มาลองเป็นนักศึกษา MIT กันในหลักสูตร Blockchain

ช่วงเดือนมกราคม 2021 ที่ผ่านมา ผมกันเวลาวันละ 1 ชั่วโมงครึ่งให้กับการเข้าฟังหลักสูตรออนไลน์ ที่ใครๆก็เข้าร่วมเรียนได้ของ MIT ภายใต้ e-learning platform ที่ชื่อว่า MIT Open Course Ware (ตอนนี้ไม่น่าจะมีเรียนฟรีแล้ว) ข้อดีของ e-learning program คือ มี subtitle ให้อ่านตามและสามารถดูย้อยหลังได้ ไม่งั้นผมคงไม่รอด

โดยส่วนตัวผมมีความอยากรู้อยู่แล้วว่า มหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าเป็น Top 10 ของโลกเค้ามีการเรียนการสอนกันอย่างไร ยิ่งมีหลักสูตรเกี่ยวกับ Block Chain ให้เรียนด้วย ผมยิ่งอยากลองเข้าไปใหญ่เลย

ต้องยอมรับเลยว่าหลักสูตรการเรียนของ MIT แตกต่างจากหลักสูตร e-learning ที่ผมเคยเรียนมา มันเป็นการถ่าย VDO เก็บบรรยากาศในห้องเรียนบรรยายโดยผู้สอน ซึ่ง course นี้ได้รับเกียรติจาก Gary Gensler เป็นผู้บรรยายหลักของหลักสูตรทั้งหมด (Gary เป็น senior advisor และ senior lecturer ของ MIT พึ่งได้รับแต่งต้ังเป็นประธาน กลต ของอเมริกาในยุคสมัยของประธานาธิบดี โจ ไบเดน) ผมทึ่งมากที่ผู้ทรงคุณวุฒิขนาดนี้ เสียสละเวลาและให้ความสำคัญกับการมาเป็นผู้สอนใน MIT และยิ่งไปกว่านั้น มีความรู้เรื่อง Block Chain อย่างลึกซึ้งอีกด้วย (ความลับอีกอย่างของหลักสูตรนี้ คือ Gary มีฝาแฝดหน้าเหมือนกันมาก และได้รับเชิญมาเป็นแขกในห้องเรียนคาบหนึ่งด้วย)

สิ่งหนึ่งที่สังเกตุเห็นและแตกต่างจากระบบการเรียนในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง คือ นักเรียนทุกคนมีหน้าที่ ที่จะต้องไปอ่าน Reading paper มาก่อนเข้าคลาส ระบบการเรียนจะเป็นแนวตั้งคำถามให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นจาก paper ที่ไปอ่านมา โดยที่ Gary มีหน้าที่ facilitate class และตบเนื้อหาที่ถกเถียงกันให้เข้ากับหัวข้อที่จะเรียนรู้ในวันนั้น ทุกความคิดเห็นจะได้รับการรับฟัง และนักเรียนทุกคนต้องแสดงความคิดเห็น มีการให้คะแนนการมีส่วนร่วมในคลาส และจดชื่อคนที่ไม่แสดงความคิดเห็นอีกด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าระบบการเรียนใน MIT เน้นไปที่การตั้งคำถาม และแสดงความคิดเห็นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่การจดจำ เพราะส่วนนั้นนักเรียนต้องเตรียมตัวมาก่อนเข้าคลาสแล้ว

