที่ทะเลสาบค่อนข้างแห้งขอดและไม่มีดอกลาเวนเดอร์ขึ้นเต็มข้างทะเลสาบเหมือนในรูปโฆษณาบนเวป เพราะตอนนี้เป็นฤดูร้อนไง ผมขับยาวจนไปถึงโรงงานชีสในฟูราโนะเลย ระหว่างทางเห็นชาวบ้านเริ่มถางทุ่งหญ้ากัน ไม่เห็นดอกไม้สีสรรสวยงามอีกแล้ว ซึ่งฟูราโนะนี่ขึ้นชื่อเรื่องแปลงดอกไม้หลากสีของฮอกไกโดเลยนะ เราฝันว่าจะต้องมาเห็นให้ได้สักครั้งในชีวิต ที่สำคัญอยากให้ครอบครัวได้เห็นภาพนี้เก็บกลับไป ในใจคิดว่าเรามาผิดช่วงรึเปล่านะ ถ้าไม่เห็นทุ่งดอกไม้หลากสี แผนเที่ยววันนี้พังทะลายแน่ๆเลย แต่ไม่เป็นไรเราทำตามแผนเดิมละกัน เริ่มจากไปกินพิซซ่าและนมสดที่ Furano cheese factory กันก่อนแล้วค่อยว่ากัน พอไปถึงก็พบว่าที่นี่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ซะมากกว่าโรงงาน และมีเวร์คช็อปให้คนมาเรียนทำขนมกัน เน้นขายของกับอาหารซะมากกว่า แต่พิซซ่าและนมสดก็อร่อยดีนะครับ เมื่ออิ่มท้องสมองก็กลับมาทำงานตามปรกติ

ผมบอกครอบครัวว่าเราคงแวะเฉพาะสวนดอกไม้ที่สำคัญสัก 2 แห่งคงพอเพราะมันไม่น่าจะมีดอกไม้หลากสีอะไรมากมายเหลืออยู่แล้ว สังเกตุจากทุ่งหญ้าตามทางที่ผ่านมา ทุกคนเห็นด้วย ที่แรกที่เราไปแวะกันคือ Tomita farm ขวัญใจนักท่องเที่ยวไทย พอไปถึงเห็นรถทัวร์ลงกันเต็ม มีดอกไม้หลากสีเต็มทุ่งไปหมด ผมสรุปเอาเองว่า ฟาร์มใหญ่ๆที่มีชื่อเสียงแบบนี้น่าจะมีเรือนเพาะชำปลูกดอกและเปลี่ยนในแปลงใหญ่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันตลอดทั้งปี จะได้ประทับใจแล้วซื้อสินค้าของฟาร์มติดไม้ติดมือกลับไป เพราะอย่าลืมว่าเข้าชมสวนดอกไม้ฟรีนะครับ รายได้หลักหน้าจะมาจากการขายดอกไม้และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่วนผมก็ซื้อแค่ซอฟไอศครีม รสลาเวนเดอร์กับรสเมลอนทานแค่นั้น นักท่องเที่ยวอื่นๆก็น่าจะเหมือนกัน เสร็จจาก Tomita farm เราก็ไปต่อกันที่ฟาร์มที่สองชื่อ Flower land Famifurano เป็นฟาร์มที่อยู่บนเนินเขา เห็นทุ่งดอกไม้หลากสีไกลแสนไกล และยังเห็นธรรมชาติของเมืองฟูราโนะเป็น background ไกลๆอีกด้วย ในที่สุดฝันก็เป็นจริง ได้ถ่ายรูปกับดอกไม้หลายสีกันทุกคน

สถานที่ถัดไปคือ Blue pond พอมาเห็นก็ต้องยอมรับตรงๆว่ามันสีฟ้าาาาาา จริงๆด้วย แต่ที่น่าสังเกตุคือต้นไม้ใน blue pond ตายหมด อาจจะเป็นสารเคมีอะไรสักอย่างทำปฏิกริยากับน้ำในสระจนเป็นสีฟ้าสดใส ความสวยงามมักมีพิษที่ร้ายกาจซ้อนไว้เสมอ

