ตุรกี เมืองที่เต็มไปด้วยมรดกโลก กับ 2 Wonders of the world

ปลายปี 2019 ครอบครัวเราได้มีโอกาสตามทัวร์ไปเที่ยวที่ตุรกี ประเทศที่เชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเซียและยุโรป ประเทศที่ผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกด้วยการแบบประเทศออกเป็นสองซีก ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ตั้งแต่อาหาร จนไปถึงวิถีการดำเนินชีวิตของคนทั้งสองฝั่งทวีป และยังเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยมรดกโลกที่สืบสานมาจากอาณาจักรออตโตมันที่รุ่งเรืองในอดีต ที่สำคัญทัวร์นี้พาไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณถึง 2 แห่งอีกด้วย ตัวผมเองไม่ได้สนใจรายละเอียดของโปรแกรมทัวร์เลย ตั้งแต่ซื้อทัวร์จนกระทั่งวันเดินทาง หวังอย่างเดียวว่าจะได้ขึ้นบอลลูนที่มีชื่อเสียงของตุรกี แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้ เรามาตามดูโปรแกรมทัวร์นี้ด้วยกันครับ

เครื่องบินจอดลงบนสนามบินแต่เช้า วันที่ 21 ธันวาคม กรุ๊ปทัวร์ทั้งหมดขึ้นรถบัสแล้วออกเดินทางจากสนามบินเพื่อจะไปเที่ยวที่สถานที่แห่งแรก คือ สุสานกษัตริย์ ระหว่างเดินทางจากสนามบินไปถึงสุสานกษัตริย์ ผมก็เริ่มสังเกตุเห็นความแตกต่างระหว่างประเทศไทยกับตุรกีแล้วว่า พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นช้ามาก พอขึ้นมาแล้วก็ยังไม่ค่อยสว่างเหมือนเมืองไทย

พวกเรานั่งรถกันเกือบ 8 ชั่วโมง เนื่องจากจุดท่องเที่ยวต่างๆ กระจายกันอยู่ทั่วประเทศตุรกี วิ่งกันเป็นวงกลมไปเที่ยวทางฝั่งตะวันออกก่อนเพื่อที่จะกลับมาเที่ยวที่อิสตัลบูลในช่วงสองวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ แน่นอนครับการนั่งรถอันยาวนานก็ต้องมีแวะพักเข้าห้องน้ำ กินอาหารกันบ้าง จนแวะเข้าห้องน้ำที่แรกมี ร้าน Starbucks ขาย ที่น่าแปลกใจคือ Starbucks ที่ตุรกีมีราคาถูกกว่าประเทศไทยมาก เรียกได้ว่าทุกอย่างลด 50% เลยทีเดียว ผมเลยถือโอกาสซื้อเม็ดกาแฟกลับบ้าน ตกถุงละประมาณ 250 บาท เทียบกับที่ประเทศไทยราคาประมาณ 595 บาท แค่นี้ก็มีความสุขเล็กๆเกิดขึ้นในใจแล้ว

เรามาถึงสุสานกษัตริย์ใกล้เย็นแล้ว อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าโปร่งและแดดแรง มันเป็นสุสานที่ดูยิ่งใหญ่มากอาคารและสถานที่ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยหินอ่อนสีเหลือง โรงศพกษัตริย์ก็เป็นหินอ่อน แม้กระทั่งพื้นก็ยังทำจากหินอ่อนเลย

วันที่ 2 ของการเดินทาง เราเดินทางไปยังคัปปาโดเกีย เพื่อไปดูพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่ ลักษณะเหมือนเมืองในการ์ตูนมนุษย์หินฟินสโตน คนสมัยก่อนขุดรูเข้าไปในเขาหินปูนและทำเป็นที่อยู่ มีห้องต่างๆครบทุกฟังก์ชั่นแม้กระทั่งโบสถ์

หลังจากออกจากพิพิธภัณฑ์ ไกด์ทัวร์ก็นำเราไปเยี่ยมผู้สนับสนุนรายการที่ทำให้ค่าทัวร์ถูกเช่นนี้ เหมือนพวกทัวร์เกาหลีเลย ที่แรกที่แวะคือโรงงานเซรามิคครับ เค้ามีการสาธิตการปั้นเหยือกไวน์ตุรกีด้วย ให้เห็นว่าเป็นงานฝีมืออันทรงคุณค่า