เรามาเข้าหลักสูตรกันดีกว่า Block Chain course ถูกแบ่งเป็นสามองค์

Act 1 จะบรรยายเกี่ยวกับ Block Chain และพื้นฐานเกี่ยวกับการเงิน

  • ทราบหรือไม่ว่าเงินตรามีวัฎจักรของมันเอง มีเงินตราเกิดขึ้นและล่มสลายไปตามกาลเวลาก่อนที่จะมีเป็นเงินที่เราใช้กันในปัจจุบัน
  • เงินตราเริ่มจากการหาสื่อกลางที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ที่มีความคงทน และสามารถใช้แลกเปลี่ยนที่ไหนก็ได้และเมื่อไหร่ก็ได้ โดยที่สื่อกลางนี้สามารถเก็บมูลค่าในตัวมันเองและไม่ด้อยค่าง่ายๆ การที่เงินตราจะเก็บมูลค่าในตัวเองได้จะต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ ต้องมีจำนวนจำกัด หาได้ยาก และลอกเลียนแบบได้ยาก สื่อกลางการแลกเปลี่ยนสมัยก่อนแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ เช่น ในอียิปต์สมัยโบราณ มีการใช้แท่งเกลือเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เพราะ อียิปต์มีพื้นที่ส่วนมากเป็นทะเลทราย เกลือจึงเป็นของหายาก ในขณะที่แอฟริกาใช้หินสีมีค่ามาทำเป็นลูกปัดแทนเงินตรา หรือหมู่เกาะในอดีตมีการใช้ก้อนหินสลักเป็นวงล้อ (Rai stone)โดยใช้หินที่ไม่สามารหาได้บนเกาะนั้นข้ามทะเลมา
  • เงินตราในยุคแรกเหล่านี้เสื่อมสลายไป เมื่อต่างชาติที่มีเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสูงเริ่มมาเยือน และเห็นว่าตัวเองสามารถผลิตหินวงล้อ หรือลูกปัดสีได้เป็นจำนวนมาก และนำมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าในภูมิภาคนั้น จึงทำให้มีจำนวนของเงินตราเหล่านั้นเพิ่มขึ้นมาก ไม่ได้หายากเหมือนในอดีต สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการด้อยค่าลงเมื่อเงินตราเหล่านั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่หายากอีกต่อไป เมื่อเงินตราไม่สามารถเก็บมูลค่าในตัวเองได้แล้ว มันจะค่อยๆล่มสลายไปและมีเงินตราที่ดีกว่ามาแทนที่
  • เงินตราในยุคถัดไป ในโลกที่หลายประเทศเริ่มสื่อสารกันได้ดีขึ้น จึงเปลี่ยนไปเป็นการใช้โลหะมีค่าเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนแทน ซึ่งก็มีการใช้โลหะมีค่าหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น ทองคำ เงิน หรือทองแดง โดยโลหะมีค่าในยุคนี้ได้นิยามคุณสมบัติของเงินตราเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับกับสินค้าและบริการที่มีความซับซ้อนกว่ายุคแรกคือการแตกทอนของเงินตราเป็นหน่วยย่อยได้ และในที่สุดโลกก็เข้าสู่ยุคที่ใช้ทองคำเป็นเงินตรา เพราะเป็นโลหะที่มีจำนวนจำกัด หาได้ยาก และลอกเลียนแบบได้ยาก และไม่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา มันจึงเก็บมูลค่าไว้ได้ดี ข้อดีของการใช้โลหะมีค่าแทนเงินตรา คือมันสามารถวัดมูลค่าได้ตามขนาดและน้ำหนักของมัน เมื่อใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าและบริการที่ใช้แรงงานและทรัพยากรต่างกัน ก็สามารถวัดมูลค่าของสินค้าเหล่านั้นด้วยน้ำหนักของทองคำ ที่สำคัญคือทองคำเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในการใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนกันได้เองในระดับบุคคลโดยไม่ต้องมีตัวกลางในการค้ำประกัน
  • เมื่อแต่ละประเทศเริ่มมีการติดต่อค้าขายกันมากขึ้น การขนทองคำไปมาจึงเป็นสิ่งที่ไม่สะดวก จึงเริ่มมีการออกตั๋วเงินค้ำประกันโดยรัฐบาลของแต่ละประเทศ โดยรัฐบาลจะเป็นคนเก็บทองคำเอาไว้เท่ากับมูลค่าของตั๋วเงิน และสามารถนำตั๋วเงินมาแลกทองได้ในทุกประเทศเมื่อต้องการ โลกค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าสู่เงินกระดาษเพื่อให้เงินตราคงคุณสมบัติที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ และการค้ำประกันในลักษณะตั๋วแลกเงินก็สามารถออกได้โดยบริษัทเอกชนที่น่าเชื่อถือในเวลาต่อมา
  • เมื่อการแลกเปลี่ยนสินค้ามีความซับซ้อนและมีประมาณมากขึ้นในแต่ละวันจึงเริ่มมีการบันทึกบัญชีเกิดขึ้นในเวลาต่อมา และการบันทึกบัญชีนี้เองทำให้รู้ว่าใครซื้อสินค้า บริการจากใครด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่ เมื่อไร จนสามารถให้เครดิตในการชำระเงินได้เพื่อความสะดวกในการแลกเปลี่ยนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศที่ต้องใช้เวลาก็จะส่งมอบสินค้าให้กับผู้รับบริการในต่างแดนได้ การบันทึกบัญชีนี้เป็นการบันทึกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของประเทศทั้งหมด ไม่ใช้แค่การทำธุรกรรมการเงิน แต่เป็นการวัดความมั่งคั่งของแต่ละบุคคล และประเทศ
  • แน่นอนว่าในแต่ละประเทศก็มีการใช้เหรียญสกุลเงินเป็นของตัวเอง การซื้อขายระหว่างประเทศจึงต้องมีการเทียบค่าเป็นปริมาณทองคำซึ่งเป็นโลหะมีค่าที่ยอมรับกันทั่วโลกเสมอ ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้
  • จนมาวันหนึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มคิดไม่ซื่อด้วยการพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้งาน เพื่อแก้ปัญหาทางการเงินในประเทศ โดยที่ไม่มีทองคำค้ำประกันแบบหนึ่งต่อหนึ่งอีกต่อไป และประกาศกับชาวโลกว่าอเมริกาจะเริ่มใช้เงินรัฐบาล (Fiat money) โดยไม่คำ้ประกันด้วยทองคำคงคลังอีกต่อไป ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นการทำลายคุณสมบัติที่ดีของเงินตรา คือการที่เงินตราจะต้องมีจำนวนจำกัด เพื่อที่จะคงมูลค่าเอาไว้ได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการด้อยค่าของเงิน หรือที่เรารู้จักกันว่า เงินเฟ้อ และเป็นปัญหาใหญ่ของโลกที่ต้องเข้ามาจัดการกับเงินตราที่ไม่มีเสถียรภาพในการเก็บมูลค่าได้จนถึงปัจจุบัน ผมเรียกขั้นตอนนี้ว่าเป็นการชะลอการล่มสลายของเงินรัฐบาลด้วยการใช้ระบบการบริหารการเงินเข้ามาช่วย

