สรุปหนังสือ: 21 lessons for 21st century ด้วยการสะท้อนบทเรียนจากโลกภาพยนต์

เล่มนี้คงรีวิวกันยาวเลยและน่าจะเป็นบล๊อคที่ยาวที่สุดที่ผมเคยเขียนมา เพราะต้องพูดถึงบทเรียนทั้ง 21 ข้อของศตวรรษนี้ผ่านสายตาของนักประวัติศาสตร์แห่งยุค เนื้อหาค่อนข้างลึกซึ้งและต้องใช้จินตนาการในการมองภาพอนาคตที่ Yuval ต้องการจะเล่า ผมจึงคิดว่าการขยายความด้วยการอ้างอิงถึงภาพยนต์ที่สามารถสะท้อนบทเรียนแต่ละบทของ Yuval จะชัดเจนขึ้น ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า Yuval เป็นคนในยุคเดียวกับผม และคิดอะไรคล้ายๆกัน บทหลังๆก็มีการยกตัวอย่างภาพยนต์ในการอธิบายด้วยเหมือนกัน และเป็นหนังในใจที่ผมนึกถึงเวลาอ่าน หรือเป็นหนังที่ผมเคยดูมาเหมือนๆกัน ทำให้เข้าใจง่าย น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกขึ้น และได้มุมมองแบบสุดโต่งตามสไตล์ภาพยนต์ที่มีดราม่าสะท้อนทั้งด้านมืดไปพร้อมๆกับแง่ดีของอนาคต ลึกๆแล้วผมรู้สึกว่า Yuval อยากจะให้ผู้อ่านระวังด้านมืดของเทคโนโลยีไปในทุกๆก้าวของบทเรียนเลยด้วยซ้ำ ยังไงก็ลองอ่านและตีความดูครับ เล่มนี้ผมให้ 5 ดาวเลย

ภาค 1 ความท้าทายของเทคโนโลยีวิวัฒน์

บทเรียนที่ 1 ว่าด้วยความเสื่อมศรัทธาของระบบเสรีนิยม

Yuval กล่าวว่าประเทศแต่ละประเทศต้องสร้างเรื่องเล่าเพื่อที่จะขับเคลื่อนคนทั้งชาติไปในทิศทางเดียวกันมากกว่าข้อเท็จจริง ตั้งแต่อดีตซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระยะๆ รวมถึงเรื่องเล่าที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยของ Fascism (ลัทธิชาตินิยม ที่เน้นเรื่องราวของมหาบุรุษที่มีความสามารถในการรวมชาติ), Communism (สังคมนิยม ที่เน้นในเรื่องความช่วยเหลือกันโดยทุกคนมีหน้าที่ของตนในการสร้างชาติ) จนมาถึง Liberalism (เสรีนิยม ที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าๆกันผ่านการโวตแบบประชาธิปไตย) แต่ความเชื่อในระบบเสรีนิยมกำลังถูกสั่นคลอนด้วยการมาของ Biotech และ Information technology disruption ซึ่งทำให้ทุกคนเข้าสู่ข้อมูลและข้อเท็จจริงได้ง่ายขึ้น การปิดบังโดยสร้างเรื่องเล่ามาทับความจริงเหมือนในอดีตไม่ได้อีกต่อไป โลกกำลังแข่งขันกันด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี ทุกคนทีสิทธิเข้าถึงข้อมูลและตีความได้ด้วยความคิดของตัวเอง ความศรัทธาในแนวคิดเสรีภาพผ่านการเล่าเรื่องหรืออำนาจรัฐไม่เพียงพอที่จะต่อสู่ในเวทีโลกอีกต่อไป

ข้อคิดที่ผมได้จากบทเรียนที่ 1 เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าแต่ละประเทศจะปรับตัวเข้าสู่ยุคถัดไปอย่างไร จะสร้างเรื่องเล่าใหม่ หรือเปลี่ยนระบอบใหม่ไปเลย แต่ที่แน่ๆ การเข้าถึงเทคโนโลยี่ทำให้ประชาชนรู้ว่า เสรีภาพไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบของประเทศใดประเทศหนึ่ง และสร้างช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยให้กว้างขึ้น ด้วยชุดข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้นั้นจะใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร? ด้วยเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด จะนำมาใช้ในการสร้างข้อได้เปรียบระหว่างชาติได้อย่างไร? หรือจะเกิดการปกครองแบบไร้พรมแดดขึ้นได้ไหมโดยอิงอยู่บนเทคโนโลยี (algorithm) แทนที่จะเป็นตัวบุคคลหรือชาติ? บทเรียนนี้ทำให้ผมนึกถึงการ์ตูน Anime ที่ชื่อ Psycho-Pass ที่ต้องการวาดภาพให้เห็นว่าถ้าโลกอยู่ภายใต้ Algorithm จะเป็นอย่างไร? ในเรื่องดูเหมือนว่าประชาชนถูกปกครองด้วย logic แบบเป็นเหตุเป็นผลอย่างสงบสุข แต่ทุกเรื่องมักจะมีด้านมืดอยู่เสมอ

บทเรียนที่ 2 ว่าด้วยเรื่องของงานในอนาคต

การมาของเทคโนโลยี่ AI ที่ฉลาดขึ้น ทำให้เทคโนโลยี่ไม่ได้เปรียบมนุษย์เฉพาะทางกายภาพอีกต่อไป แต่ AI ได้เสริมศักยภาพทางด้านการรับรู้ (cognition) ด้วยการผนวกศาสตร์ทางด้าน bio technology ให้เข้าใจอารมณ์ผ่านทางปฎิกริยาเคมีในร่างกาย กลายเป็นความฉลาดเหนือมนุษย์อีกด้วย ตอนนี้ computer สามารถเอาชนะแชมป์โลกหมากรุกไปแล้ว และมี computer รุ่นใหม่ที่ล้ำกว่าชนะ computer ตัวนั้นไปอีก แน่นอนมันไม่ได้หยุดอยู่แค่วงการหมากรุก มันจะเริ่มขยายไปในวงการอื่นๆ เช่นวงการแพทย์ หรือการขนส่ง (ไม่ต้องใช้คนขับรถอีกต่อไป) การนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนคนจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และจะทำให้คนตกงานกันมหาศาล แต่ก็อาจมีงานแบบใหม่เกิดขึ้นมาทดแทน เหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต เช่นช่วงปฎิวัติอุตสาหกรรม ที่คนทำงานเหมืองถูกเลิกจ้างเกือบทั้งหมด แต่ก็มีงานบริการเกิดขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับคนตกงานเหล่านั้น สำคัญคือต้องมีการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ เพื่อจะได้ทำงานใหม่เหล่านี้ได้ แต่ยุคของ technology disruption นั้น ทักษะงานใหม่อาจไม่ได้เรียนรู้กันง่ายเหมือนการทำงานเป็นแคชเชียร์เก็บเงินในซุปเปอร์มาร์เก็ตในยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม จะเกิดคนว่างงานเนื่องจากการตกยุคเยอะมากๆ ผู้แต่งพูดไปถึงอนาคตที่บริษัทถูกดูแลโดยใช้ algorithm ซึ่งเป็นยุคของการเชื่อมั่นใน algorithm มากกว่ามนุษย์ บริษัทที่ดูแลโดยหุ่นยนต์จะจ้างงานมนุษย์ในการเพิ่มผลผลิตของบริษัท รวมไปถึงวันที่จะมีบริษัทที่ผลิตหุ่นยนต์และจัดการบริหารบริษัทด้วย algorithm และหุ่นยนต์ด้วยกันเองแบบครบวงจร (ทำให้ผมนึกถึงภาพยนต์เรื่อง The Matrix ขึ้นมาทันทีเลย) ความเหนือชั้นของ AI เทคโนโลยี่คือการทำงานเป็นระบบเครือข่ายการ educate และสื่อสารกันแบบเรียลไทม์ ซึ่งมนุษย์เป็นปัจเจกที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันทำให้การถ่ายทอดความรู้ด้อยกว่าและช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด

ข้อคิดที่ผมได้จากบทเรียนที่ 2 แนวคิดแบบ The Matrix เป็นความคิดที่เป็นไปได้แต่อาจจะยังต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่จากนี้ ปัจจุบันผมก็เริ่มเห็นการใช้ bot script ในการทำงานแทนมนุษย์ด้วย logic ที่ไม่ซับซ้อนมาก แม้แต่ผมยังใช้ bot script ในการซื้อขายเหรียญคริปโตเลย สิ่งที่ยังขาดหายไปคือ AI ที่มีความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ ถึงในระดับที่สามารถนำมาทดแทนแรงงานโดยปราศจากมนุษย์เข้าไปช่วยเหลือ ปัจจุบันมนุษย์ยังคงต้องโปรแกรม AI แก้บั๊คและปรับปรุง Algorithm อยู่ เมื่อ AI เข้าสู่ maturity level คือ AI แก้บั๊คเองได้ ปรับปรุง Algorithm ได้โดยอิสระปราศจากมนุษย์เมื่อไหร่ เราจะเข้าสู่โลกที่แต่ละประเทศพัฒนา AI virtual person เพื่อสร้างข้อได้เปรียบของประเทศ แต่เมื่อ AI เป็นเอกเทศ ทำงานกันแบบเครือข่ายไร้พรมแดน มันอาจจะเกิด virtual nation แบบไร้พรมแดนขึ้นมาก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเราจะหยุดยั้งหรือบังคับให้มันทำงานเพื่อมนุษย์ภายใต้กรอบของบริษัท ของประเทศต่อไปได้ยังไง?