หลังจากจบทริป ไกด์ทัวร์ก็เริ่มเก็บเงินสำหรับคนที่จะขึ้นบอลลูนตอนเช้ามืดวันรุ่งขึ้น คืนนี้เรานอนโรงแรมถ้ำกัน ชื่อน่าสนใจมากจินตนาการกันไปไกลเลย แต่ดูยังไงมันก็เหมือนโรงแรมห้องแคบๆเท่านั้นเอง อีกสิ่งหนึ่งที่ค้นพบในทริปตุรกีคือ ทุกโรงแรม internet กากมาก ที่เดียวที่ใช้ได้ดีคือ lobby ของโรงแรม ผมเห็นทั้งแม่และลูกมานั่งโซฟาที่ lobby เสมอ

วันที่ 3 โชคไม่เข้าข้างเพราะวันรุ่งขึ้นลมแรงมากทำให้บอลลูนขึ้นไม่ได้ ไกด์ทัวร์บอกว่าต้องคอยลุ้นต่อไปที่เมืองถัดไป เมืองปามุคคาเล่ ซึ่งเป็นจุดขึ้นบอลลูนได้เหมือนกัน เรายังไม่หมดความหวัง ตอนเช้าตรู่ไกด์ทัวร์พาไปเข้าเมืองใต้ดินก่อนขับรถข้ามไปเมืองถัดไป ผมสังเกตุเห็นว่าที่นี่นิยมเลี้ยงแมวกันและมันตัวใหญ่มากเมื่อเทียบกับแมวในเมืองไทย

ช่วงบ่าย เราจอดใกล้ป้อมคาราวานซาราย และเดินทางเพื่อไปชม Mosque of Selimiye เป็นสุเหล่าที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม ไม่ได้ทำพิธีทางศาสนาใดๆแล้ว เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้าไปชมสถาปัตย์กรรม mosque อันเลื่องชื่อแห่งหนึ่งของตุรกี และเป็นที่เก็บคัมภีร์กุลอ่านโบราณและเคราของศาสดา คล้ายๆกับการเก็บพระบรมสารีริกธาตุในบ้านเรา แต่ก่อนเข้าชมเราแวะกินอาหารพื้นเมืองในร้านที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ที่ร้าน Lokmahane เป็นไก่กระทะผัดพริก อร่อยดีครับ ส่วนพิซซ่าตุรกี พอกินได้ ไม่ถึงกับประทับใจ

วันที่ 4 ณ เมืองปามุคคาเล่ ฟ้าฝนไม่เป็นใจสำหรับเราเลย จากวันที่ฟ้าสดใสสว่างมาตั้งแต่เริ่มทริป วันนี้เป็นวันที่ลมแรง ฝนตกและหมอกลงอย่างหนัก ฝันในการขึ้นบอลลูนชมเมืองสลายไปกับตา แล้วยังทำให้การเที่ยววันนี้เป็นไปอย่างยากลำบากอีกต่างหาก บอกตามตรงทริปตุรกีสำหรับผมมีภาพจำก่อนมาเที่ยวไม่กี่ภาพ ภาพแรกคือการล่องบอลลูน ภาพที่สองคือ ภาพปราสาทปุยนุ่น ที่เป็นเสมือนนาขั้นบันไดในจีนหรือเวียดนามแต่แทนที่จะเป็นต้นข้าวเขียว ปราสาทปุยนุ่นจะเป็นน้ำสีฟ้าใสบนชั้นหินปูนขาวขั้นบันไดแทน แต่ภาพที่เห็นมันไม่เหมือนในฝันเอาซะเลย วันนี้เราเดินเที่ยวเมืองในหมอกท่ามกลางสายฝนกันแทน ระยะการมองเห็นไม่ถึง 10 เมตรเลย โชคดีที่เรามาถึงก่อนฝนตกแป๊บนึงเลยเก็บภาพสวยๆ ได้บ้าง

