“เอาไปเลย 5 ดาวสำหรับเล่มนี้ “
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า เป็นหนังสือที่อธิบายได้ดีมาก Stephen พยายามจะอธิบายด้วยการเล่าเรื่องที่ไม่อ้างอิงถึงสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน และพยายามอ้างถึงทฤษฎีให้น้อยที่สุดเพื่อจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้ง่าย หรือเข้าใจได้บ้าง ตัวผมเองไม่ได้มีความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ หรือ Physics เท่าไหร่ เหมือนเราๆท่านๆทั่วไปก็พออ่านและเข้าใจแนวคิดที่ Stephen พยายามนำเสนอให้พวกเราคิดตามได้บ้าง

ถึงแม้ว่าเหตุและผลที่อธิบายไว้จะสามารถโน้มน้าวให้ผมเชื่อในแนวคิดของเขา แต่ผมก็ยังไม่สามารถสลัดความเชื่อในเรื่องศาสนาพุทธที่มีอยู่ได้ ผมเลยต้องพยายามผสมผสานความเชื่อส่วนตัวกับแนวคิดตามหลักวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน จนกลายมาเป็นการมโนต่อยอดในบทความนี้ มีบล๊อคอื่นๆที่เขียนรีวิวสรุปคำตอบของทุกคำถามได้ดีมากๆอยู่แล้ว รวมถึงมีความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์อีกด้วย แต่คำตอบที่ Stephen ตอบในหนังสือเล่มนี้ถึงจะเติมเต็มคำตอบทางวิชาการปัจจุบันได้ แต่ยังขัดความรู้สึกส่วนตัวของผมและชาวพุทธอีกหลายคนกับสิ่งที่เคยได้รับการปลูกฝังมาในอดีต การมโนต่อของผม ก็เพียงเพื่อเก็บเอาไว้อ้างอิงว่าผมมีความเชื่ออย่างไรบ้างกับคำตอบของคำถามที่คนทั้งโลกอยากรู้ในทุกยุคทุกสมัยแต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เรามาติดตามดูทีละคำถามในหนังสือเล่มนี้กันเลย
พระเจ้ามีจริงไหม? แล้วทุกสรรพสิ่งมีจุดกำเนิดยังไง?
แน่นอนคำตอบของคนที่ฉลาดที่สุดในโลกยุคนี้ ต้องตอบว่าไม่มีพระเจ้าอยู่อย่างแน่นอน เดาได้เลยก่อนอ่านด้วยซ้ำ โดย Stephen พยายามอธิบายเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ ว่าเอกภพนี้เกิดจาก Big Bang ซึ่ง Big Bang เกิดจากจุดเล็กๆที่มีความหนาแน่นมากๆยิ่งกว่า Black hole ที่ซึ่งมีแรงดึงดูดมหาศาลแม้กระทั่งแสงก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นแรงดึงดูดนี้ออกมาได้ ทำให้ก่อนที่จะเกิด Big Bang นี้มีค่าเวลาเป็นอนันต์ ซึ่งเลยสรุปว่าก่อน Big Bang นั้นไม่มีอะไรเพราะยังไม่มีเวลาเกิดขึ้นนั่นเอง Big Bang จึงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ไม่มีอะไรก่อนหน้านี้ หลังจากการระเบิดของ Big Bang ก็ทำให้เอกภพของเราขยายตัวออกไป