  • วิวัฒนาการของเงินตราสามารถสรุปลำดับการพัฒนาของเงินตราของโลกได้ดังนี้คือ
    • เงินตราที่ไม่ใช้โลหะ แต่เป็นทรัพยากรหายากตามภูมิภาค
    • เงินตราที่เป็นโลหะมีค่า
    • เงินตราที่เป็นโลหะที่สามารถแตกทอนเป็นหน่วยย่อยได้ โดยแต่ละชิ้นมีมาตราฐานผ่านการผลิต (Mint) เป็นเหรียญ
    • เงินกระดาษที่ค้ำประกันด้วยทองคำในคลังของรัฐบาล
    • การแลกเปลี่ยนตั๋วเงินค้ำประกันระหว่างบุคคล
    • การบันทึกบัญชี
    • ระบบการชำระหนี้เมื่อมีการส่งมอบสินค้า หรือการให้เครดิตในการชำระเงินในอนาคต
    • การทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศโดยมีทองคำเป็นค่ามาตรฐานการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ
    • การใช้เงินรัฐบาลเป็นเงินตราแทนมาตรฐานทองคำ และจัดตั้งระบบการเงินขึ้นมาบริหารความเสี่ยงของการด้อยค่าของเงินรัฐบาล
  • วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับระบบการเงินที่สำคัญ คือ
    • โลกเริ่มรู้จักกับคอมพิวเตอร์ และใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการบันทึกบัญชี
    • คอมพิวเตอร์เริ่มทำงานเชื่อมต่อกันได้ผ่านระบบเครือข่าย ที่เรียกว่า Ethernet ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานร่วมกันได้
    • ระบบเครือข่ายของทั้งโลกเชื่อมเข้าหากันด้วยโปรโตคอล TCP/IP ทำให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เนท
    • เกิดการทำธุรกรรมทางการเงินบนอินเตอร์เนท ด้วยการส่งคำสั่งซื้อสินค้า ผ่านทางเวปไซท์ที่เป็นร้านค้าบนอินเตอร์เนทด้วยโปรโตคอล HTTP
    • การชำระเงินออนไลน์เริ่มปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับ โดยธุรกรรมทางการเงินของเวปไซท์เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของธนาคาร เรียกว่าเป็น e-commerce เต็มรูปแบบ โดยมีการสร้างระบบการเข้ารหัสเพื่อปกปิดธุรกรรมการเงินบนอินเตอร์เนทให้ปลอดภัยด้วยโปรโตคอล SSL/TLS
    • จะสังเกตุได้ว่าความพร้อมของเทคโนโลยีในแต่ละยุคจะเป็นที่ยอมรับของผู้คนก็ต่อเมื่อ ผู้คนสามารถใช้งานเทคโนโลยีเหล่านั้นโดยง่าย สามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจถึงพื้นฐานหรือโปรโตคอลเหล่านั้น และแล้วโลกของเทคโนโลยีก็พร้อมกับการที่จะมีระบบการชำระเงินอยู่ในอินเทอร์เนทสำหรับเงินตราในยุคถัดไป