หลังจากเสร็จจากจุดนี้เราก็มุ่งตรงสู่ที่พัก ซึ่งเป็นที่พักที่จองผ่าน Airbnb ในเมือง Higashikawa เป็นการใช้บริการ Airbnb เป็นครั้งแรกในชีวิต เมืองเล็กๆเมืองนี้ สงบเงียบ ไม่มีที่ท่องเที่ยวเยอะแยะเหมือนเมืองอื่น เราเข้าไปพักผ่อนและต้องลงทะเบียนเข้าพักผ่าน tablet ที่ติดอยู่ในบ้านตามกฏของ Airbnb ตัวผมเองคิดว่าค่อนข้างยุ่งยากเมื่อเทียบกับพวก Agoda หรือ booking.com ไม่ค่อยประทับใจขั้นตอนการลงทะเบียนสักเท่าไหร่ internet ก็ช้า disconnect กับ call center ของ Airbnb ไปหลายครั้งกว่าจะยืนยันตัวตนของผู้เข้าพักได้ทุกคน แต่ที่พักสะอาด กว้างขวางและมีความเป็นส่วนตัวดีมาก
เย็นนี้เราไปกินสเต็คเนื้อกันที่ Chiyoda farm เป็นฟาร์มที่เลี้ยงวัวเองและมีร้านอาหารให้บริการด้านหน้า ที่ surprise คือไม่มีอาหารที่ไม่ใช่เนื้อขายเลย ส่วนตัวแล้วผมว่าสเต็คร้านนี้ไม่อร่อย รีวิวบนเน็ตมันเวอร์เกิน ไม่แนะนำครับถ้าไม่มีแผนมาเที่ยวสวนสัตว์แถวนี้เหมือนผม พวกเราเลยต้องรีบทานกันแล้วไปแวะร้าน Izakaya ในเมืองเพื่อให้ภรรยาผมทานอาหารที่ไม่ใช่เนื้อได้ ตอนนี้ผมเริ่มคุ้นกับ Izakaya แล้ว
วันที่ 6 ของการเดินทาง เที่ยวสวนสัตว์ Asahikawa
ฝนเริ่มตกปรอยๆตั้งแต่เมื่อวาน อากาศตลอดทั้งทริปเฉลี่ยอยู่ที่ 19 – 22 องศาและสดชื่นกับธรรมชาติของเกาะฮอกไกโด ดูเพอร์เฟคไปหมด เสียอย่างเดียวร้านค้าทุกแห่งเปิดให้บริการ 9:30am แล้วเมืองชนบทแบบนี้เราจะกินข้าวเช้ากันที่ไหน คงต้องพึ่ง 7-11 กันแล้ว ผมกับภรรยาขับรถออกมาซื้อขนมปัง แซนวิชกับไปให้ลูกๆกินในที่พัก เพราะลูกๆขอหยุดจังหวะชีวิตในการเที่ยวบ้าง ด้วยการอยู่เล่นเกมส์บน iPad ในที่พักแทน
7-11 ที่ญี่ปุ่นมีของกินให้เลือกเยอะเลย มีเครื่องชงกาแฟสดแบบ automatic ให้บริการด้วย รสชาดไม่เลวทีเดียว หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จก็ต้องรีบเช็คเอ้าท์เพื่อไปสวนสัตว์ Asahiyama ต่อ เรากะว่าจะอยู่ที่สวนสัตว์กันถึงเที่ยงเท่านั้น ต้องวางแผนกันว่าจะดูสัตว์อะไรบ้าง ทุกคนเห็นตรงกันว่าจะเลือกดูสัตว์ที่เมืองไทยไม่มีในสวนสัตว์ อันได้แก่ แมวน้ำ เพนกวิน และโพล่าแบร์ ฝนเริ่มตกหนักแต่ทางสวนสัตว์มีร่มให้บริการให้ฟรีด้วย