ทำนายอนาคตจากกระแส Digital Transformation

ช่วงเดือนกันยายน 2020 ผมได้มีโอกาสคุย 1-one-1 meeting กับลูกน้องผม หนึ่งในหัวข้อที่พูดคุยกันคือ อยากให้ผมเล่าให้พนักงานไอทีทุกคนฟังในประชุมไอทีรายเดือนว่า ผมมองว่าวงการ IT จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรภายใต้ New Normal ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผมว่าเป็นหัวข้อที่น่าสนใจดี และน่าเก็บบันทึกไว้ ว่าผมมีมุมมองอย่างไร ณ เวลานั้น และความจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่อได้กลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้งในอนาคต

 

  • กระแส digital disruption ครั้งนี้ไม่เหมือนกับสถานการณ์ปรกติ เนื่องจากมี COVID เป็นตัวเร่งปฏิกริยาให้ทุกคนต้องรีบปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะ Online collaboration tool
  • ต้องขอบคุณ COVID ที่ทำให้ digital capability ของผู้คนพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่ในทางกลับกันเศรษฐกิจของทั้งโลกจะเริ่มถดถอยลง โดยเฉพาะธุรกิจที่อาศัยหน้าร้านเป็นหลัก และโรงงานที่ผลิตสินค้าให้กับร้านค้าเหล่านั้น จะเริ่มทะยอยปิดตัวลง เริ่มมีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเรื่อยๆ
  • จะเกิด Domino effect จากสาเหตุที่กล่าวมาทำให้ผู้คนไม่ยอมใช้เงินง่ายๆอีกต่อไป ทุกบริษัทจะเริ่มหาทางลดต้นทุนการบริหาร ในวงการไอทีจะเริ่มเปลี่ยนจาก Decentralize มาเป็น Centralize model มากขึ้น IT organization จะเล็กลงและ Lean มากขึ้น คนหนึ่งคนจะรับผิดชอบดูแลตลาดในหลายประเทศมากขึ้น
  • คนน้อยลง แต่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นจะทำได้ด้วยการลดความซับซ้อนของระบบไอที แนวคิดเรื่อง Super App จะกลับมา
    • Super App เมื่อ 20 ปีก่อนคือ SAP ที่ได้ริเริ่มการสร้าง Application ในทุกๆแผนกให้อยู่ภายใต้ platform เดียว เพื่อลดความซับซ้อนและงานแอดมินในการแลกเปลี่ยนข้อมูล จนเกิดศัพท์ใหม่ในวงการไอทีว่า Enterprise Resource Planning (ERP) แต่ SAP ก็พบกับทางตันที่ว่า ภาษา ABAP ที่ใช้ในการพัฒนาไม่ยืดหยุ่นพอที่จะทำทุกๆอย่างได้ดี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ SAP ไม่ประสบความสำเร็จในด้าน CRM และ Web Application
    • Super App เมื่อ 5 ปีที่แล้วเริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจาก IT trend มุ่งไปสู่ SMAC คือ Social Media, Mobile application, Analytic and Cloud computing ทำให้ทุกๆบริษัทมีกลยุทธที่จะไปเป็น Mobile first และบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการทำ Super App ในยุค Go mobile คือ WeChat ของประเทศจีน ที่หวังว่าทุกคนในจีนจะสามารถใช้ชีวิตด้วยมือถือและ WeChat ตั้งแต่ตื่นเช้าเริ่มวันใหม่จนเข้านอน โดยไม่ต้องออกไปใช้ Mobile App ตัวอื่นเลย แต่ WeChat ก็ยังคงหนีความจริงที่ SAP ค้นพบไม่ได้ว่า ไม่มี App ใดๆในโลกที่เก่งไปซะรอบด้านโดยไม่ต้องพึ่ง App เฉพาะทางอื่นๆ