เมื่อเทคโนโลยีมีความพร้อมในการเชื่อมต่อผู้คนบนโลกเข้าหากันและมีความปลอดภัยมากพอที่จะทำให้ทุกคนยอมรับสำหรับการทำธุรกรรมการเงินบนอินเตอร์เนท วิวัฒนาการขั้นต่อไปคือการแก้ปัญหาวัฎจักรของเงินรัฐบาลที่กำลังจะล่มสลายเพราะไม่สามารถหยุดการด้อยมูลค่า และไม่สามารถจำกัดจำนวนการผลิตของเงินตราในระบบเอาไว้ได้เหมือนทองคำ จึงมีคนพยายามสร้างเงินดิจิตอลขึ้นมาทดแทนเงินรัฐบาลขึ้น อย่างไรก็ตามเงินดิจิตอลหลายรูปแบบก็ล้มเหลวไปเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ยากและขาดการยอมรับจากคนหมู่มาก แต่ก็ยังมีการลองผิดลองถูกกันเรื่อยมา จนกระทั่งมีคนที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nagamoto นำเสนอเงินดิจิตัลที่เรียกว่า Bitcoin ขึ้นมาซึ่งวิ่งอยู่บนโปรโตคอลที่ปัจจุบันเรียกว่า Blockchain (รายละเอียดว่า Blockchain คืออะไร อ่านได้ที่นี่ครับ) โดยหวังว่า Bitcoin จะเป็นสกุลเงินที่จะสามารถทดแทนเงินรัฐบาลได้และกลายเป็นเงินตราในยุคถัดไป นั่นเป็นเพราะ Bitcoin สามารถคงคุณสมบัติของเงินตราที่แข็งแรงทุกข้อไว้ได้ คือ

