สรุปหนังสือ: ข้อคิดจากหนังสือ Principle ของ Ray Dalio

หนังสือเล่มนี้เล่าถึงประวัติ มุมมอง และวิธีใช้ชีวิตของ Ray Dalio มหาเศรษฐีทางด้านการเงินและการลงทุนของอเมริกา เมื่อคนๆหนึ่งมาถึงจุดสูงสุด มีเงิน มีบ้าน มีรถ และทุกๆอย่างมากเกินพอที่หลายๆคนใฝ่ฝัน การยืนอยู่บนจุดสูงสุดบวกกับประสบกาณ์ชีวิตที่นำพาให้เขามาถึงจุดที่น้อยคนจะไปถึงนั้นทำให้เขาเห็นโลกในมุมมองที่ต่างไปอย่างไร?

ก่อนที่จะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมไม่รู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องราวของ Ray เลย รู้แต่เพียงว่า หนังสือชื่อ Principles เป็นหนังสือ Top Seller ของปี 2020 แข่งคู่กันมากับหนังสือ Sapiens ของ Yuval Noah เลยซื้อมาทั้ง 2 เล่มและกะว่าจะใช้เวลาอ่านในช่วง Work From Home ไปวันละนิด โดยเริ่มจาก Principles ก่อน เป็นหนังสือที่ Ray ถ่ายทอดชีวิตของเขาอย่างหมดเปลือก แบบไม่มีกั๊กเลยทีเดียว โดยหนังสือแบ่งเป็น 3 ส่วน (ประวัติชีวิต, หลักการดำเนินชีวิต และหลักการที่ใช้ในการทำงาน)

ข้อคิดที่ผมชอบจาก section ชีวประวัติของ Ray คือ

  • ความมุ่งมั่นในวัยเด็กเป็นแรงผลักดันไปสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ อย่าให้กฎเกณฑ์ทางสังคม มาหยุดยั้งความฝันของเรา ทุกๆอย่างย่อมต้องใช้ประสบการณ์ในการเรียนรู้ เริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ (Ray ลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่ยังไม่จบ High School)
  • การที่จะเรียนรู้เรื่องอะไรสักอย่าง ต้องรู้ให้ลึกที่สุด ไปถึงสุดขอบของ value chain ที่เราจะไปได้ เพราะคนส่วนมากจะจบอยู่กับ operation issue ที่โถมเข้ามาในแต่ละวัน (vertical focus) มากกว่าจะใช้เวลาเรียนรู้ให้สุดขอบ (horizontal focus) เมื่อเรารู้ความสัมพันธ์ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำได้ จนความรู้ของเราเป็นที่หนึ่งในด้านนั้น เราจะหาโอกาสใหม่ๆเจอ (Ray เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจเนื้อสัตว์แปรรูป ก่อนที่จะแตกฉานไปในอุสาหกรรมด้านอื่น)
  • มองหาโอกาสในสิ่งที่ยังไม่มีคนทำ ยังไม่มีคนไปถึง (Ray มองเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำของธุรกิจเนื้อแปรรูป คืออาหารสัตว์ ซึ่งมีราคาแปรผันตามฤดูการ ซึ่งสร้างโอกาสให้เขาเป็นผู้บุกเบิกตลาด Future ในอเมริกา)
  • ความทะนงตนว่าตัวเองเก่งประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว โดยไม่ฟังเสียงสะท้อนจากคนรอบข้าง ย่อมนำมาซึ่งความล้มเหลวในที่สุด (การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ทำให้บริษัทของเขาเสียความน่าเชื่อถือและรายได้ไป พนักงานทยอยลาออกไป จนเหลือเพียงแค่เค้ากับเพื่อนซี้อีกคนเท่านั้น)
  • เมื่อล้มแล้วต้องไม่ท้อถอย เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง ปิดจุดบอดนั้นแล้วก้าวต่อไป เรามีพื้นฐานความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เราถนัดกว่าคนอื่นๆ การพลาดพลั้งไม่ได้ทำให้เราด้อยกว่าคนอื่นๆ Competent เหล่านั้นยังคงอยู่กับเรา ถึงจะเริ่มใหม่ก็มีโอกาสสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่มีความรู้ลึกเท่าเรา
  • การบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ควรลงทุนในตะกร้าใบเดียว (Holy Grail of Investment) ถึงแม้เราจะมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นก็ตาม และบางครั้งประสบการณ์ก็สามารถเรียนรู้จากผู้อื่นได้ ไม่ต้องลองเจ็บด้วยตัวเองเสมอไป
  • โอกาสไม่ได้มีมาบ่อยๆ จงเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ และคว้ามันไว้เมื่อโอกาสมาถึง ถึงแม้โอกาสใหญ่ๆ จะเข้ามาไม่มากนัก การที่รู้จักตัวเองดีพอ สามารถทำให้เราเข้าใจว่าโอกาสแบบไหนที่ต้องคว้าเอาไว้ และแบบไหนต้องปล่อยออกไป
  • สมองคนเราถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ระหว่างส่วนของตรรกะและ อารมณ์ ซึ่งมันขัดแย้งกันและพยายามต่อสู้กันเองเพื่อครอบงำอีกซีกหนึ่งตลอดเวลา ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปของพฤติกรรมของแต่ละคน กลายเป็นบุคลิกภาพ