ตอนเย็นแวะบ้านพระแม่มารี ซึ่งมีผนังหินที่มีรอยปรากฏขึ้นเป็นรูปพระเยซู แปลกประหลาดมากหรือเรียกว่าบังเอิญมากๆ แต่ห้ามถ่ายรูปครับ เลยเอารูปแผงผูกคำอธิฐานเหมือนวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาฝากแทน

วันที่ 5 วันคริสมาสต์ เช้าวันนี้เราเที่ยวนครเฮียราโปริส เป็นโรงละครยุคโรมัน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งมรดกโลกที่น่าสนใจ มาถึงวันนี้ผมพึ่งสังเกตุว่าทุกที่ๆเราไปเที่ยว เป็นมรดกโลกทั้งนั้นเลย เรียกได้ว่าเป็นทัวร์มรดกโลกก็ว่าได้ โดยเฉพาะทางเดินไปสู่ศาสนะพิธีที่เป็นเสาโรมัน 2 ชั้นดูยิ่งใหญ่มาก มีโรงละครกลางแจ้งที่ยังคงสมบูรณ์และสวยงามอยู่

ตอนบ่ายไป เมืองโบราณเอฟิซัส ที่มีโรงละครกลางแจ้งที่ชันที่สุดในโลก เพราะสร้างบนหน้าผา ต้องขึ้นกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไป ระหว่างเดินเล่นที่นี่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าคนในยุคนั้นต้องชอบดูละครมากเลย เพราะต้องเดินขึ้นเขามาตั้งนานกว่าจะได้มาดูละครที่นี่ อีกคำถามที่ผุดขึ้นในใจคือคนที่นั่งชั้นสูง ๆ มันจะเห็นเวทีเล็กนิดเดียวเอง สมัยนั้นไม่น่าจะมีกล้องส่องทางไกลและเครื่องขยายเสียง เขาจะมองเห็นหรือได้ยินได้อย่างไร งง

ขอขยายความนิดนึงว่าทำไมผมถึงบอกว่าทริปนี้มีโอกาสมาเยือนสิ่งมหัศจรรย์ของโลกถึง 2 แห่ง จริง ๆ แล้ว Ancient world of wonders มันพังทลายไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่ปิรามิดแห่งเมืองกิซ่าเท่านั้น สิ่งที่เรามาเห็นคือสถาปัตยกรรมที่ยังคงหลงเหลือจาก world of wonders คือโรงละครกลางแจ้งที่อยู่ในบริเวณโบราณสถาณเอฟิซัสอันเป็นที่ตั้งในอาณาเขตของ temple of Artemis ที่พังไปแล้วเหลือแต่ซากเสาบางส่วน แค่ได้มาสัมผัสโรงละครกลางแจ้งก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่แล้ว ตัววัดมันจะอลังการขนาดไหน สิ่งมหัศจรรย์อีกแห่งเป็นของยุคกลาง Medieval World of Wonders ซึ่งจะเล่าต่อไปข้างล่าง

Ancient World – The Seven Wonders of the Ancient World

  1. Great Pyramid of Giza (Egypt) – the only one still standing

  2. Hanging Gardens of Babylon (Iraq, disputed existence)

  3. Statue of Zeus at Olympia (Greece)

  4. Temple of Artemis at Ephesus (Turkey)

  5. Mausoleum at Halicarnassus (Turkey)

  6. Colossus of Rhodes (Greece)

  7. Lighthouse of Alexandria (Egypt)

วันที่ 6 วันนี้ออกแต่เช้ามืดเพราะต้องขึ้นเรือข้ามไปฝั่งยุโรปกัน ที่ท่าเรือมีม้าไม้เมืองทรอยให้ถ่ายรูปกัน แต่มันไม่ใช่ตัวจริงในสมัยโรมันนะครับ มันเป็นตัวที่เอามาถ่ายทำหนังฮอลีวูดส์และทางตุรกีขอเก็บไว้เป็นที่ระลึกหลังถ่ายหนังเสร็จเลยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญไปเลย

ระหว่างนั่งเรือก็เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองทางฝั่งตะวันตกซึ่งแตกต่างจากทางฝั่งตะวันออกอย่างชัดเจนที่เต็มไปด้วยภูเขาและก้อนหิน จุดมุ่งหมายของวันนี้คือตลาดเครื่องเทศของอิสตัลบูลครับ