  • มีความคงทน Bitcoin วิ่งอยู่บน blockchain platform ที่มีเครือข่ายผู้ใช้เป็นจำนวนมากและเก็บข้อมูลแบบกระจายบนอินเทอร์เนทซึ่งไม่มีวันล่มสลาย
  • สามารถนำมาใช้แลกเปลี่ยนที่ไหนเมื่อไรก็ได้ Bitcoin เป็นเงินดิจิตัลที่บันทึกมูลค่า, เวลาการทำธุรกรรมและความเป็นเจ้าของเอาไว้บนระบบบันทึกบัญชีแบบดิจิตัลใน Blockchain
  • สามารถเก็บมูลค่าเอาไว้ในตัวเองและไม่ด้อยค่าง่ายๆ การที่ Bitcoin จะเก็บมูลค่าไว้ได้ก็เพราะเมื่อมันถูกบันทึกลงไปบน Blockchain แล้วมันจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลนั้นได้ หรือทำได้ยากมาก เพราะเป็นการเก็บข้อมูลแบบกระจายบนอินเทอร์เนท ทำให้ข้อมูลไม่หายหรือชำรุดเหมือนเงินตราในโลกกายภาพและทำให้ Bitcoin มีความน่าเช่ือถือสูง
  • มีจำนวนจำกัดและลอกเลียนแบบได้ยาก Bitcoin ถูกพัฒนาด้วยโปรแกรมเฉพาะโดยมีการระบุถึงจำนวนเหรียญทั้งหมดที่มีเพียงแค่ 21 ล้านเหรียญและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงมีจำนวนจำกัด โดยจำนวนเหรียญจะถูกเพิ่มเข้ามาในระบบ Blockchain ด้วยตรรกะที่เขียนเอาไว้พร้อมกับการสร้างบล๊อคเพื่อเก็บข้อมูลธุรกรรมทุกๆ 10 นาที และจำนวนเหรียญที่ถูกเพิ่มเข้ามาในระบบจะลดประมาณลงครึ่งหนึ่งของปริมาณก่อนหน้าในทุกๆ 4 ปีเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่มีอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย
  • แตกทอนเป็นหน่วยย่อยได้ Satoshi ออกแบบ Bitcoin ให้มีคุณสมบัติคล้ายทองคำแต่ดีกว่าในฐานะของเงินตรา และได้ออกแบบให้เหรียญ Bitcoin มีหน่วยย่อยในการแตกทอนได้ ซึ่งเรียกหน่วยย่อยนี้ว่า Satoshi โดย 1 BTC มีค่าเท่ากับ 1 ร้อยล้าน Satoshi
  • เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในการใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนกันเองได้ในระดับบุคคล ข้อนี้ยังคงเป็นปัญหาของ Bitcoin เพราะบล๊อคในการเก็บข้อมูลจะถูกสร้างขึ้นทุกๆ 10 นาที ซึ่งช้าเกินไปสำหรับการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนสินค้าหรือชำระเงินในระดับบุคคล แต่ก็ถือว่ารวดเร็วกว่าในการบันทึกบัญชีทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ทำให้ Bitcoin ถูกยอมรับในการเป็นทองคำดิจิตัลแต่ยังไม่เหมาะที่จะมาแทนเงินตรา

นักพัฒนาหลายคนจึงเห็นโอกาสในการสร้างเหรียญดิจิตัลของตัวเองขึ้นมา โดยพยายามที่จะเอาชนะจุดด้อยของ Bitcoin โดยเริ่มต้นจากการคัดลอกโปรแกรมของ Bitcoin มาปรับปรุงแก้ข้อด้อยต่างๆทำให้เกิดเงินดิจิตัลหลากหลายสกุลขึ้น จนมีการต่อยอดอัถประโยชน์ของเงินดิจิตัลไปมากกว่าการทดแทนเงินรัฐบาล ณ ตอนนี้ผมเริ่มเห็นความหลากหลายในเงินตราดิจิตัลและค่อยๆทำหน้าที่ทดแทนระบบบริหารการเงินทีละส่วนๆ และหวังว่าวันหนึ่งอีกไม่นานจะมีเงินดิจิตัลสักสกุลจะสามารถมาแทนที่เงินรัฐบาลได้ในอนาคต