อุณหภูมิที่สูงมหาศาลจากจุดเล็กๆ ก็ค่อยๆเย็นลง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอะตอม มีการรวมตัวกันเป็นธาตุที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และเกาะกันเป็นโมเลกุล จนเป็นกลุ่มก๊าซกับธาตุโลหะต่างๆ และพัฒนาจนมาเป็นกลุ่มดาว จนเกิดโซนของกลุ่มดาวที่มีความเหมาะสมต่อส่งมีชีวิตในจักรวาลแต่ละวงจักร ซึ่งมนุษย์นี้เกิดขึ้นหลังจาก Big Bang มาอีกนานแสนนานเลยทีเดียว โดยที่เอกภพนี้ก็ยังคงขยายตัวต่อไปจากแรงระเบิดของ Big Bang ณ ปัจจุบัน คำอธิบายมีเหตุมีผลและเติมเต็มคำตอบในใจผมได้มากทีเดียว แต่ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามในใจผมที่มีตั้งแต่วัยเด็กได้ทั้งหมด
ขอมโนต่อดังนี้
ถ้าเอกภพยังคงขยายตัวต่อไป แสดงว่ามีที่ว่างอยู่นอกขอบเขตของจักรวาลมันเลยขยายตัวออกไปได้ และที่ว่างนั้นคงเป็นอนันต์ วันหนึ่งแรงเฉื่อยของ Big Bang ก็จะหมดลง เอกภพก็จะหยุดขยาย และเริ่มหดตัวลง เมื่อหดตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ ความร้อนก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน จนไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ เหมือนไฟบรรลัยกัลป์ เผาไหม้ทุกอย่างและเอกภพก็จะสลายตัวไป แต่ถ้า Big Bang สามารถเกิดขึ้นได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นได้หลายๆครั้งในพื้นที่ว่างที่มีจุดกำเนิดต่างกัน และต่างเวลากัน ผมขอเรียกช่วงเวลาตั้งแต่ Big Bang เกิดขึ้นจนถึงอายุไขที่มอดไหม้และสลายดับลงว่า 'หนึ่งกัป' ตามหลักของศาสนาพุทธ หลายๆ Big Bang ที่เกิดขึ้นและดับลงมีเวลาที่เหลื่อมล้ำกัน จากนี้คือมโนคำตอบในวัยเด็กของผมที่ทำให้ผมหยุดความฟุ้งซ่านของคำถามข้างบนได้ มันน่าจะมีกลไกที่ทำให้เกิด Big Bang อยู่ ถ้าเราสามารถย้อนกลับไปในกาลก่อนที่จะมี Big Bang ครั้งแรกเกิดขึ้น ทุกๆอย่างน่าจะมีแต่ความว่างเปล่า ซึ่งความว่างเปล่านี้อาจจะอยู่มายาวนานมากๆจนเกิดวิวัฒน์ ทำให้มีความคิดในตัวของมันเอง จนกระทั่งวิวัฒน์ไปสู่ความสามารถที่จะจุดระเบิดอณูของความว่างเปล่าให้เกิดสรรพสิ่งได้ ผมเรียกความว่างเปล่าที่มีความคิดนี้ว่า 'พระเจ้า' ซึ่งพระเจ้าน่าจะควบคุมการเกิดดับ 'ชั่วกัปชัวกัลป์' ทั้งหมด ถ้าความว่างเปล่าที่มีความคิดมีอยู่จริงตามสิ่งที่ผมมโน ทุกอนูของทุกๆสิ่งคือส่วนหนึ่งของพระเจ้า
มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาอื่นๆนอกโลกอีกไหมในเอกภพ?