ข้อคิดที่ผมชอบจาก Life principle section

  • มนุษย์บางคนชอบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลายของจักรวาล, ศูนย์กลางของบริษัท, ประชาชนในประเทศบางประเทศก็คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล หรือแม้กระทั่งมนุษยชาติก็มองว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล ความดีและความเลวเลยถูกตัดสินจากสิ่งที่มนุษย์มองว่าอะไรที่ดีสำหรับตน โดยเอาตัวเองหรือสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาเป็นเครื่องชี้วัดความดี และความเลว
  • ถ้าเรายอมเปิดใจให้กว้างขึ้น เราจะค้นพบว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวบนโลก แต่มีสิ่งมีชีวิตอีกมากมาย หลากหลายอยู่ร่วมกัน และการที่มีสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ล่า ทำลายล้างชีวิตของสัตว์ที่อ่อนแอกว่า ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แม้ในสายตามนุษย์เราอาจมองว่าเป็นความรุนแรงและไร้อารยธรรม แต่ความจริงแล้วมันคือสมดุลย์ของธรรมชาติ ซึ่งมีวิวัฒนการไปเรื่อยๆและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด เป็นสมดุลย์ของชีวิตที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้กับทุกสรรพสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่มนุษย์จะทำได้ ถ้าเราเปิดใจยอมรับเรื่องนี้ได้เราก็จะสามารถเข้าถึงกฏของจักรวาลที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงแค่โลกมนุษย์
  • ทุกๆอย่างมีกฏเกณฑ์ รวมถึงกฏเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ถ้าเราเข้าใจกฏกติกาได้เราก็จะสามารถเข้าใจบริบทที่เกิดขึ้นและความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ เช่นหลักของเศรษฐศาสตร์มหภาค จะทำให้เรารู้กลไกการเงินและการค้าที่สัมพันธ์กันได้ หรือกฏของธรรมชาติ ถ้าเราเข้าใจโครงสร้างของ DNA เราก็สามารถรู้ถึงความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆในโลกได้ วิธีนี้เป็นการเข้าใจความจริงแบบ top down approach
  • มองย้อนกลับไป ถ้าเราเข้าใจ DNA ของมนุษย์อย่างถ่องแท้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถใช้ประโยชน์จาก DNA ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้ด้วย หรือถ้าเราเข้าใจบริบททางการเงินและการค้าในประเทศเป็นอย่างดี เราก็สามารถทำให้มีประสิทธิภาพที่มากขึ้นภายใต้กฎกติกาของเศรษฐกิจมหภาคของโลกได้ วิธีนี้เป็นการเข้าใจความจริงแบบ bottom up approach
  • หัวใจสำคัญ คือเข้าใจตัวเองให้ได้ก่อน ยอมรับจุดด้อยของตัวเอง จากนั้นมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะตัวเองให้ได้ จะทำอย่างนั้นได้ต้องเปิดใจให้กว้าง
  • Ray เค้าเป็นคนที่มุ่งมั่นมากๆ ทำอะไรก็ต้องไปให้สุด การที่จะเข้าถึงความหมายของชีวิต เค้าเริ่มจากการศึกษาว่ามนุษย์มีกระบวนการคิดอย่างไร สมองทำงานอย่างไร ทำไมแต่ละคนถึงมีบุคลิคและนิสัยที่แตกต่างกัน จะนำความแตกต่างในทีมงานมาสร้าง synergy เพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคมได้อย่างไร รวมไปถึงแนวคิดเพื่อที่จะสืบทายาททางธุรกิจก่อนลงจากตำแหน่ง