 บทเรียนที่ 3 หรือว่าอิสรภาพจะไม่มีอยู่จริงในอนาคต?

บทนี้ผู้เขียนกำลังบอกว่าไม่ต้องไปกลัว AI ว่าจะฉลาดกว่ามนุษย์จนควบคุมไม่ได้ เพราะ AI ยังคงขาดคุณสมบัติของมนุษย์ที่สำคัญไปอีกอย่างคือ สามัญสำนึก (consciousness) เพราะฉะนั้นมันยังต้องทำตามคำสั่งมนุษย์อยู่ดี สิ่งที่เราควรจะกลัวคือการที่ technology ไปตกอยู่ในมือคนโง่ คนไม่ดี หรือคนบ้าอำนาจมากกว่า โลกเรากำลังเข้าสู่ยุค Big Data และมี technology ที่พร้อมในการประมวลผลมหาศาลเหล่านั้น ใครเข้าถึงข้อมูลก่อนก็จะมีอำนาจในการโน้มน้าวผู้คนและเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คนได้ เพราะจากบทก่อนหน้า Yuval ได้วาดภาพให้เห็นแล้วว่าอารมณ์มนุษย์นั้นเป็นเพียงแค่ปฏิกริยาเคมีในร่างกาย ซึ่งสามารถ Hack ได้ด้วย Biotech การใช้ข้อมูลปลูกฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกของผู้คนโดยการฉายซ้ำๆ ทำให้มนุษย์มีความเชื่อไปในทิศทางเดียวกันได้ (อ่านถึงตอนนี้ผมนึกถึงสารคดีเรื่อง Social Dilemma ขึ้นมาเลย) ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ความเชื่อที่เรามีอาจจะถูกเพาะบ่มมาจากการฉายซ้ำที่บงการโดย Algorithm ก็ได้นะ สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นอิสระภาพ มาจากความคิดของเราเอง จริงๆแล้วมันอาจจะเกิดจากการฉายซ้ำของชุดข้อมูล Big Data ที่ทำการวิเคราะห์ตัวเรา ทำให้เข้าใจตัวตนของเรามากกว่าตัวเราเองซะอีก จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดเราทีละน้อยจนเป็นวิถีชีวิตของเราที่เดินรอยตามทิศทางที่ถูกกำหนดไว้โดยผู้มีอำนาจนั่นเอง

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 3 ฟังดูเหมือนตลกร้ายที่เราเห็นซ้ำๆมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มี social media เลยด้วยซ้ำ การย้ำความเชื่อที่ผิดๆเข้าไปและปิดกั้นความจริงจนกระทั่งเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูก ตั้งแต่ความเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล ใครคิดเป็นอื่นถือว่าท้าทายพระเจ้าและต้องโทษ ถ้าจะใช้ตัวอย่างที่ใกล้ปัจจุบันหน่อยที่เห็นได้ชัด คงจะเป็นอำนาจของการโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคก่อน ผู้คนทำตามจนเป็นกระแส หรือที่เรียกว่าแฟชั่น จนมาถึงการนำ social media มาใช้ประโยชน์โดยบริษัท Cambridge Analytica ที่สามารถโน้มน้าวความคิดผู้ใช้ facebook ในการโวตเลือกตั้งของสหรัฐ แน่นอนผมเชื่อว่าทิศทางของกระแสโลกได้รับการโน้มน้าวด้วยอิทธิพลของ Big Data แล้วในเวลานี้ ด้วยระยะเวลาไม่นานมันจะกลายเป็นเทรนด์และความเชื่อไปโดยไม่รู้ตัว เราจะเห็นได้ว่าคนทั้งโลกเริ่มมีความชอบคล้ายๆกันละเป็น Global trend และสนใจอะไรๆเหมือนๆกัน อีกไม่นานทุกคนจะเชื่อในสิทธิเสรีภาพของตัวเองอย่างไม่สงสัย แต่เอ๊ะทำไมเราคิดเหมือนคนทั้งโลกเลยนะ?

บทเรียนที่ 4 ความไม่เท่าเทียมกันแบบฟ้ากับเหว

ความฝันของเสรีนิยมคือการที่ทุกๆคนบนโลกมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน เป็นเสมือนยาพิษที่เคลือบน้ำตาลเอาไว้ เพราะไม่มีคนที่ใส่ใจจะทำให้เกิดขึ้นจริง ทุกวันนี้เราก็ยังคงเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมอยู่เลย ระหว่างชนชั้นนำทางสังคม หรือผู้ที่กุมอำนาจเอาไว้ในมือ ก็จะพยายามใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่ในการตักตวงผลประโยชน์เข้าหาตัวเอง กดขี่ผู้คนที่ด้อยกว่าเอาไว้เป็นทาสที่จะทำงานให้ ช่องว่างละหว่างคนจนกับคนรวยกว้างขึ้นเรื่อยๆ ความฝันจากบทที่ก่อนหน้า ที่ว่า การนำ AI และ Algorithm มาช่วยตัดสินโดยไม่มีความอคติของมนุษย์นั้นอาจเป็นฝันอันสวยหรูแต่ไม่เกิดขึ้นจริงตราบใดที่มนุษย์ยังคงใช้ระบบแทนค่าด้วยทรัพยากรที่มีค่า และโลกในศตวรรษนี้กำลังมุ่งเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ มากกว่าทรัพยากรทางกายภายอย่างพวกทองคำ แน่นอนชนชั้นนำและผู้มีอำนาจจะเข้าควบคุม Big Data และด้วยการมาของ Biotech/Infotech จะทำให้ผู้มีอำนาจสามารถอัพเกรดตัวเองเป็น Super Human ได้ ในขณะที่คนจนไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะนึกถึงเลย ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นที่กว้างมหาศาลขึ้น จนคนจนการเป็นกลุ่มคนไร้ค่าในสังคมไปเลย

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 4 ผมคิดว่าตราบใดที่เรายังใช้ระบบทุนนิยมเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้เลย และระบบนี้ก็จะเอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนำและส่งเสริมให้เป็น Super Human ที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ผมนึกถึงหนังเรื่อง GATTACA ที่ชนชั้นนำพยายาม upgrade ตัวเองไปเรื่อยๆเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเดินทางไปอยู่ใน Utopia นอกโลก ความสมบูรณ์แบบสามารถวิเคราะห์และปรับแต่งไปได้ถึงระดับ DNA ส่วนคนที่เกิดมาพร้อมกับ DNA ที่บกพร่องก็ไม่มีโอกาสที่จะ upgrade ตัวเองเลยด้วยซ้ำ โดยส่วนตัวผมยังเชื่อในเรื่องของประเทศเสมือนไร้พรมแดนเป็นสัญชาติที่สอง ที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะเข้าหาคนที่ชอบอะไรเหมือนๆกันและมีเป้าหมายเหมือนๆกัน คล้ายๆลัทธิผ่านทาง social network ซึ่งสอดคล้องกับบทถัดไปของ Yuval เลย

ภาค 2 ว่าด้วยเรื่องความท้าทายทางการเมืองในยุคใหม่

บทเรียนที่ 5 ชุมชนแห่งอนาคต

ทุกวันนี้เราคงเห็นอิทธิพลของ Social media ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนส่วนมากใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ มือถือ และ Keyboard มากกว่าการพบปะผู้คนทางกายภาพเสียอีก แต่ข้อจำกัดของ Social networking คือยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางกายภาพได้ เช่นเราสามารถคุยกับเพื่อนที่อยู่ห่างไกลในประเทศอื่นได้ ผ่านการรับรู้ทางตาและหู แต่เรายังคงไม่ได้กลิ่นหรือกินอาหารร่วมกันผ่านทาง virtual networking นี้ได้ ฉะนั้นมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายและยังคงต้องการการตอบสนองทางร่างกายก็ยังคงต้องพบปะทางกายภาพอยู่ดี เทคโนโลยีในอนาคตจะเริ่มมีการเชื่อมต่อระหว่างสังคมเสมือนและสังคมทางกายภาพเข้ากันมากขึ้น (online to offline) เราจะเริ่มเห็นการมาของ เทคโนโลยี Augmented Reality/Virtual Reality ที่จะทำให้ผู้คนลุกออกจากหน้าจอคอม เคลื่อนไหวโดยที่ยังเชื่อมต่อกับ Social network เหมือนเกมส์ Pokemon-Go รวมไปถึงการใช้งานผ่านทาง Google Glass หรืออุปกรณ์สวมใส่เสริมอื่นๆ แต่เทคโนโลยีนี้พัฒนาค่อนข้างช้าเพราะทั้ง Google และ Facebook ยังมีความสุขจาก business model online แบบปัจจุบันอยู่ มันจะก้าวกระโดดต่อเมื่อมีผู้อาจหาญมี disrupt business model ในปัจจุบันได้