Act 2 Block Chain & Use case economic

องค์ที่สอง กล่าวถึงเศรษฐศาสตร์ของ Blockchain ซึ่งแท้จริง Blockchain เป็นเทคโนโลยีโปรโตคอลที่ถัดมาจาก SSL บน internet ตามที่กล่าวมาในองค์แรก คือความสามารถในการเคลื่อนย้ายสิทธิการเป็นเจ้าของ (property rights) หรือมูลค่าบนอินเตอร์เนท ทำให้ไม่จำเป็นต้องส่งผ่านการชำระเงินกลับไปยังระบบตัวกลางแบบธนาคารอีกต่อไป โดยองค์นี้ได้ทำการชำแหละองค์ประกอบมูลค่าที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain ออกมาเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ

  • ค่าใช้จ่ายในการยืนยันธุรกรรมบนบล๊อคเชน (Validation cost)
    • ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรง เช่น ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์การขุดเหรียญ
    • ค่าการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนเครือข่ายและค่าการรักษาความเป็นส่วนตัวของธุรกรรม
    • ค่าบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการเซนเซอร์ข้อมูล
    • ค่าใช้จ่ายในระบบธุรกรรมการชำระเงิน การเปลี่ยนมือของผู้ถือครองเหรียญ
    • ค่าของการเชื่อถือในระบบไร้ตัวกลาง คือการทำ concensus นั่นเอง
    • ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rents) เช่น ค่าใช้จ่ายที่ต้องตกไปอยู่กับคนบางกลุ่ม อย่างผู้ก่อตั้ง
  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย (network cost)
    • เงินรางวัลของผู้ขุดเหมือง การระดมทุน และนักพัฒนาเป็นต้น
    • ค่าการตลาดในการขยายเครือข่าย

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกแปลงออกมาเป็นรูปของเหรียญ Token เพื่อใช้ในการหล่อเลี้ยงและทำให้โปรเจคสามารถเคลื่อนต่อไปได้ แน่นอนว่า Token เหล่านี้เกิดจากการระดมทุนจากเงินรัฐบาล และถูกแปลงมาเป็น Token เพื่อใช้จ่ายในการทำงานของ Blockchain ซึ่งตอนเริ่มต้นยังคงเป็นแค่ความคิดในกระดาษ และระยะเวลาในการพัฒนาแนวคิดทางเทคโนโลยีใหม่นี้ส่วนใหญ่ก็ใช้เวลายาวนานมากๆ ทำใ้ห้ราคาของเหรียญมีการแกว่งตัวสูงขึ้นอยู่กับความนิยมของโครงการ, ความเป็นไปได้ที่จะทำให้สำเร็จ, กระแสของเทคโนโลยีบน Blockchain ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว, ความนิยมของผู้คนที่จะเข้ามาถือครองเหรียญและเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย มีหลายโครงการที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้และล้มหายไปในที่สุด

การศึกษาเศรษฐศาสตร์ของ Blockchain ทำให้กลุ่มคนแบ่งแยกออกเป็น 2 ขั้ว ได้แก่พวกที่สนับสนุน Blockchain technology ในฐานะสินทรัพย์ชนิดใหม่ เรียกว่า Maximalist และพวกที่ต่อต้าน เรียกว่า Minimalist ซึ่งสาเหตุหลักๆในการต่อต้านกระแสสินทรัพย์ดิจิตัลคือ