คิดเผื่อลูกค้าไว้หมดแล้ว customer centric จริงๆ โชคดีที่สัตว์ทั้ง 3 ประเภทที่อยากดูต้องเข้าชมในร่ม ฝนเลยไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในสวนสัตว์สำหรับพวกเรา การจัดการของสวนสัตว์ทำได้ดีเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมมี interact กับสัตว์ได้ หรือเป็นเพราะผมไม่ได้มาเที่ยวสวนสัตว์นานจนตามไม่ทัน user experience ในสวนสัตว์ก็เป็นได้ เพราะไม่เคยเที่ยวสวนสัตว์ในไทยนานแล้ว ยกเว้นสวนสัตว์แนวซาฟารี
จบจากสวนสัตว์ก็เที่ยงพอดี แน่นอนครับถ้ามาเที่ยวเมือง Asahikawa ก็ต้องนึกถึงหมู่บ้านราเมงที่ Asahikawa ramen village มีราเมงหลากรูปแบบหลายร้านให้ลอง แต่ร้านที่คนไทยชอบที่สุดจะสังเกตุได้ง่าย มีแถวต่อยาวเหยียด ข้างหน้าร้านมีลายเซ็นต์ของคนไทยที่มีชื่อเสียง รวมถึงนักการเมืองเขียนคำนิยมให้แปะอยู่ ชื่อว่าร้าน Baikouken อร่อยดีแต่แนะนำว่าอย่าสั่งแบบซุปเปอร์เผ็ด เพราะมันเผ็ดร้อนแบบพริกเผาแล้วผมคิดว่ามันเสียอัถรสของความเป็นราเมนญี่ปุ่นมากไปหน่อย อีกอย่างคือ มิชเชลลินไกด์ที่ติดอยู่หน้าร้านแนะนำเป็น salted soup ramen นะครับ
จากนั้นพวกเราก็ขับรถข้ามเมืองมายัง Obihiro เมืองขนมหวานและต้นตำหรับข้าวหมูย่างฮอกไกโด Panchou buta don คืนนี้พวกเราเข้าพักกันที่ Hotel AreaOne Obihiro เด็กๆเริ่มบ่นกันว่าทำไมทริปนี้มันเร็วจัง นี้จะถึงเวลากลับเมืองไทยกันแล้วหรือ เราเหลือกันเพียงแค่ 2 คืนเท่านั้น ผมบอกเค้าไปว่า “อะไรที่ทำให้เรามีความสุข เราจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเสมอ” ตกค่ำออกมาต่อแถวกินข้าวหมูย่างกัน คุ้มค่าแก่การรอคอยมาก
วันที่ 7 ของการเดินทาง Obihiro
ตอนเช้าพวกเราไปกินร้านขนมหวานร้านข้างโรงแรมชื่อว่า Cranberry pastry shop เป็นร้านแนวเค้กฝรั่ง แต่ก็มีขนมอย่างนึงหน้าตาคล้ายมันเผา เค้าบอกว่าดังมากกัน เลยลองซื้อมากินดู รสชาติก็เหมือนมันม่วงเผาของญี่ปุ่น ดูทุกคนไม่ค่อยอินกับเจ้ามันตัวนี้สักเท่าไหร่ กินยากอีกต่างหาก ผมไม่แนะนำครับ แต่เค้กชนิดต่างๆนี่หมดภายในพริบตานะครับ มาลองตามรีวิวตามเน็ต แต่ให้แค่พอผ่านนะครับ