การใส่ Link device เพื่อเชื่อมต่อกับโลกเสมือนใน Sword Art Online
ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 5 ผมมองรูปแบบชุมชนแห่งอนาคตเป็น 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือการ implanted biosensor เข้าไปอยู่ในร่างกาย ทำให้ร่างกายเชื่อมต่อกับ Social network รวมถึงการสั่งการผ่านทางคลื่นสมองที่ Elon Musk กำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งหน้าจะไปจนถึงจุดที่ implanted biosensor สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบ roaming ไปกับอุปกรณ์ในทุกฝีก้าวที่เข้ามาในรัศมีของร่ายการ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งจะเป็นการสร้าง Avatar ขึ้นมาทำงานแทนตัวมนุษย์เองซึ่งนอนเผละอยู่บนเตียง  ทั้งในรูปแบบ Virtual world (เหมือนใน Anime เรื่อง Sword Art Online) และผ่านทาง Remote control robot ในโลกกายภาพ (เหมือนในเรื่อง Surrogate) ซึ่ง ณ ปัจจุบันเทคโนโลยียังไม่พัฒนาไปถึงจุดนั้น แต่นั่งรอกันได้เลย

บทเรียนที่ 6 แดนศิวิไลซ์อยู่ไหนหนา?

โลกของเราก่อเกิดมาจากกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจายไปทั่วทั้งโลก แต่ละกลุ่มก็มีความเชื่อและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ทุกๆกลุ่มต้องการขยายอาณานิคมเพื่อเผยแพร่ความเชื่อและอำนาจของกลุ่มตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ จึงเริ่มมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างกลุ่ม แลกเปลี่ยนความรู้กัน และเกิดการหลอมรวมทางอารยะธรรมขึ้น จนกลายเป็นอารยะธรรมของโลกที่มีความคล้ายกัน เช่น หลักสูตรการเรียนที่เหมือนๆกัน การใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเหมือนๆกัน แลกเปลี่ยนสินค้าบริการภายใต้ US Dollars ที่ใช้เป็นตัวกลายในการแลกเปลี่ยนและเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ถึงแม้จะมีความเชื่อทางศาสนา การปกครองที่แตกต่างกันก็ตาม ท้ายที่สุดมนุษย์ทั้งโลกก็จะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายใต้กฎกติกาเดียวกัน เพื่อเอาชนะธรรมชาติและภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นเพราะเราทั้งหมดอาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน แม้กระทั้งการแข่งขันกันก็จะอยู่ภายใต้กฎกติกาเดียวกัน เหมือนการแข่งขันโอลิมปิคที่ทุกประเทศมีส่วนร่วมได้ ถึงแม้ระหว่างนั้นอาจมีประเทศที่กำลังทำสงครามกันอยู่ แต่เมื่อเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ก็จะเคารพและปฏิบัติตามกฎกติกาใหม่โดยปราศจากข้อพิพาทที่กำลังเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงที่อาจขัดแย้งกันอยู่

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 6 ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามีความเป็นไปได้มากที่โลกจะเคลื่อนตัวเข้าสู่อารยธรรมโลกอันเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการเปลี่ยนความคิดของผู้คนในแต่ละชาติไปทีละนิดๆ ลัทธิคลั่งชาติจะค่อยๆหายไปตามคนที่เกิดในยุคก่อนๆ เนื่องจากการเข้าถึงของ social networking ที่คนทุกๆเชื้อชาติถูกหล่อหลอมความเชื่อ และค่านิยมแบบใหม่ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบไร้พรมแดน มีเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดทางด้านภาษา มากขึ้นเรื่อยๆ ระบบการศึกษาเริ่มที่จะหันมาใช้มาตรฐานโลกมากขึ้นเรื่อยๆ มีการจัดอันดับการศึกษาโลกและสอนวิชาต่างๆเหมือนๆกัน เพื่อที่จะเคลื่อนย้ายผู้คนไปทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก บริษัทและร้านค้าก็เริ่มเปลี่ยนมาโฟกัสบนผู้บริโภคจากทั่วทุกมุมโลกมากกว่าในชุมชนของตัวเอง และที่แน่นอนการที่เราบริโภคกันมากขึ้นเรื่อยๆ อายุยืนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำการผลิตมากขึ้นเพื่อรองรับประชากรทั้งโลก ก็ย่อมทำลายธรรมชาติและทำให้โลกค่อยๆตกอยู่ในภาวะวิกฤต เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เริ่มมีผลกระทบกับการดำรงค์ชิวิตของมนุษย์ เมื่อนั้นก็สายเกินไปแล้ว จำเป็นต้องมีหน่วยงานหนึ่งเริ่มที่จะปลูกฝังความรู้เท่าทันอันตรายนี้ให้มีผลกระทบกับประชาชนมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมารักษ์โลกมากขึ้น ภาพยนต์ที่สร้างแรงบัลดาลใจได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตผมคือ An Inconvenience Truth ที่สร้างโดยอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Al Gore ซึ่งทำให้โลกตื่นตัวกับ Global warming ไปพักหนึ่งเลย แต่ทำไมมันถึงไม่มีโมเมนตั้มทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญ

บทเรียนที่ 7 ศัตรูตัวร้ายของอารยะธรรมโลกคือ ลัทธิชาตินิยม

แน่นอนครับโลกของเรายังไงก็ต้องเคลื่อนตัวเข้าไปสู่การเป็น Global Citizen มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันกระแสชาตินิยมก็มีความรุนแรงมากขึ้นในศตวรรษนี้ ทั้งๆที่ทุกประเทศรู้ดีว่าต้องร่วมมือกัน เพื่อที่จะเอาชนะวิกฤตระดับโลกที่กำลังค่อยๆคืบคลานเข้ามา เป็นเพราะวิสัยทัศน์ของผู้นำและนักการเมืองในปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับคะแนนนิยม และการรักษาผลประโยชน์ของตัวเองและประเทศชาติเป็นหลัก ไม่มีผู้นำประเทศไหนสนใจความยากไร้ของประเทศด้อยพัฒนา และปัญหาของโลกอย่างจริงจัง แค่คิดว่าจะทำให้ประชาชนของประเทศตนมีความสะดวกสบาย และปกป้องผลประโยชน์ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ ทั้งๆที่ลึกๆก็รู้ดีว่าลำพังประเทศเดียวไม่อาจหยุดยั้งภัยธรรมชาติได้ ต้องช่วยกันผลักดันเป้าหมายระดับโลกให้เกิดขึ้นในใจของทุกคน ไม่งั้นวันหนึ่งภัยนั้นก็จะมาถึงตัวเราและหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน ต่างคนต่างคิด มีความเชื่อและเป้าหมายที่แตกต่างกัน จนกว่าจะถึงวันที่คนส่วนใหญ่มีความคิดในแบบ Global Citizen และยินยอมเสียสละมองข้ามเป้าหมายของตัวเองไป เหมือนกับหนังในเรื่อง Hero ที่พูดถึงความขัดแย้งระหว่าง เป้าหมายส่วนบุคคลที่ต้องการแก้แค้น เป้าหมายที่ต้องการกู้เอกราช และเป้าหมายที่ต้องการรวมชาติเป็นหนึ่งเดียว

 ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 7 เรากำลังติดกับดักของโลกทุนนิยม แข่งขันกันสร้างความมั่งคั่ง เพื่อให้ได้ชีวิตที่สะดวกสบายกว่าคนอื่นๆ ประเทศอื่นๆ การแข่งขันแบบนี้รุนแรงขึ้นเพราะทั่วทั้งโลกใช้ indicator วัดความสำเร็จชุดเดียวกัน และใช้เทคโนโลยีที่ต้องขุดทรัพยากรของโลกออกมาใช้ได้รวดเร็วและมากขึ้น ซึ่งเป็นผลให้โลกถูกทำลายลงด้วยอัตราเร่ง เราเห็นโลกาภิวัฒเกิดขึ้นจริงในทุกมิติ แต่มิติที่มีความสำคัญที่ต้องการโลกาภิวัฒคือการเมือง ซึ่งยังล้าหลังมาก ถึงแม้จะเห็นความพยายามในยุโรปที่จะรวมชาติแต่ก็ยังเกิดปัญหาอยู่และยังไม่สามารถใช้เป็นแนวคิดในระดับโลกได้ ต้องเริ่มจากการเมืองในระดับประเทศนี่แหละ Yuval แนะวิธีการเลือกตั้งนักการเมืองในครั้งถัดไปของคุณ ด้วยการถามคำถามที่เป็นปัญหาระดับโลกกับเขา เช่น คุณมีแนวคิดในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างไรถ้าได้รับเลือก? คุณจะกำกับภัยคุกคามอันเนื่องมาจาก biotech/infotech และ AI อย่างไรถ้าได้รับเลือก? ถ้าตอบไม่ได้ อย่าไปเลือก ฟังดูตลกมากเลย เพราะการจะตั้งคำถามเหล่านั้นได้ ผู้ถามต้องมีความเข้าใจถึงภัยคุกคามในระดับโลกให้ได้ก่อน เป็นเหมือนปัญหาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เพราะข้าวที่จะกินแต่ละวัน คนส่วนใหญ่ในประเทศยังแทบจะดิ้นรนแทบตาย ขอรอดชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้ก่อน น้ำจะท่วมโลกยังไม่เกิดวันพรุ่งนี้หรอก แต่กูจะตายวันพรุ่งนี้แล้ว ถึงแม้คนในชาติจะมี global mindset ที่จะถามคำถามเหล่านั้นได้ ประเทศผมก็คงจะไม่มี สส ที่สอบผ่านและได้รับเลือกเลย มนุษยชาติจะหลุดพ้นจากค่านิยมนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ภัยพิบัติกระทบกับตัวเองโดยตรงอย่างมีนัยะสำคัญ เอาแค่ฝุ่น PM2.5 ยังไม่มีนัยะที่มากพอ ถ้าหนักกว่านั้นการระบาดของ Covid ถึงแม้จะกระทบคนทั้งโลก แต่ทำให้ผมเห็นปัญหาความเป็นชาตินิยมที่ชัดเจนขึ้น ทุกๆชาติพยายามผลิตวัคซีนแข่งกัน แทนที่จะช่วยกันผลิตวัคซีนที่ดีที่สุดสำหรับคนทั้งโลกดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดและเร็วที่สุด แต่แค่เพียงเพราะว่าประเทศที่ผลิตได้ก่อนจะสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศตนกลับมาเดินได้ก่อน และยังสามารถขายวัคซีนให้ประเทศอื่นๆได้เงินมหาศาลเข้าประเทศอีกด้วย เมื่อได้รับวัคซีนแล้วก็สามารถมี Covid passport ที่สามารถเดินทางไปทำธุรกิจได้ทั่วโลกก่อน หมุนเงินได้ก่อน แค่นี้ก็สร้างโอกาสความได้เปรียบให้กับเศรษฐกิจประเทศได้แล้ว นี่มันชาตินิยมชัดๆ

บทเรียนที่ 8 ศาสนา กับ globalization

ถ้าทุกประเทศยังคงไม่สามารถหลุดออกมาจากลัทธิคลั่งชาติได้ มันจะมีองค์กรอื่นอีกไหมที่สามารถ ก้าวข้ามผ่านความเป็นชาติได้ ถ้าเรามองดูในมุมของศาสนาดูบ้าง หลายๆประเทศ นับถือศาสนาเดียวกันและเป็นศูนย์รวมจิตใจ แต่ ณ ปัจจุบันศาสนาก็ดูถดถอยลง เสื่อมลง และไม่น่าที่จะทำให้เกิด อารยธรรมโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการเป็นที่พึ่งในการแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน หรือ ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันผู้คนใช้วิทยาศาสตร์เป็นหลักในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษาความเจ็บป่วย ผู้คนเลือกที่จะไปหาหมอแผนปัจจุบัน ทางด้านการเกษตร ผู้คนก็เลือกที่จะใช้ปุ๋ยและวิทยาศาสตร์การเกษตรเข้าช่วย ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่ยังพึ่งผู้นำศาสนาในการขอฝน และสวดมนต์บำบัดโรค อีกต่อไป สิ่งเดียวที่ศาสนายังคงมีความสำคัญคือการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ให้เข้าถึงตัวตนของมนุษย์ ว่าเราเกิดมาทำไม มีหน้าที่อย่างไร แต่ก็ดูเหมือนว่าถูกใช้ไปเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติซะมากกว่าที่จะทำให้หลุดพ้นจากแนวคิดชาตินิยมได้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าศาสนาอาจจะไม่ใช่องค์กรที่จะทำให้ภาพของอารยธรรมโลกเกิดขึ้นได้ ทั้งยังสร้างความยากที่จะทำให้เกิดขึ้นไปอีก

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 8 ผมยังคงมีความเชื่อว่า วิทยาศาสตร์จะเข้ามาเล่นบทของพระเจ้ามากขึ้น ความเชื่อของศาสนาจะถูกสั่นคลอนมากขึ้นเช่นกัน ในทางกลับกัน วิทยาศาสตร์จะช่วยไขกุญแจเข้าสู่แก่นแท้ของศาสนาได้มากขึ้น ทำให้ผู้คนหลุดพ้นจาก Story telling ของศาสนาต่างๆ กลายมาเป็น pure science religion ขึ้นในอนาคต โลกเราจะไปถึงจุดที่ว่าอะไรคือบทบาทพระเจ้าที่ วิทยาศาสตร์ไปถึงและอะไรคือบทบาทที่วิทยาศาสตร์ไม่มีทางไปถึง คือ purely god power ซึ่งทำให้ผมนึกถึงเรื่อง Human Nature ที่เป็นสารคดีเกี่ยวกับเทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมทำให้มนุษย์สามารถรักษาโรค แก้ปัญหาเรื่องอายุไข รวมไปถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตได้ ดูเหมือนจะเหลือเพียงการเวียนว่ายตายเกิด ที่วิทยาศาสตร์ไปไม่ถึง ซึ่งถูกตัดจบโดยคำว่าชีวิตหลังความตายไม่มีอยู่จริง

บทเรียนที่ 9 การอพยพและย้ายถิ่นฐาน

ถ้าการที่จะหาผู้นำเพื่อสร้างอารยธรรมโลกมันยากเกินไป, เรามามองดูวิธีการรวมชาติและกลืนชาติแทนผ่านทางการย้ายถิ่นฐานบ้างหละ พอจะมีทางไหม? ประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดน่าจะเป็นสหพันธยุโรป ที่หลายๆประเทศในยุโรป ยอมที่จะสละความเป็นชาติส่วนใหญ่ เพื่อที่จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ใหญ่กว่าขึ้นมาเป็นสหพันธยุโรป ด้วยความเชื่อในการรวมชาติ ทำให้ EU เปิดรับผู้อพยพลี้ภัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคนในชาติด้วย แต่ยังคงมีเสียงแตกแบ่งแยกความคิดเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเป็น 2 กลุ่ม คือสนับสนุน กับ ต่อต้านการรับผู้ลี้ภัยที่ยังไม่สามารถตกผลึกลงได้ ปัญหานี้ลึกๆแล้วคนในยุโรปก็ยังมีความเชื่อเรื่องความเหนือชั้นทางสายเลือดเมื่อเทียบกับเชื้อชาติทางโลกฝั่งตะวันออก ทำให้แนวทางการสร้างอารยธรรมโลกจากการย้ายถิ่นฐานเพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ เป็นไปได้ยาก บทนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง MIB ที่มนุษย์ต่างดาวมาอาศัยอยู่ร่วมกับชาวโลกโดยมีองค์กรกับกับดูแล และคอยแก้ปัญหาความแตกแยกทางความคิดที่ยังไม่ตกผลึกเป็นหนึ่งเดียว

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 9 ส่วนตัวผมก็ยังคงเชื่อว่าการก่อตัวของวัฒนธรรมโลกจะไม่ได้มาจากภูมิศาสตร์กายภาย แต่จะเป็นการฟอร์มตัวจาก วัฒนธรรมเสมือนที่เกิดจากการหล่อหลอมแนวความคิดที่เปลี่ยนไปทีละน้อยจาก social network แน่นอนมันอาจก้าวไปถึงผู้ทรงอิทธิพลในโลกไซเบอร์ด้วยความช่วยเหลือของ Algorithm ที่ทำให้การตัดสินใจมีเหตุผลและไม่เป็นที่กังขาต่อพลเมือง จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับแบบข้ามพรมแดนและมีการเอาแบบอย่างเพื่อที่จะไม่เสียเปรียบในระดับชาติ จนกระทั่งมีฐานเสียงแผ่ขยายไปทั่ว ได้มีโอกาสบริหารประเทศที่มีความเป็นสหพันธ์และเติบโตแบบก้าวกระโดด จากนั้นการอพยพทางกายภาพถึงจะเริ่มมีบทบาท