    • Super App ที่กำลังจะเป็น Trend ต่อไปในยุคนี้คือ ยุคของ ABCD (AI, Blockchain, Cloud computing และ Data insight) ใครที่เข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าได้มากที่สุด ก็มีโอกาสที่จะตักตวงและเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ด้วย Social influencing tool โดยใช้ AI เป็น Engine ในการหา consumer insight การที่จะทำเช่นนั้นได้ ข้อมูลต้องเข้าถึงได้ง่ายจากทุกๆที่ วิธีที่ดีที่สุดคือการเก็บข้อมูลบน Cloud และจะทำให้มีประสิทธิภาพได้ App ทุกตัวก็ต้องไปอยู่บน Cloud เช่นกันเพื่อที่จะทำให้ Data availability บน Cloud ใกล้ที่จะเป็น real time data ถ้าเรามองว่าโลกทั้งใบเป็น Data center ขององค์กร ระบบจัดการข้อมูลที่ดีที่สุดก็คือ decentralize database บน internet หรือที่เรียกว่า Blockchain นั่นเอง
  • จากตัวเร่งปฏิกริยาที่ทำให้ Digital capability กลายเป็น New Normal จึงไม่แปลกเลยที่ Digital skill ของผู้ใช้งานก้าวล้ำคนไอทีไปไกลมากๆ Application ในอนาคตจะเป็นแนว Consumer Centric มากขึ้นออกแบบโดย Feedback ของผู้ใช้งาน และมีฟีเจอร์มากขึ้นเรื่อยๆ ตาม demand ที่มากขึ้นที่ได้มาจากประสบการณ์การใช้งาน ผู้ใช้งานจะใช้เป็นทันทีโดยไม่ต้องสอน และสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งไอที เกิดเป็น Self-Service troubleshooting model ขึ้น ให้นึกถึง Facebook ที่ออกฟีเจอร์ใหม่ออกมาเรื่อยๆ ล่าสุดออก Avatar มา คนในโซเชี่ยลเริ่ม adopt ใช้ต่อๆกันไปจนเต็มฟิดไปหมด แบบไม่ต้องมีใครสอน ผมถามในที่ประชุมว่ามีใครเคย Chat ไปถาม Facebook ขอความช่วยเหลือเรื่องการใช้งานบ้างตั้งแต่เริ่มใช้ FB มา เดาได้เลย ไม่มีใครยกมือ แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองทั้งหมด วันหนึ่งข้างหน้าอันไม่ไกล App ธุรกิจก็จะเป็นเหมือน FB
  • เด็กรุ่นใหม่จะมีความคิดและ Digital Mindset ที่ดีกว่าคนไอทีรุ่นเก่า ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงคิดงาน ออกแบบ และนำเทคโนโลยีมาใช้กับบริษัทได้อย่างรวดเร็วทั้งยังโดนใจฝ่ายขายและการตลาดยิ่งกว่าคนในแผนกไอที คำถามคือเราจะสร้าง Digital Mindset ให้ทันเด็กรุ่นใหม่ได้อย่างไร คำตอบที่ผมให้คือ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนไอทีจะเป็น Specialist สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลหลังบ้าน จากที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าข้อผิดพลาดของทั้ง SAP และ WeChat คือพยายามสร้างทุกอย่างภายใต้ platform ของตัวเอง แต่เทคโนโลยีในยุคนี้คือการเชื่องต่อ Best of the bleed application เข้าด้วยกันต่างหาก ด้วย API Building Block technology ที่จะทำให้แอปต่างๆแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแบบกึ่ง real time
  • เมื่อบริษัทสามารถขึง application ทั้งหมดที่องค์กรต้องการเป็นหนึ่งเดียว เราก็สามารถเรียกได้ว่า เป็น application platform network ขององค์กรเรา ซึ่งมี differentiation ที่สามารถใช้เป็น competitive advantage ได้ และ scale up ต่อไปได้เรื่อยๆด้วย MVP หรือ Agile methodology เพื่อให้ทันต่อ speed to market ไม่มีประโยชน์ที่จะสร้าง unique platform from scratch เพราะจะเสียเปรียบในแง่ความเร็วในการพัฒนา และการนำไปใช้ในการแข่งขันเชิงธุรกิจ
  • เมื่อรูปแบบของไอทีในอนาคตจะเป็นเช่นนี้ อาจจะไม่จำเป็นต้องมี in-house infrastructure, in-house service desk อีกต่อไป รวมศูนย์ได้ เราอาจจะมุ่งสู่ 1 man show IT organization ที่ดูแลการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง Best of the bleed app ก็เป็นได้

Leave a comment