มาเมืองขนมหวานทั้งที ก็ต้องลองขนมที่เป็นหน้าตาของเมืองให้ได้ พวกเราตามหาร้านที่ชื่อ Rokkatei Obihiro สำนักงานใหญ่กัน เค้าว่ากันว่าที่นี่มีขนมที่ทำจากครีมนมสด ซึ่งต้องซื้อทานเลยทันที เอากลับบ้านไม่ได้ เพราะครีมจะหมดอายุภายใน 3 ชั่วโมง แค่ Story telling ก็ต้องไปลองให้ได้แล้ว เจ้านี่มีชื่อว่า Sakusaku pie หน้าตาคล้ายๆ cream corn ในเมืองไทย คนญี่ปุ่นเข้าแถวยาวเพื่อรอซื้อกันแต่เช้า แต่รสชาดสดขนมตัวนี้อร่อยจริงๆนะ เอาไป 5 ดาวเลย ในร้านมาชาร้อนบริการตัวเองให้กินกับขนม ขนมอีกตัวที่มีชื่อของร้านชื่อ Yuki-kon cheese เป็นขนมปังโกโก้แซนวิชประกบไส้ครีมชีสตรงกลาง เด็กๆบอกว่าอร่อยดี
วันนี้น้ำตาลต้องขึ้นแน่ๆ ร้านถัดไปเราขับรถไปจอดแถวสถานีรถไฟใต้ดิน เพราะร้านนี้เป็นสาขาเปิดอยู่ในอาคารรถไฟใต้ดินครับ ชื่อร้าน Tokachi Shimmura Farm Cream Terrace มันเป็นร้านขายนมข้นหวานที่ทำจากนมฮอกไกโด บรรจุในขวดแก้วดูมีสไตล์ แต่เค้าใส่ innovation ลงไปโดยการทำให้มีหลายรสชาด เช่น ช็อคโกแล็ต ม๊อคค่า ชาเขียว เป็นต้น เลยซื้อกลับมาลองที่กรุงเทพดู มันก็คือนมข้นหวานจริงๆนั่นแหละ เริ่มใกล้เที่ยงละ เราก็ขับรถมุ่งหน้าสู่โรงงานขนมหวานรายใหญ่ของเมืองชื่อ Ryugetsu
เราทานข้าวเที่ยงกันที่โรงงานนี้ โดยผมสั่งซาลาเปาใส้เนื้อวัวมาลอง ส่วนคนอื่นทานเบอร์เกอร์ข้าวเหนียวหมูผัดขิงกัน คล้ายๆของ Mos burger เลย
ช่วงบ่ายขับรถเข้าเมือง Chitose ครับ เราวางแผนจะพักที่นี่กัน 2 คืน เพราะอยู่ใกล้สนามบิน และมันมีที่เที่ยวที่หน้าสนใจอยู่ที่สนามบินไม่น้อยทีเดียว หลังจาก check in เข้าโรงแรม Queen’s hotel Chitose แล้วเราก็ไปเที่ยวที่ Rera outlet กัน เป็น premium outlet เหมือนกับที่อยู่ตามหัวหิน มีแบรนด์เนมเยอะแยะให้เลือก แต่ครอบครัวผมไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา เพราะพวกเราเป็นสายกินครับ เย็นนี้ใช้ระบบตัวใครตัวมัน เพราะเรากินอาหารทุกชนิดจนครบตามที่แนะนำกันบนเวปและรีวิวต่างๆจนหมดแล้ว แต่ละคนแยกย้ายไปซื้ออาหารใน food hall ของ Rera outlet กินกัน ผมเลือก spagetti ซอสมีทบอล นาโนกินข้าวแกงกระหรี่ จีโน่กินสเต็กเนื้อ คุณแม่สั่งข้าวหน้าหมูญี่ปุ่น มากินเพราะติดใจจากเมือง Obihiro แต่แน่นอน มันจะสู้ต้นตำหรับได้ยังไง คุณแม่คอนเฟิร์ม
วันที่ 8 ของการเดินทาง Chitose
วันนี้เราขับรถไปสนามบินเพื่อไปสานฝันในวัยเด็กกัน เริ่มจากดูโรงงานช็อคโกแล็ต Royce ของโปรดของครอบครัว