ภาค 3 ความสิ้นหวังและความหวัง

ภาคนี้ผู้เขียนต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความกลัวและความหวังในใจของผู้คนในยุคนี้ที่มีต่อความขัดแย้งต่างๆที่ยังคงอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ระหว่างประเทศ กลุ่มผู้ต่อต้าน หรือวงการศาสนา ทุกๆชุมชนล้วนมีความท้าทายที่ต้องขบคิดและผลการตัดสินใจเหล่านั้นจะนำมากซึ่งความหวังหรือความสิ้นหวังขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้มีอำนาจและทุกๆคนบนโลกนี้

บทเรียนที่ 10 ผู้ก่อการร้ายน่ากลัวขนาดนั้นหรือ

เป็นมุมมองที่น่าสนใจในการเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตที่เกิดจาก อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บและ ผู้ก่อการร้าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตราการตายจากผู้ก่อการร้ายนั้นต่ำมากเมื่อเที่ยกับการเสียชีวิตที่เกิดจากอุบัติเหตุ แต่ทำไมงบประมาณต่อต้านการก่อการร้ายถึงมหาศาลเมื่อเทียบกับการใช้ในการป้องกันอุบัติเหตุ เป็นเพราะว่าผู้ก่อการร้ายรู้วิธีสร้างสัญลักษณ์แห่งความกลัวให้ตรึงอยู่ในจิตใจ เช่นการระเบิดตึกแฝดเวิล์ดเทรดด้วยเครื่องบิน จริงๆแล้วมีคนตายแค่หลักพัน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับการตายที่เกิดจากอุบัติเหตุในหนึ่งปี รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ เพียงเพื่อให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ และป้องปรามไม่ให้ผู้ก่อการร้ายสามารถเข้าถึงอาวุธทำลายล้างสูง อย่างนิวเคลียร์ได้ ถ้ามองตามความเป็นจริง ผู้ก่อการร้ายมีกำลังคนน้อยและมีกำลังทรัพย์น้อยเช่นกัน จึงไม่สามารถเปิดสงครามกับประเทศคู่อริได้ และต้องใช้วิธีลอบทำร้ายสร้างความหวาดกลัวแทน ซึ่งเป็นเหมือนกรวดในรองเท้าที่สร้างความรำคาญแต่ไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของประเทศได้จริง ถ้าแต่ละประเทศจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็นจริงๆ จะเจริญก้าวหน้าได้มากกว่านี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้มีอำนาจก็รู้ความจริงในเรื่องนี้ แต่เลือกที่จะใช้ประโยชน์จากความกลัวนี้เสียมากกว่า ทำให้ผมนึกถึง V for Vendetta

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 10 เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งผู้นำประเทศไปให้ความสำคัญกับผู้ก่อการร้ายมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้ผู้ก่อการร้ายนั้นเติบโตขึ้น แข็งแรงขึ้น พวกมาเฟียมันมีอยู่ในทุกๆระดับชั้น ตั้งแต่ในโรงเรียน หมู่บ้าน เขต จังหวัด และระดับประเทศ เราควรต้องกำหราบมันต่อเมื่อมันเริ่มเติบใหญ่จนเห็นได้ชัด ฟังดูฝั่งรัฐบาลก็มีเหตุผลดีนะครับ แต่ถ้ารัฐบาลใช้ความหวาดกลัวของประชาชนเป็นเครื่องมือในการควบคุมประชาชนเสียเองหละ? หนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เป็นเหมือนก้อนกรวดในรองเท้า แต่สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างอำนาจทางการเมืองได้ด้วย เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถกำจัดการเอารัดเอาเปรียบด้วยอำนาจที่ไม่ชอบได้ทั้งหมด ตราบใดที่สังคมยังมีความเหลื่อมล้ำทั้งด้านกายภาพและทางด้านความคิด เราต้องทำให้ภาพใหญ่เคลื่อนต่อไปได้ มันไม่มีสังคมที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ผลก็คือถ้ากำจัดไม่ได้และจำนวน V ก็เพิ่มมากขึ้นเหมือนในหนัง อย่างไรก็ตามก้อนกรวดเหล่านี้มันไม่ได้ทำให้ภาพใหญ่ในการขับเคลื่อนของประเทศเสียไป ก็ใช้มันสร้างผลกระทบทางจิตวิทยากับคนหมู่มากแทนเพื่อส่งผลต่ออำนาจทางการเมืองของตัวเอง จะได้สวาปามไปได้นาน ๆ

บทเรียนที่ 11 สงครามในศตวรรษที่ 21

หมดยุคของสงครามแบบรบพุ่งไปแล้ว ต้นทุนสงครามมันสูงเกินไปที่จะเป็นผู้ชนะ เมื่อเทียบกับโลกในอดีต เพราะทรัพยากรที่สำคัญมันเปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ในอดีตผู้ชนะสงครามได้ทั้งแรงงาน ทองคำและทรัพยากรในประเทศผู้แพ้ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนสงครามมาก แต่ปัจจุบันการชนะสงครามได้ กลับไม่ได้รับสิ่งตอบแทนที่คุ้มค่าต่อต้นทุนที่เสียไป ทั้งชื่อเสียง เงินทอง และโลกที่แย่ลง รูปแบบของสงครามคงเปลี่ยนไป ยกเว้นจะยังคงมีผู้นำโง่ๆที่มองภาพไม่ออกปรากฎขึ้นมาในยุคนี้ ซึ่งมันก็มีให้เห็นในทุกยุคเหมือนกัน ทิศทางต่อจากนี้คงมีการใช้เทคโนโลยีในการทำสงครามมากขึ้น หรือสงครามในรูปแบบของเศรษฐกิจการค้าแทน แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านก็ยังคงจำเป็นที่ต้องใช้เทคโนโลยีช่วยในการทหารเพื่อลดการสูญเสียของทรัพยากรในการทำสงคราม เป็นในรูปแบบของ hybrid ไปก่อนเข้าสู่ cyberwar เต็มรูปแบบ หนังที่เน้นการใช้ hybrid warfare เช่น การใช้ drone แบบไร้คนขับควบคุมจากทางไกลที่ทำให้เห็นภาพได้ดี คือ Eye in The Sky

ข้อคิดที่ได้จากบทที่11 ทุกประเทศพยายามสร้างภาพของความแข็งแกร่งในทุกมิติ เพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศตัวเองไว้ รวมถึงการสะสมอาวุธด้วย การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ UN เป็นการสร้างเสถียรภาพและลดการสูญเสียทรัพยากรของประเทศตัวเอง ในรูปแบบใหม่นี้น่าจะช่วยลดการสะสมอาวุธในแต่ละประเทศได้ในระยะยาว เพราะการขยายอณานิคมโดยการแย่งดินแดนหรือยึดดินแดนของประเทศอื่นมันไม่ควรจะมีอีกแล้วในยุคนี้ แต่ก็ยังเห็นอยู่อย่างต่อเนื่องซึ่งสงครามยุคใหม่จะเริ่มแสดงให้เห็นว่าสามารถเอาชนะได้ด้วยเทคโนโลยี่ไม่ต้องมีจำนวนทหารที่เยอะกว่าเหมือนแต่ก่อน แต่ละประเทศยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านความเป็นชาตินิยมได้ การแผ่ขยายอำนาจจะเป็นในด้านวัฒนธรรม การเงิน และความมั่งคั่งในรูปแบบอื่นๆ โลกเรายังคงต้องติดกับภาพนี้ไปอีกสักระยะใหญ่ๆเลยทีเดียว Eye in the SKY สะท้อนให้เห็นภาพในสองมุมคือ ความขัดแย้งทางศีลธรรมและยุทธศาสตร์ของสงครามในการใช้โดรนคร่าชีวิต และการตั้งคำถามเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการตัดสินใจทางการทหาร จนกว่าจะมีรูปแบบการปกครองใหม่การแข่งขันระหว่างประเทศแบบใหม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คงต้องรออยู่บนความโหดร้ายแบบนี้ไปก่อน

บทที่ 12 ความอ่อนน้อมถ่อมตน

มนุษย์เรามักจะมีความคิดว่าตัวเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลมาตั้งแต่อดีตกาล เมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์เราเรียนรู้มากขึ้น เข้าใจสิ่งต่างๆรอบๆตัวเรามากขึ้น มนุษย์รู้ว่าพวกเราไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกบนโลก แต่เกิดจากการวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตอื่น รู้แม้กระทั้งกำเนิดของจักรวาลตามทฤษฎี Big Bang ตอนนี้มนุษย์เราคงรู้แล้วว่า ทุกๆอย่างไม่ได้เกิดมาจากความเชื่อของศาสนา เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆในจักรวาลอันกว้างใหญ่ เราควรจะเลิกคิดได้แล้วว่าตัวเรา ประเทศเรา หรือ โลกของเรา เป็นศูนย์กลางของจักรวาล และถ่อมตนมากกว่านี้ บทนี้มีความหมายสั้น ๆ แบบนี้เลย แต่การที่คนเราจะเปลี่ยน mindset ของตัวเองได้มันต้องมีเหตุการณ์ที่มาจุดประกาย ทำให้เราตระหนกถึงและลดความอีโก้ในตัว