แน่นอนคำตอบคือมี ถ้าเปรียบเทียบโลกเป็นเสมือนเม็ดทรายหนึ่งเม็ดในจักรวาล ซึ่งโลกอยู่ในระบบสุริยะที่มีตำแหน่งที่เหมาะสมกับการดำรงค์ชีวิต ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีระบบสุริยะในจักรวาลอื่นๆที่มีตำแหน่งที่เหมาะสมกับการดำรงค์ชีวิตเช่นกัน อย่าลืมว่าจักรวาลของเราก็เป็นเสมือนเม็ดทรายหนึ่งเม็ดในจักรวาลทั้งหมดของเอกภพเช่นกัน สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอื่นๆมีอยู่แต่อยู่ไกลมากๆหลายล้านปีแสงข้ามจักรวาลเลยทีเดียว ทำให้ไม่สามารถเดินทางหากันได้ หรือความรู้ทางเทคโนโลยียังไปไม่ถึงเนื่องจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงการสูญสลายทางอารยธรรมด้วย
ขอมโนต่อดังนี้
เราต้องอย่าลืมว่าการเกิด Big Bang นั่นทำให้เกิดจักรวาลต่างๆ ในเวลาที่แตกต่างกัน จักรวาลที่เกิดวงแรกๆ เคลื่อนตัวออกห่างไกลออกจากจุดศูนย์กลางของ Big Bang ไปไกลมากๆ และมีการฟอร์มตัวเป็นระบบสุริยะก่อนจักรวาลของเรานานมากๆเช่นกัน สมมุติว่าการเกิดมนุษย์นั้นใช้เวลาหลังจากเกิดจักรวาลประมาณ 100,000 ปี จะเกิดอะไรขึ้นกับจักรวาลที่อยู่ปลายขอบเอกภพที่ฟอร์มตัวได้ก่อนโลก เป็นเวลาแสนปี ? ถ้าไม่มีหายนะเกิดขึ้นเลย แน่นอนสิ่งมีชีวิตชายขอบเอกภพจะมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีล้ำโลกมนุษย์ไปประมาณ 100,000 ปีเช่นกัน Stephen ทำนายไว้ว่ามนุษย์โลกน่าจะเดินทางข้ามจักรวาลได้ในอีก 500 ปีข้างหน้า แล้วสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่เกิดก่อนเรา แสนปีหละจะไปได้ไกลแค่ไหน?
เราจะทำนายอนาคตได้ไหม?
คำตอบนี้ทฤษฎีจ๋ามากๆคือ ถ้าเราสามารถล่วงรู้ตำแหน่งของทุกสรรพสิ่งและทิศทางการเคลื่องไหวกับความเร็วของทุกๆสิ่ง เช่นถ้าเราใช้นิ้วดีดลูกหินไปในทิศเหนือ เราก็จะทำให้เราทำนายอนาคตได้ว่า อีกสักพักเมื่อเราดีดลูกหินออกไป ลูกหินก็จะเคลื่อนตัวไปในทิศเหนือ ถ้าเรารู้แรงนิ้วที่ดีด รู้น้ำหนักลูกหินและสภาพแวดล้อม ณ ตอนนั้น เราก็สามารถคำนวนได้ว่าลูกหินจะไปหยุดอยู่ตรงไหนในอนาคตหลังจากเราตัดสินใจดีดลูกหิน ด้วยหลักการเดียวกันเราก็สามารถทำนายอนาคตของสิ่งอื่นๆได้เช่นเดียวกัน แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันเรายังทำอย่างนั้นไม่ได้
ขอมโนต่อดังนี้
เราอาจจะไม่สามารถล่วงรู้อนาคตของเราได้ แต่เราน่าจะสามารถเทียบเคียงอนาคตของเรากับเอกภพอื่นได้ ถ้าเราเชื่อว่ามีหลายๆ Big Bang เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และมีหลายเอกภพที่ดับสูญไปแล้วหละ สมมุติทำให้สมการในการเกิด Big Bang แต่ละครั้งง่ายขึ้น ด้วยการตั้งค่าคงที่ว่า ทุกๆ Big Bang มีการฟอร์มตัวเหมือนๆกันและใช้ระยะเวลาในการวิวัฒน์เท่าๆกัน และมีโลกแบบเราในทุกๆ Big Bang และมนุษย์เกิดขึ้นในระยะเวลาเดียวกันของ Big Bang นั้นๆ กัปของเอกภพที่เกิดมาก่อนกัปของโลกเราย่อมมีตัวของเราที่ล้ำหน้าก่อนกาลเราอยู่ และถ้าเราเชื่อว่าพระเจ้าคือความว่างเปล่าที่มีความคิด พระเจ้าจะอยู่และรับรู้ในทุกๆเหตุการณ์ในทุกภพ และทุกกาลในแต่ละกัป ถ้ามีคนที่สามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้ น่าจะล่วงรู้อนาคตจากภพอื่นได้เช่นกัน แต่เนื่องจากแต่ละภพมีตัวแปลที่มากมายแตกต่างกัน วิถีชีวิตของผมในอีกภพอาจไม่เหมือนกับชีวิตในโลกนี้ภพนี้ 100% คล้ายๆกันนิยายวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่นำแนวคิดเรื่อง Multi-verse หรือพหุภพมาใช้เป็นพลอตเรื่อง แต่ในความคิดของผมมันน่าจะต่างกาลเวลากันไม่ใช่ขนานไปพร้อมๆกัน
มีอะไรอยู่ในหลุมดำ? เราเดินทางข้ามเวลาได้ไหม?