  • ค่าขุดเหรียญที่เกิดขึ้นเป็นการใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (ซึ่งปัจจุบันเหรียญส่วนใหญ่ก็หันมาใช้วิธี Prove of stake ในการสร้าง Block แทน ส่วนเหรียญที่ใช้ระบบ Prove of work ก็พยายามหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น)
  • เทคโนโลยี blockchain ยังมีความท้าทายอีกหลายประการที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ทำให้ไม่เหมาะกับการมาใช้เป็นเงินตราหรือสินทรัพย์ เช่น การขยายเครือข่าย, ระยะเวลาในการทำธุรกรรมยังไม่ทันถ่วงที, ความปลอดภัยบนเครือข่าย, ความโปร่งใสของธุรกรรม เป็นต้น
  • เหรียญเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีมูลค่าที่แท้จริง
  • ราคาเหรียญยังแกว่งตัวอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าเป็นตัวกลางในการเก็บมูลค่าที่แย่มาก
  • การใช้เหรียญแต่ละเหรียญยังไม่แพร่หลายไปสู่ทุกชุมชน ยังไม่สามารถนำมาทดแทนเงินรัฐบาลที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนได้
  • ยังไม่มีข้อสรุปในการจัดเก็บภาษีหรือการกำกับในด้านกฎหมาย
  • มีหลายสกุลเงินมากเกินไปและแต่ละสกุลก็มีอรรถประโยชน์ที่ต่างกัน
  • ไม่สามารถควบคุมหรือดูแลโดยหน่วยงานกลาง เช่นธนาคารกลางได้ เนื่องจากการแก้ไขนโยบายของเหรียญทำโดยการลงประชามติแบบไร้คนกลางและไร้พรมแดนของผู้ใช้เครือข่าย
  • Application และระบบ Exchange ที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเครือข่ายของเหรียญมีแนวโน้มไปทางการตัดสินใจแบบรวมศูยน์โดยผู้มีอำนาจของเครือข่ายนั้นๆ มากกว่าเจตจำนงค์ของ Blockchain
  • ถ้าเจ้าของเหรียญทำ private key หายอาจทำให้เงินสูญหายไปตลอดโดยไม่สามารถนำกลับมาได้ ซึ่งจะกระทบกับจำนวน supply ของเหรียญในระยะยาว
  • ความท้าทายของ Buterin’s Trilemma ที่กล่าวว่าข้อจำกัดของ blockchain เทคโนโลยี่นี้ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาเรื่อง การกระจายอำนาจ, การขยายเครือข่าย และความปลอดภัย ไปได้ทั้งหมด จะต้องยอมเสียด้านใดด้านหนึ่งไปเสมอ
  • ไม่เห็นด้วยกับประโยชน์ที่ได้รับกับค่าใช้จ่ายใน เศรษฐศาสตร์ของ Blockchain
  • ยังไม่มีเคสของการใช้งานที่แท้จริงเกิดขึ้นจนเป็นที่ยอมรับโดยประจักษ์ได้
  • มีข่าวการฉ่อฉล การหลอกระดมทุนผ่านทาง ICO ขึ้นเยอะ และมีการโกงเงินของนักลงทุนรูปแบบใหม่ออกมาเรื่อยๆ
  • เป็นแหล่งรวมของธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะสามารถปกปิดตัวตนได้ดี

ส่วนข้อดีของระบบ Blockchain นั้น หลักๆมีดังนี้ครับ

  • น่าจะขยายตัวไปสู่พื้นที่ที่ระบบธนาคารเข้าไม่ถึงได้ดีกว่า ผ่านทางแอปบนโทรศัพท์มือถือ
  • ใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนได้ดี
  • เป็นเทคโนโลยีที่มีค่าใช้จ่ายแฝงต่ำกว่าระบบการเงินปัจจุบัน
  • ในระยะยาวน่าจะเอาชนะความท้าทายทั้งหลายที่ฝ่ายต่อต้านพูดถึงได้และน่าจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้างกว่าแบบไร้พรมแดน
  • ใช้ทดแทนการเงินระหว่างประเทศได้ดีกว่า เร็วกว่า ถูกกว่า หรือแม้กระทั่งการชำระเงินระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน
  • นำมาทดแทนระบบการเงินกระดาษทั้งหมดได้ดีด้วยการเป็น ระบบการเงินแบบกระจายตัวไร้คนกลางรวมถึงการเป็นระบบ Security & Derivative ที่ดีกว่าปัจจุบัน
  • ระบบการยืนยันตัวตนแบบดิจิตัล
  • การมาทดแทนระบบเงินรัฐบาลด้วยการเป็น Central Bank Digital Currency เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีและการกำกับนโยบายทางการเงิน
  • การนำ Blockchain technology มาใช้นอกกรอบของการเงิน เช่น
    • ระบบ Supply chain
    • ระบบการพิสูจน์ตัวตน
    • การทำสัญญาและทรัพย์สินดิจิตัลทดแทนกระดาษ
    • การใช้เป็นรากฐานของ IoT เทคโนโลยีเพื่อบันทึกธุรกรรมระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ IoT
    • การเก็บประวัติการแพทย์หรือข้อมูลที่ไม่ต้องการการแก้ไข

Act 3 อธิบายเกี่ยวกับเคสการนำ Block Chain ที่นำไปใช้แล้วจริงโดยเน้นไปทางด้านการเงินเป็นหลัก

หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ดี ที่ไม่ได้ลงลึกในด้านเทคนิค แต่เป็นการอธิบายแนวคิดและการนำไปใช้จริง รวมถึงผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้นในโลกเก่า ในความคิดของผมหลักสูตรนี้เป็นการอธิบายให้นักศึกษาทุกคนเข้าใจถึงรายงานฉบับที่ 21 ที่ใช้ใน World Economic forum แบบหน้าต่อหน้า ที่เรียกว่า Geneva report ซึ่งผู้นำเศรษฐกิจโลกจากประเทศต่างๆต้องเข้าใจรายงานฉบับนี้ก่อนที่จะไปเข้าร่วมประชุมเพื่อแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆเลย ต้องใช้เวลาการเรียนรู้เท่ากับคลาสนี้ใน MIT ทั้งคลาส ใครอยากลองอ่านเนื้อหาของ Geneva report ฉบับที่ 21 ดู ลอง download ไปอ่านดูครับ แต่ถ้าไม่เข้าใจแนะนำให้ลองเรียนหลักสูตร MIT นี้ดูครับ

สรุปหลักสูตรนี้เป็นมุมมองจากหน่วยงานรัฐบาลและ regulator ที่มีต่อ Blockchain สิ่งที่สะท้อนออกมากได้ชัดเจนในความคิดของผมคือ Blockchain มันเป็นทิศทางในอนาคตที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่จะทำอย่างไรให้สามารถจัดการได้โดยหน่วยงานรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับเศรษฐกิจในระดับประเทศ แต่ละประเทศจะมีแนวทางในการผสมผสานการเงินระบบดิจิตัลบนบล๊อคเชนได้อย่างไร และควรจะควบคุมและป้องกันมากน้อยแค่ไหน จากบทเรียนที่เกิดขึ้นจากกรณีศึกษาทั่วโลก ที่แน่ๆ ยังไม่มีมาตรฐานการกำกับดูแลเกิดขื้น ซึ่งแต่ละประเทศมีทิศทางในการกำกับดูแลที่แตกต่างกันไป กว่าจะตกตะกอนในระดับสากลต้องลองผิดลองถูกกันอีกเยอะเลย แต่บล๊อคเชนก็มีวิวัฒนาการที่รวดเร็วมาก ไม่มีใครรู้ว่าควรจัดการอย่างไร หรือเสรีภาพไร้คนกลางควบคุมจะเกิดขึ้นได้จริง?

Leave a comment