ข้อคิดที่ผมได้จาก Work principle section

  • ผมชอบการเปรียบเทียบบริษัท องค์กร เสมือนกับเครื่องจักร ที่ผลิตผลของมันคือเป้าหมายของบริษัทที่เซ็ทเอาไว้ ทุกๆคนในองค์กรมีส่วนร่วมผลักดันให้เครื่องจักรนี้เดินไปอย่างไม่บกพร่องและผลิตผลงานที่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
  • Ray เชื่อว่าบริษัทจะผลิตผลให้เป็นไปตามเป้าหมายได้จะต้องมีพนักงานที่มีความเชื่อในองค์กรเหมือนๆกัน พร้อมที่จะพลักดันบริษัท และแก้ไขปัญหาที่พบเห็นให้เครื่องจักรนี้ผลิตผลงานออกมาได้ คือต้องเชื่อในเป้าหมายเดียวกัน คนที่มีความเชื่อเหมือนๆกันมาอยู่รวมกัน ก็มักจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาและพลักดันองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร เขาเชื่อว่าองค์กรต้องวัดกันด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่จะสามารถนำพาองค์กรเหล่านี้ให้อยู่ข้ามทศวรรษไปได้
  • การที่จะบริหารบริษัทให้เติบโตได้ดี มันเกิดจากวัฒนธรรมขององค์กร และพนักงานที่เข้ามาทำงานนั้น มีวิถีการทำงานสอดคล้องไปกับวัฒนธรรมองค์กร หรือไม่ ถ้าเขาเชื่อในวัฒนธรรมองค์กร มันก็จะทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข มุ่งมั่นที่จะทำงานออกมาได้ดี แต่ถ้าวิถีขององค์กรมันขัดกับหลักการทำงานของตัวพนักงานเอง ก็จะทำให้พนักงานรู้เครียดและไม่มีความสุขในการทำงานได้
  • ในฐานะที่ Ray เป็นเจ้าของบริษัท เค้ามีความเชื่อว่า ถ้าเค้าออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับ Life principle ของเขาก็จะทำให้เค้าบริหารองค์กรให้เติบโตได้ดี และที่สำคัญเค้าก็มีความสุขในการทำงานทุกวัน เพราะมันสอดคล้องกับวิถึการดำเนินชีวิตของเขาทุกอย่าง
  • Ray ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคคลากรที่จะเข้ามาทำงานในบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าได้คนที่มีวิถีการใช้ชีวิต และการทำงานเหมือนๆกัน เพราะการเลือกคนผิดเข้ามาทำงานจะเกินค่าใช้จ่ายมหาศาลในการแก้ไขและหาคนใหม่เข้ามาแทน
  • อ่านมาถึง section นี้ก็ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าทำไมผมถึงไม่สามารถมีบริษัทเป็นของตัวเองและร่ำรวยแบบ Ray ได้ เค้ามีหลักในการใช้ชีวิตที่ผมยอมรับว่าไปไม่ถึง ได้แก่
    • คนเราทุกคนจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องเปิดใจกว้าง ยอมรับในจุดบอดของตัวเอง และต้องก้าวข้ามผ่านอีโก้ของตัวเองไปให้ได้