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 12 ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลยในการที่มนุษย์มีความภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของตัวเอง และมนุษยชาติ มันเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ และทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพียงแต่เราต้องเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น เข้าใจระบบนิเวศของจักรวาลที่เราอยู่เพื่อที่จะยังคงพัฒนาและไม่ทำลายโลกใบเดียวที่เรามีอยู่ The Arrival สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวในจักรวาลอันกว้างใหญ่ เราเป็นเหมือนเม็ดทรายในจักรวาล เมื่อวันหนึ่งมีเผ่าพันธุ์ต่างดาวที่เจริญก้าวหน้ากว่าเรามาเยือน มันคงทำให้เรามีชุดความคิดใหม่ที่จะอ่อนน้อมถ่อมตนลงได้ ซึ่งเริ่มจากความสำคัญของการเปิดใจรับฟังและการตระหนักถึงข้อจำกัดของมุมมองของมนุษย์ในปัจจุบัน ตัวอย่างในหนังถ้าเราไม่ส่งนักภาษาศาสตร์ไปเรียนรู้ภาษาของมนุษย์ต่างดาวเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เราคงได้เห็นภาพยนตร์แบบ ID4 อีกเรื่องหนึ่งแทน แต่เราไม่ต้องรอที่จะเริ่มเปิดใจเมื่อมนุษย์ต่างดาวมาเยือน แต่เปิดใจตั้งแต่วันนี้และลดอีโก้ตัวเองลงไป โลกคงพัฒนาเร็วขึ้นและอยู่อย่างสันติไปได้อีกนาน

บทที่ 13 คิดอะไรไม่ออก ก็บอกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

ในอดีตกาล มนุษย์เราจะอ้างถึงพระเจ้าด้วยเหตุผลหลักๆ 2 ประการคือ ใช้ตอบคำถามในสิ่งที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ เช่น เราเกิดมาทำไม เกิดมาได้อย่างไร อีกประการหนึ่ง คือ ใช้เป็นข้ออ้างให้ทุกคนทำตาม หรือการสร้างกฏกติกาบางอย่างขึ้นมาเพื่อควบคุมสังคม ไปในทิศทางที่ผู้ครองอำนาจต้องการ เช่น การฆ่าคนอื่นเป็นบาป และพระเจ้าจะลงโทษ ฉะนั้นอย่าฆ่าคน ซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งที่ดีในการทำให้ผู้คนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข แต่ที่ผ่านมาก็มีการอ้างถึงพระเจ้าเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการแสวงหาอำนาจ เมื่อวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้ามากขึ้น มนุษย์ก็เริ่มเข้าใจเหตุและผลต่างๆมากขึ้น ว่าไม่ได้เป็นเพราะบัญญัติของพระเจ้า การอ้างถึงอำนาจพระเจ้าก็ค่อยๆน้อยลงตามไปด้วย ทำไมผมถึงนึกถึงเรื่อง Transcendence ขึ้นมา ถ้าพระเจ้าในโลกอนาคตกลายเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ ในวันที่เทคโนโลยีสามารถอัพโหลดจิตสำนึกของมนุษย์เข้าไปจะเกิดอะไรขึ้น ? เพราะพระเจ้าแบบ storytelling ในอดีตไม่สามารถตอบคำถามวิธีชีวิตในอนาคตในโลกอนาคตได้ รวมถึงวิถีชีวิตในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไป จะเป็นอย่างไรเมื่อมนุษย์พยายามที่จะเป็นพระเจ้าในยุคดิจิทัลแทน

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 13 การอ้างถึงพระเจ้าก็มีประโยชน์ในแง่ที่สามารถกำกับดูแลชุมชนให้อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ได้ และยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนที่ต้องการความหวัง เพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า ช่วยตัดคำถามที่ยังยากเกินไปที่จะตอบในยุคอดีต ทำให้ผู้คนสามารถมุ่งไปสู่การพัฒนาชาติแทนที่จะหมกมุ่นกับการหาคำตอบว่าเราเกิดมาทำไม? แต่เราก็เห็นผู้คนอ้างถึงศาสนาเพื่อใช้ในการก่อการร้าย แบ่งแยกทางความคิด ผมเชื่อว่าอีกไม่นานวิทยาศาสตร์ก็สามารถหาคำตอบของคำถามที่ยังยากเกินไปที่จะตอบในยุคนี้ได้ ไปทีละเล็กละน้อย มนุษย์จะเริ่มเข้าใกล้บทบาทของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆเพราะสามารถทำซ้ำเหตุการณ์อัศจรรย์ในอดีตได้ด้วยวิทยาศาสตร์ และยังตอบคำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งเป็นปัจจัยหลักในโลกอนาคตได้ รูปแบบของงานในอนาคตจำเป็นต้องมีทักษะและวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ biotech/infotech ในขณะที่พระเจ้ามีคนศรัทธาน้อยลง สามารถยึดเหนี่ยวได้เพียงชนชั้นที่ต่ำกว่า super human การคัดสรร super human ทำได้ตั้งแต่ตอนปฏิสนธิทำให้ประชากรส่วนใหญ่กลายเป็น super human ไปหมด คนพวนตีจะศรัทธาใน Dataism กลายเป็นศาสนาใหม่ ในภาพยนตร์พูดถึงการการอัพโหลดจิตสำนึกเข้าไปเพื่อทำให้มนุษย์กลายเป็นพระเจ้าในโลกเสมือน คอยชี้นำคนยุคใหม่แทนพระเจ้า

บทที่ 14 กลุ่มคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า

เมื่อมนุษย์เข้าใจถึงเหตุและผลมากขึ้น และรู้วิธีการตั้งคำถามเพื่อที่จะหาเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น แน่นอนครับ กลุ่มคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็จะเริ่มเติบโตมากขึ้นเช่นกัน คนกลุ่มนี้มีหลักการอยู่ 2 ประการด้วยกันคือ เชื่อในความจริงที่พิสูจน์ได้ และ มีมนุษยธรรมในการเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้อยู่ร่วมกันได้กับคนทุกๆศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน และเชื่อมันในเสรีภาพส่วนบุคคล ที่สำคัญต้องวางตัวไม่ให้ขัดแย้งกับกลุ่มศาสนาเพื่อจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข บทนี้ตรงกับภาพยนตร์เรื่อง Contact

นักวิทยาศาสตร์หญิง นางเอกของเรื่องพยายามค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่ถูกขัดขวางจากความเชื่อทางศาสนาและการเมือง เธอต้องต่อสู้เพื่อให้ เหตุผลและวิทยาศาสตร์ เป็นที่ยอมรับในโลกที่เต็มไปด้วยความศรัทธา

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 14 บทหลัง ๆ Yuval พยายามบอกเป็นนัยว่าองค์กรศาสนากำลังจะถูก disrupted ตัวผมเองก็เชื่อว่าจะเกิดยุคเปลี่ยนผ่านขึ้นซึ่งคนยุคก่อนจะค่อนข้างหัวรุนแรงในความเชื่อทางศาสนาและสามารถตายแทนพระเจ้าของเขาได้ ส่วนสาวกของ Dataism เชื่อในเหตุผลและสิทธิส่วนบุคคล เป็นทางออกที่ดีในยุคดิจิทัลที่สาวกคนรุ่นใหม่จะค่อย ๆ รวมรวมกลุ่มคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าเติบโตขึ้นเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่ผมอยากเรียกว่า วิทยาศาสตร์นิยม ละกัน ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้ดูถูกความเชื่อในแต่ละศาสนาเลย และยังร่วมฉลองประเพณีสำคัญๆของแต่ละศาสนาอีกด้วย เป็นการผสมผสานที่เราสามารถมองเห็นได้ในวันหยุดราชการประจำปี ที่มีทั้งวันหยุดในทางพุทธ คริสต์ และอิสสลามเลย ที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ถูกเพ่งเล็งในฐานะศัตรูของแต่ละศาสนา และจะโตขึ้นเรื่อยๆจนเป็นวิถึใหม่ เพราะวัฒนธรรมโลกค่อยๆแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญต้องอยู่ให้เป็นในโลกแห่งความแตกต่างนี้ การออกตัวแรงเกินไปและเที่ยววิจารณ์ฝ่ายที่เห็นต่างอาจจบไม่สวยเหมือนยุคโบราณที่มาการล่าแม่มด