ตลาดเครื่องเทศถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมสินค้า Otop ของตุรกี ที่ขึ้นชื่อได้แก่ Turkey delight เป็นขนมเยลลี่เหนียวคลุกน้ำผึ้ง ผงเครื่องเทศนาๆชนิด พรมทอมือ และเครื่องเคลือบเซรามิค คนไทยน่าจะมาเที่ยวกันเยอะ เพราะทุกร้านพูดสื่อสารเป็นภาษาไทยได้หมดเลย ฝั่งตะวันออกเต็มไปด้วยแมว ส่วนฝั่งตะวันตกเต็มไปด้วยนก อาจเป็นเพราะเมืองอิสตัลบูลติดทะเล

อาหารก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฝั่งตะวันออกจะเป็นข้าวมูนกะทิกับไก่ เป็นหลักพร้อมผักนาๆชนิด ส่วนฝั่งตะวันตกจะดูร่ำรวยกว่าและอาหารก็เป็นสไตล์ยุโรปเลย รวมทั้งมีร้าน global chain ระดับโลกเต็มไปหมดเช่น Burger King, KFC, Starbucks ซึ่งฝั่งตะวันออกหาร้านพวกนี้ยากมาก

ความแตกต่างระหว่างอาหารฝั่งตะวันตก และตะวันออก

วันที่ 7 วันนี้วันสุดท้ายแล้ว โปรแกรมแน่นเป็นพิเศษ ตอนเช้าเรามาดูพระราชวังท๊อปปากีกัน เป็นวังประจำตำแหน่งของสุลต่าน สืบทอดมารุ่นสู่รุ่น ใหญ่โตมาก เรียกได้ว่าถ้าให้เดินเองหลงแน่นอน ที่นี่มีของใช้ต่างๆของสุลต่านเรียกได้ว่าเดินเข้าไปดูได้ทุกห้องเลย แม้กระทั่งห้องน้ำเพราะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ไม่มีใครอาศัยอยู่แล้ว ที่นี่ยังมีพรมทอมือผืนใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย แต่เค้าไม่ให้ถ่ายรูปด้านในครับ เลยมีแค่รูปด้านนอกมาฝาก จากนั้นก็ไปเดินเล่นย่านช๊อปปิ้งในเมืองอิสตัลบูลกัน ของย่านนี้ที่ราคาถูกกว่าไทยน่าจะเป็น Levi’s ครับเพราะน่าจะมีโรงงานผลิตที่ตุรกี และอีกอย่างที่สาวๆต้องส่งออเดอร์กันมาคือลิปสติกตุรกี เห็นเค้าบอกกันว่าติดทนนานดี

ตอนบ่ายๆเราไปดู Blue Mosque และ St. Sofia Mosque ​(ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางแบบมนุษย์สร้าง เรียกว่า Hagia Sophia) แต่ทริปนี้ไม่ได้เข้าไปดูด้านในครับ St. Sofia เมื่อก่อนเป็นโบสถ์คริสครับ แต่พอโดนอาณาจักรฝั่งมุสลิมยึดได้ก็สร้างเสาอากาศพระเจ้าครอบลงไป ทำให้ดูเหมือน mosque ที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมของคริสต์และอิสลามปนกันดูสวยแปลกตา แต่ไม่ได้ใช้ในพิธีทางศาสนาครับ เปิดให้ชมเป็นพิพิธภัณฑ์ และมีการสร้าง Blue Mosque ขึ้นมาทางฝั่งตรงข้ามใช้เป็นศาสนะสถาน จากรูปข้างล่างลองดูว่าอันไหนเป็น Blue อันไหนเป็น Sofia กันแน่

จบทริปนี้ก็ถือว่าสนุก ประทับใจในราคาที่สมเหตุสมผล ใครที่ใฝ่ฝันว่าก่อนตายจะต้องเที่ยว Wonders of the World ให้ครบ มาตุรกีจะเก็บได้ 2 ที่ในทริปเดียว แค่นั่งรถนานไปหน่อยเท่านั้นเอง แต่ผมเสียใจที่ไม่ได้ขึ้นบอลลูนตามที่ฝันไว้

Leave a comment