    • ต้องยอมรับว่าทุกๆคนเกิดมาจากร้อยพ่อพันแม่ ไม่ได้มีวิธีคิดเหมือนเรา เห็นต่างได้ แต่ต้องกล้าที่จะมาพูดกันซึ่งๆหน้า การไปตำหนิหรือนินทารับหลังมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ต้องกล้ายอมรับความจริง และทุกคนสามารถทำผิดได้ รวมถึงตัวเขาเอง ทุกคนในองค์กรต้องกล้าที่จะตำหนิและตักเตือนกันต่อหน้า และเอาชนะความกลัวกับการเผชิญหน้ากัน รวมถึงผลที่จะตามมา ต้องตรงไปตรงมาต่อกัน และช่วยกันแก้ปัญหา และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด
    • รับฟังทุกความคิดเห็น ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตั้งแต่ต้น และพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงคิดไม่เหมือนกับเรา แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานเหมือนครูที่สอนนักเรียน จะทำอย่างไรให้นักเรียนเข้าใจได้ถูกต้อง และนำไปสู่การตัดสินใจให้ได้ในที่สุดถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วยังมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจสุดท้าย
    • เราต้องรักทุกคนในองค์กรให้เหมือนครอบครัว เหมือนที่เราอยากจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับพวกเขา แต่เป็นความรักเหมือนพ่อที่มีให้ลูก อยากให้ลูกได้ดี ต้องเข้มงวด ตามสุภาษิตไทย รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี
  • ส่วนเครื่องมืออื่นๆที่ใช้ในการบริหารงานนั้น ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่รู้มา หรือที่มีอยู่ในตำราอื่นๆ ซึ่งทำให้ผมเข้าใจความสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรได้ถ่องแท้มากขึ้น ทั้งๆที่เป็นพนักงานกินเงินเดือนมาทั้งชีวิต อยู่มาก็หลายบริษัท ไม่เคยคิดเลยว่าวัฒนธรรมองค์กรจะมีความสำคัญมากขนาดนี้ และวัฒนธรรมองค์กรในหลายๆบริษัทก็ไม่ได้เป็นกลไกหลักในการผลักดันให้บริษัทประสบความสำเร็จแต่อย่างใด หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นว่าคนที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก ล้มลุกคลุกคลานยังไง และตกผลึกทางความคิดจนประสบความสำเร็จได้ยังไง จนไปถึงว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทยั่งยืนและสืบทอดไปสู่รุ่นต่อไปได้

ผมค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมผมถึงอ่านแล้วไม่ได้อะไรมากมายเหมือนคนอื่นๆที่รีวิวหนังสือเล่มนี้กัน ผมอาจจะเข้าไม่ถึงปรัชญาแนวคิดของผู้เขียนเพราะคิดไม่มากพอก็เป็นได้ แต่ที่ผมตัดสินใจได้แน่ๆเลยหลังจากอ่านจบ คือ ผมคงไม่อยากไปทำงานในบริษัทนี้ ดูมันเครียดและจริงจังไปหน่อยถึงแม้จะทำให้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคนเก่งๆ ทุกคนมีโอกาสเติบโตเท่าเทียมกัน และให้รางวัลตามผลของงานก็ตาม

ผมขอมองต่างจากคนอื่น เล่มนี้ผมให้แค่ 2 ดาวพอ และเป็นหนังสือที่ค่อนข้างอ่านยากอยู่

Leave a comment