ภาคที่ 4 ความจริงของศตวรรษที่ 21

บทที่ 15 รู้ตัวสักทีว่าเรายังโง่อยู่ เราต้องช่วยกันเพื่อความอยู่รอด

ความได้เปรียบของมนุษย์ที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ คือการระดมสมอง ช่วยกันคิด ช่วยกันทำเป็นกลุ่ม ซึ่งการร่วมมือกันทำให้มนุษยชาติพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว ทำอะไรๆที่มีความซับซ้อนได้อย่างที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นทำได้ เป็นเจ้าแห่งอริยธรรมและภูมิใจในองค์ความรู้ของตัวเอง ในยุคนี้มนุษย์จะเริ่มตระหนักแล้วว่า มนุษย์แต่ละคนต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำงานร่วมกัน จึงจะอยู่รอดได้ เพราะความรู้ที่แต่ละคนมีมันเป็นแค่เพียงองค์ความรู้ส่วนหนึ่งในภาพใหญ่ ลำพังตัวคนเดียวไม่สามารถตัดสินใจและแก้ปัญหาได้เนื่องจากมีความรู้ที่จำกัด พอมนุษย์เจอกับปัญหาในส่วนที่ตัวเองไม่มีประสบการณ์หรือความรู้ก็จะเริ่มใช้การตัดสินใจโดยเชื่อตามการตัดสินใจของคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งอาจจะผิดหรือถูกก็ไม่รู้ ถ้าที่อธิบายมาเป็นเหมือนคุณเลย ก็ยอมรับความจริงเสียเถิดว่า เราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ เราต้องการความช่วยเหลือของคนอื่นเพื่อความอยู่รอดและก้าวต่อไป ฉะนั้นยอมรับซะเภอะว่า เราไม่ได้รู้ไปซะทุกอย๋าง เรายังโง่อยู่มาก

บทนี้ผมนึกถึงหนังตลกร้ายเรื่อง Don’t Look Up กล่าวถึงยุคที่เทคโนโลยีเฟื่องฟูสุดขีด ประชาชนถูกมอมเมาด้วยความสุขแค่เอื้อม จนไม่สนใจคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์ที่เผอิญไปเห็นว่ามีอุกบาตกำลังวิ่งเข้าชนโลก ถ้าไม่มีใครฟังใครและสนใจแต่ความสุขส่วนตัวจะเกิดอะไรขึ้น

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 15 โลกของเรากำลังเข้าสู่ยุคของ information overload เพราะมีข้อมูลมากเกินไป ถึงแม้นว่าเราจะใช้ AI ช่วยในการจัดการข้อมูล ช่วยตัดสินใจและตอบคำถามต่าง ๆ ทำงานให้กับเรา แต่มันมีเรื่องราวหลายแขนงมากเหลือเกิน จนไม่รู้ว่าเราควรจะโฟกัสเรื่องใดดี เมื่อเหตุการณ์ของกระแสข้อมูลไหลบ่าท่วมตัวเรา จะเกิดภาวะการเพิกเฉยหรือเรียกว่า ความไม่รู้โดยสมัครใจ จะดีกว่าเหมือนการเข้าเกียร์ว่างแล้วให้รถไหลไปตามดวง หรือการปล่อยให้ AI ทำงานแทนโดยไม่สนใจตรวจสอบกลั่นกรอง ซึ่งเรื่องราวหลายแขนงที่พูดถึงก็รวมถึงข้อมูลเท็จและการหลอกลวงด้วย พอเราเริ่มเพิกเฉยที่จะตรวจสอบและปล่อยจอยกับปัญหาที่ไม่รู้ เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวก็มีคนอื่นมาทำเอง เดี๋ยว AI ก็ตอบให้เอง หรือยิ่งกว่านั้นคือไม่เกี่ยวกับเรามั๋งเอนจอยชีวิตต่อไปดีกว่า จงระวังการถูกหลอกใช้ โดนโกง หรือไม่มีการป้องกันกับภัยที่กำลังจะมาถึงเมื่อมีสัญญาณแจ้งเตือน จงรู้จักตั้งคำถามถึงเหตุผลการตัดสินใจ ถ้าเป็นชุดข้อมูลในกลุ่มพื้นที่ที่เราไม่มีความรู้หรือไม่ถนัด เราต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาร่วมตรวจสอบ เพราะ AI เดี๋ยวนี้แต่งข้อมูลได้เนียนมากจนแยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรเท็จ เสียงส่วนใหญ่มันอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ได้ ซึ่งเห็นได้จากตัวอย่างในบทก่อน ๆ ว่าเจตจำนงค์เสรีอาจไม่มีอยู่จริง เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราไม่ได้ถูก manipulate ความคิดเพื่อประโยชน์ของผู้มีอำนาจ? ปัญหาในอนาคตจะเป็นไป กลายเป็นว่า ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ปัญหาเพราะมันมีการแจ้งเตือนเต็มไปหมด แต่เราเลือกที่จะไม่ฟังเสียมากกว่า

บทที่ 16 เมื่อหลักของความยุติธรรมมันล้าสมัยไปแล้ว

โลกของเราซับซ้อนขึ้นทุกวัน แต่เรายังคงอ้างอิงถึงหลักความยุติธรรมในอดีตเป็นหลัก เช่น การขโมยของถือว่าผิด การฆ่าคนถือว่าผิด ทั้งๆที่ในโลกปัจจุบันมีความซับซ้อนจนไม่สามารถตัดสินได้ด้วยหลักความยุติธรรมแบบโบราณ เช่น ถ้าเราไปถือหุ้นของโรงงานอุตสหกรรมที่ปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำ เราจะถือว่าผิดไหม หรือถ้าเราใช้สินค้าที่ผลิตโดยแรงงานเด็ก เราจะมีความผิดด้วยรึเปล่าทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะรู้ด้วยซ้ำว่ากระบวนการผลิตเป็นอย่างไร โลกในปัจจุบันถูกโยงไยเป็นห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก ก้าวข้ามผ่านวัฒนธรรมพื้นเมือง ความเชื่อท้องถิ่นที่อาจจะดูผิดในบางประเทศแต่ถูกต้องเมื่อนำมาปฏิบัติในประเทศอื่น บริบทของความยุติธรรมอาจต้องใช้ไม้บรรทัดใหม่ในระดับโลกแทน ความยากคือ เราในฐานะมนุษย์หนึ่งคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ของประเทศหนึ่งจะเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลกได้อย่างไร สิ่งที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน มันจะมีส่วนในการทำลายชีวิตหรือสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ภาพยนต์ที่พยายามสะท้อนหัวข้อนี้ที่ตรงประเด็นที่สุดที่ผมนึกได้คือ Blood Daimond ภาพยนตร์เล่าเรื่องเพชรที่ถูกขุดจากเขตสงครามในแอฟริกา โดยแรงงานเด็กและกลุ่มกองกำลัง ผู้คนในโลกตะวันตกซื้อเพชรเหล่านี้ โดยไม่รู้ว่าเบื้องหลังคือความโหดร้าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ผู้บริโภค” อาจมีส่วนร่วมในความอยุติธรรมทางอ้อม

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 16 เราจะวางตัวกันยังไงดี ในเมื่อโลกหมุนไปเร็วมากๆ และสังคม ชุมชนต่างๆ เริ่มมีวัฒนธรรมในการเสพ และบริโภคเหมือนๆกันทั้งโลก การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมีทิศทางทึ่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมโลก มันถือว่าเป็นสิ่งผิดไหม หรือเมื่อเรามีความเชื่อที่ผิดๆมาในอดีต และมารู้ความจริงภายหลัง ความผิดนั้นควรนับย้อนหลังหรือแค่ป้องปรามด้วยหลักที่ว่าผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด และผู้คนที่ไม่ยินดีที่จะรับรู้ความจริงต่อไป จะต้องรับความผิดไหมเมื่อสังคมเริ่มเข้าใจและชี้ชัดว่าการกระทำที่ทำกันมาตั้งแต่ในอดีตจนเป็นพฤติกรรมจากนี้ไปถือว่าเป็นความผิด เราจะควบคุมความคิดของคนทั้งโลกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้จริงๆหรือเพื่อสร้างความยุติธรรมใหม่? ผมยกตัวอย่างใกล้ตัวง่าย ๆ เกี่ยวกับ global warming ที่ทุกประเทศตื่นตัว และพยายามให้ความรู้กับประชาชนให้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้หรือบริโภคสินค้าที่มีส่วนทำให้โลกร้อน ถ้าเรารู้ว่าอาหารที่เราชื่นชอบมีส่วนทำให้โลกร้อน เราจะหยุดบริโภคอาหารนั้นไหม? ถ้าโรงงานผลิตสินค้ามีส่วนทำให้โลกร้อนโรงงานจะปิดการผลิตไหม? ไม่แน่ ๆ แต่มีข้ออ้างลวงโลกออกมาว่าผลิตไปเถอะแต่ซื้อ carbon credit จากคนที่รักษ์โลกมา offset แทนได้ มันใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้นบางคนบอกว่าถ้าฉันไม่รู้ถือว่าไม่ผิด ขอปิดกั้นตัวเองจากข่าวสารและบริโภคสิ่งที่ฉันชื่นชอบต่อไป สิ่งที่น่าตกใจไปยิ่งกว่านั้น อเมริกาที่เป็นฐานของผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก อยากถอดตัวออกจากข้อตกลงปารีสซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซะงั้น