แล้วตามด้วยการเข้าชมบ้าน Doraemon เป็นลักษณะคล้ายๆ 3D museum พวกเราถ่ายรูปไปเรื่อยๆอย่างสนุกสนาน เห็นตู้โชว์ของวิเศษของโดเรมอนด้วย ตอนจบจะมีให้ร่วมถ่ายรูปกับตัวโดเรมอนด้วย

หลังจากออกมาก็เจอกับตู้จับตุ๊กตาที่มีแต่ของเกี่ยวกับโดเรมอนเต็มไปหมด ผมให้เด็กๆไปคนละ 1000เยน เพื่อเล่นเกมส์จับตุ๊กตา ตอนอยู่เมืองไทยสองคนนี้ถือว่าเป็นระดับทีมชาติเลย ไปเล่น 100 บาทต้องได้ตุ๊กตากลับมาบ้านเสมอ พออยู่ที่ญี่ปุ่น เข้า J-league ตัวคีบตุ๊กตามันเป็นระบบสองขา ไม่ใช่สามขาเหมือนเมืองไทย เลยไม่ได้อะไรกลับมาครับ

อาหารที่ต้องชิมอย่างสุดท้ายก็อยู่ที่สนามบินนี่แหละ มันคือ Ebisoba ที่ร้าน Hokkaido ramen Dyojo ความพิเศษคือน้ำซุปที่เคี้ยวด้วยกุ้งแห้งครับ ทุกคำที่ทานเข้าไปจะมีกลิ่นของกุ้งแห้งอันเป็นเอกลักษณ์
ออกจากสนามบิน พวกเราแวะ Salmon museum แต่เปลี่ยนใจไม่เข้าชม ทุกคนเห็นว่าน่าจะเก็บเงินไปซื้อของฝากให้ญาติพี่น้องจะดีกว่า เพราะเค้าไม่ได้มีโอกาสมาเห็น เที่ยว และสนุกแบบพวกเรา ผมพาทุกคนไปส่งที่โรงแรมและนำรถไปคืนที่ร้านเช่ารถ ก่อนที่จะนั่งรถไฟกลับมาเจอกันที่โรงแรม อาหารเย็นมื้อสุดท้าย เราขอเป็นอะไรง่ายๆ เร็วๆ เลยเดินไปกินที่ Yoshinoya น่าจะเหมือนที่กินที่เมืองไทย ปรากฏว่าไม่ค่อยเหมือนกันแฮะ เป็น fastfood แบบ counter และ มีอาหารหลากหลายกว่าให้เลือก แต่ไม่มีแบบใส่พริกแบบในเมืองไทย ก็อร่อยใช้ได้ แล้วยังถูกอีกด้วย
วันที่ 9 วันกลับบ้าน
ตื่นกันแต่เช้ากินอาหารเช้าโรงแรม นัดรถของโรงแรมให้พาไปส่งที่สนามบินแต่เช้า เพราะเครื่องจะออกประมาณ 10:30am แต่ภาระกิจในการซื้อของฝากที่สนามบินยังไม่จบ เราตกลงกันว่ามีเศษตังค์เหลือเท่าไหร่ ซื้อให้หมดเลย ญาติๆที่กรุงเทพจะได้มีความสุขไปด้วย ซื้อเสร็จแล้วเงินยังเหลือให้ผมซื้อ JBL Clip4 กลับมาใช้ที่บ้านอีกต่างหาก จบทริปผมถามทุกคนในครอบครัวเหมือนทุกครั้งว่า ตั้งแต่ไปเที่ยวต่างประเทศกันมา ชอบทริปไหนมากที่สุด คิดว่าทุกคนคงจะเดากันได้ ไม่น่าถาม
สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโรดทริป 10 วันนี้คือ

ค่าที่พักรวม 62,607.88 บาท
ค่าตั๋วเครื่องบินรวม 87,915บาท
ค่าเช่ารถและ ETC 20,000 บาท
ค่าช้อป ค่าอาหาร และน้ำมันรถ เงินสด 200,000¥ =58,000บาท
รวมเป็นเงิน =228,522 บาท