อันนี้ผมเห็นด้วยเลยว่าหลุมดำคือมวลที่มีแรงดึงดูดมหาศาล ดูดได้แม้กระทั่งแสง แต่หลุมดำอ่อนแรงและสลายตัวลงได้ แต่ในหนังสือไม่ได้อธิบายว่ามันอ่อนแรงลงได้อย่างไร รู้แต่ว่ามันคาย Hawking Radiation หรือรังสีฮอล์กกิ้งออกมา เนื่องจากทุก particle จะมีคู่ของมันเรียกว่า anti-particle เมื่อหลุมดำได้ทำการดูด particle เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมัน มันจะคาย anti-particle ออกมา ส่วนเรื่องการเดินทางข้ามเวลา Hawking ได้ออกบัตรเชิญในอนาคตเอาไว้ว่าเมื่อถึงวันและเวลาที่ระบุเอาไว้ ขอให้นักเดินทางท่องเวลามาแสดงตัวตามเวลาที่นัดไว้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆก็ไม่มีใครมาพบกับ Hawking ตามคำเชิญเลย เค้าเลยขอสรุปว่าเราเดินทางข้ามเวลาไม่ได้ จบกันดื้อๆเลย
ขอมโนต่อดังนี้
แปลว่ามีสิ่งที่หลุมดำดูดไม่ได้คือ anti-particle หรือเรียกรวมๆว่า Hawking radiation ที่คายออกมา ถ้า anti-particle นี้ไม่ถูกดูดเข้าไปแสดงว่ามันต้องมีความเร็วที่เร็วกว่าแสงรึเปล่า? ถ้ามีอะไรที่เดินทางได้เร็วกว่าแสงจนหนีแรงดึงดูดของหลุมดำได้ แสดงว่าเราอาจเดินทางย้อนเวลาได้รึเปล่า? แต่ในหนังสือบอกว่าไม่มีอะไรเดินทางได้เร็วกว่าแสงนะ และก็ไม่มีหลักฐานเป็นที่ประจักรว่าเคยมีการเดินทางย้อนเวลามาก่อนเลย ถ้าแค่วาร์ปน่าจะทำได้ด้วยการทำให้อวกาศบิดเป็นรูหนอน แต่เทคโนโลยีปัจจุบันยังทำไม่ได้
โลกจะอยู่รอดไหม แล้วเราควรเดินทางท่องอวกาศหรือไม่?
โลกจะต้องถึงกาลดับในวันหนึ่ง และนาฬิกาวันสิ้นโลกซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เตือนชาวโลก ก็ใกล้ถึงเวลาแห่งหายนะแล้ว เนื่องจากภาวะโลกร้อน ภัยคุกความจากระเบิดนิวเคลียร์ ประชากรล้นโลกจนทรัพยากรกำลังจะหมดลง หรือแม้กระทั่งอุกบาตชนโลก สาระพัดปัจจัยเสี่ยงที่ยังควบคุมไม่ได้ ซึ่งแน่นอนเราควรเริ่มสำรวจอวกาศ หาที่ตั้งถิ่นฐานสำหรับมนุษย์ใหม่ ก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึง ด้วยความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีปัจจุบัน อีก 100 ปีข้างหน้าเราจะสามารถเดินทางไปไหนก็ได้ในระบบสุริยะของเราโดยใช้เวลาไม่มากในหนึ่งอายุไข และอีก 500 ปีข้างหน้าเราจะเดินทางข้ามจักรวาลได้
ขอมโนต่อดังนี้
ผมคิดว่าก่อนที่เราจะพยายามไปดาวอังคาร ทำไมเราไม่ทำให้เราอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ได้ก่อน หรือขุดทรัพยากรจากดวงจันทร์มาใช้ก่อน หรือแม้กระทั่งขนสารพิษที่ไม่ย่อยสลายไปเก็บไว้บนดวงจันทร์กรณีที่สรุปว่า ดวงจันทร์ไม่สามารถพัฒนาเป็นที่อยู่หรือไม่มีทรัพยากรที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ผมว่าโครงการของ SpaceX ที่เป็นอยู่ไม่ได้ทำให้ความฝันที่จะไปดวงจันทร์ไกลเกินเอื้อมเลย ทำภาระกิจดวงจันทร์ให้เป็น simulation to Mar ก็ยังได้ว อย่างน้อยช่วยซื้อเวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศไปได้อีกพักใหญ่เลย
AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ไหม และเราควรกำหนดอนาคตของมนุษชาติอย่างไร?
Computer ไม่ได้แตกต่างจากพัฒนาการของจุลชีวะ ถ้ามองกันลึกๆจุลชีวะเป็นพัฒนาการของ DNA ซึ่ง DNA เป็นเสมือนที่เก็บข้อมูลของสิ่งมีชีวิตที่มีชุดคำสั่งในการทำซ้ำและดำรงชีวิต ที่มีการวิวัฒน์ตัวเองอย่างช้าๆ และมีการลองรูปแบบการพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา รูปแบบไหนไม่ผ่านก็สูญพันธ์ุไป สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์มาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน Computer ก็เป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้นจากสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิด ไม่ต่างจาก DNA และมนุษย์ก็สร้างชุดคำสั่งลงไป รวมถึงวิธีการทำซ้ำที่ทำให้ไวรัสคอมพิวเตอร์ไม่ต่างจากไวรัสจริงๆ ปัจจุบันมนุษย์สามารถสร้างชุดคำสั่งให้คอมพิวเตอร์สามารถ มีการลองรูปแบบการพัฒนาการอยู่ตลอดเวลาแล้ว เราเรียกว่า Artificial Intelligence แต่ปัจจุบัน AI ยังเก่งแค่เฉพาะทาง แต่ในทางเฉพาะเหล่านั้น AI เก่งกว่าคนไปแล้ว เช่น AI เอาชนะหมากล้อมที่แข่งกับมนุษย์ได้ และสักวันในอนาคต AI จะเก่งกว่ามนุษย์แน่นอน จะทำอย่างไรในตอนนี้ที่จะไม่ให้ AI มีความคิดที่จะทำลายล้างมนุษย์ในอนาคตและใช้ประโยชน์จากมันในการสร้างอนาคต? Stephen แนะให้เรามุ่งหน้าไปในการสร้างพลังงานสะอาด หยุดทำลายโลก ลดโลกร้อน ใช้ทรัพยากรน้อยลง เพื่อยืดอายุของโลกออกไปให้ได้นานขึ้น และเร่งการเดินทางสู่อวกาศเพื่อเป็นหนทางรอดของมนุษยชาติ
ขอมโนต่อดังนี้
ฟังดูอนาคตของโลกน่าตกใจเกินไป โดยเฉพาะ AI มันเหมือนดิสโทเปียใน The Matrix หรือ Terminator มากจนเกินไป ผมเชื่อว่าก่อนที่ AI จะมีศักยภาพเหนือมนุษย์ มันจะมีขั้นตอนการยืดอายุของมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีมาถึงก่อน ด้วยการผสมผสาน AI ที่เก่งเฉพาะด้านกับมนุษย์ ที่เรียกว่า Cyborg เริ่มจากชิ้นส่วนต่างๆของร่างกาย กว่าจะไปถึงสมอง ระหว่างนั้นมนุษย์ก็จะมีการลองผิดลองถูก ที่จะพัฒนาและควบคุมก่อนที่จะเกิด มนุษย์ AI เทียมที่ล้ำกว่าชาวโลกอย่างแน่นอน