บทที่ 17 ความจริงที่ถูกบิดเบือน

มนุษย์เราชอบเรื่องราวเพื่อให้เข้าใจเรื่องต่างๆง่ายขึ้น ยิ่งเล่าให้เข้าใจได้ง่ายด้วยการเปรียบเทียบยิ่งดีใหญ่ ผมชอบประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนใช้ในบทนี้คือ

“คำโกหกที่ถูกพูดขึ้นมาแค่ไม่กี่ครั้งยังไงก็เป็นเรื่องโกหก แต่ถ้าคำโกหกที่ถูกพูดขึ้นมาซ้ำๆเป็นล้านครั้งคำๆนั้นจะกลายเป็นความจริง”

และมนุษย์ก็จะเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกใช้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะแวดวงศาสนา เช่น คำสอนที่ว่าอดัมกับอีฟเป็นมนุษย์คู่แรกที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และอีฟถูกงูในสวรรค์หลอกให้กินผลไม้ในสวนสวรรค์ทำให้มีความรู้สึกผิดต่อสวรรค์จนต้องมาอาศัยอยู่บนโลก ซึ่งปัจจุบันฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้เลยตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ผู้นับถือศาสนาก็เชื่ออย่างไร้ข้อกังขาจนกลายเป็นความศรัทธา นี่เป็นตัวอย่างแบบสุดโต่งเพื่ออธิบายเรื่องความจริงที่ถูกบิดเบือน (Post-Truth) เชื่อหรือไม่ว่าในโลกปัจจุบันมีการปั่นข่าวปลอมในสื่อต่างๆมากมาย จนกระทั่งผู้เสพสื่อมีความเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงโดยปราศจากข้อกังขา

ภาพยนต์ที่พยายามขยายภาพการบิดเบือนแบบสุดโต่งที่สนุกและเข้าใจง่ายคือเรื่อง Truman Show แต่เป็นการสร้างเรื่องโกหก สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เป้าหมายเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่ในหนังเรื่องนี้คือทั้งโลกจงจังจะหลอกตัวเอกเพียงคนเดียว จนเขาเชื่อว่าทุก ๆ สิ่งที่เขาเห็นเป็นเรื่องจริงมาตั้งแต่เกิด จนค้นพบความจริงในที่สุด

ข้อคิดที่ได้จากบทที่ 17 เพราะโลกมันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ภาคความจริงในศตวรรษที่ 21 นั้นผู้เขียนต้องการอธิบายให้เห็นถึงองค์ประกอบต่างๆที่นำมาใช้ในการบิดเบือนความจริง ซึ่งเริ่มตั้งแต่การที่คนเราไม่ได้รู้ไปซะทุกเรื่อง จึงต้องหาคนที่ดูเหมือนว่ารู้จริงมาเป็นตัวแทนในการตัดสินใจของเราแทนในพื้นที่ๆเราไม่มีความถนัด และหล่อหลอมว่ามันเป็นการตัดสินใจของเรา ซึ่งมักจะใช้เป็นตัวตัดสินว่าอะไรถูกหรืออะไรผิดแบบขาวกับดำ ซึ่งโลกปัจจุบันมันมีความซับซ้อนไปกว่าแต่ก่อนเยอะมาก และมีพื้นที่สีเทาเต็มไปหมด เนื่องจากพื้นที่สีเทาเป็นอะไรที่ไม่มีกฎเกณฑ์มาลองรับ และเข้าใจยาก มนุษย์เลยชอบที่จะได้รับคำอธิบายเชิงเปรียบเทียบแทน ถ้าคนที่มีอิทธิพลในโลกของสื่อต้องการใช้ประโยชน์จากกลไกการบิดเบือนนี้ ก็เพียงแค่สร้างเรื่องราวขึ้นมาและเผยแพร่ซ้ำๆไปเรื่อยๆ มันก็จะกลายเป็นความจริงตามที่ต้องการได้ ฉะนั้นเราคงต้องฟังและคิดให้มากๆก่อนที่จะเชื่อสิ่งใดๆ ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราคิดจะถูกต้องแต่ถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศเชื่อตามกันในสิ่งที่ผิด เราจะวางตัวอย่างไร? ในเมื่อโลกแห่งความเป็นจริงในอนาคตอันใกล้ จะเต็มไปด้วยเรื่องที่แต่งขึ้นที่ทำให้คนเชื่อ เพราะเชื่อแล้วดูสบายใจกว่าความเป็นจริงที่โหดร้าย

บทที่ 18 นิยายวิทยาศาสตร์กับความจริง

อย่างที่เกริ่นมาในบทก่อนหน้า มนุษย์ชอบการเล่าเรื่องและเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เราจะเห็นได้ว่าแนวความคิดต่างๆถูกเล่าผ่านภาพยนตร์ และประสบความสำเร็จมากในการที่จะทำให้ผู้คนจดจำ บทนี้มีการยกตัวอย่างภาพยนต์อิงนิยายวิทยาศาสตร์อยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Matrix, The True Man show, Ex-Machima, Inside Out ฯลฯ ผู้คนสามารถจดจำพล๊อทเรื่องได้ดี และได้แนวความคิดหลักจากหนังเรื่องนั้นไป แต่อย่าลืมว่า หนังนั้นมีความดรามาเหนือจริง และมักจะมองโลกในแง่เดียวเพื่อให้เข้าใจง่าย และหนังบางเรื่องก็ไม่ได้นำเสนอความจริง แต่ผู้คนจดจำแนวความคิดของผู้กำกับไปแล้วแทนที่จะเข้าใจความเป็นจริงของวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง จากนักวิทยาศาสตร์จริงๆ

แต่ข้อดีของจินตนาการจากนิยายวิทยาศาสตร์ก็คือ มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ทำให้มันเป็นจริงขึ้นในอนาคต และเข้าใจถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะมีเหตุการณ์ในนิยายวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นจริงในอนาคต ถึงแม้จินตนาการเหล่านั้นจะไม่ได้แม่นยำมาก แต่มันมีความหมายอย่างยิ่งในการตั้งเป้าหมาย ประดิษฐ์คิดค้น หรือหลีกเลี่ยงด้านมืดของเทคโนโลยีที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ผมนึกถึงเรื่อง Ex Machina ที่เกี่ยวกับ AI trainer ที่เก่งกาจถูกรับเชิญให้ไปทดสอบความสามารถของ Humanod รุ่นใหม่ที่มีสติปัญญาและอารมณ์เหมือนมนุษย์ เรื่องราวสะท้อนให้เห็นถึง ความท้าทายของปัญญาประดิษฐ์ จริยธรรมทางเทคโนโลยี และผลกระทบต่อนวัตกรรมที่เกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้ เมื่อหุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นมามีจิตสำนึกแบบมนุษย์ และมีสัญชาตญาณที่อยากมีชีวิตรอด

ข้อคิดที่ได้จากบทที่ 18 ภาพยนต์มีผลกับผู้คนในยุคนี้เป็นอย่างมาก ยิ่งช่วงโควิทระบาดและทุกคนทั้งโลกต้องอยู่กับบ้าน ผมเชื่อว่าผู้คนจะหันมาดูซีรี่ส์และหนังมากขึ้น เพราะเป็นความบันเทิงที่ไม่ต้องออกจากบ้าน สิ่งที่ถูกซึมซับเข้าไปคือแนวคิดและความเชื่อของผู้กำกับที่ต้องการถ่ายทอดออกมา กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทำจินตนาการเหล่านั้นให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา หนังเรื่อง Ex Machina นี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่การสร้าง Humanoid ยังไม่เกิดขึ้นบนโลกเลย แต่ปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศให้ความสำคัญกับการสร้างหุ่น Humanoid มาช่วยงานมนุษย์กันแล้ว ถึงแม้จะยังห่างไกลจากการที่หุ่นมีจิตสำนึกเหมือนมนุษย์ในหนังก็ตาม แต่มันคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง หุ่นยนต์เป็นแค่ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่ทำให้เกิดขึ้นจริงได้จากนิยายวิทยาศาสตร์ มีอีกหลายจินตนาการความคิดที่นิยายวิทยาศาสตร์ทำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา เช่น เรือดำน้ำที่พัฒนามาจากนิยายวิทยาศาสตร์ในอดีตที่พูดถึงก่อนจะมีเรือดำน้ำจริง ๆ เกิดขึ้นบนโลก

ภาคที่ 5 การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

บทที่ 19 การศึกษาชนะทุกสิ่ง

โลกปัจจุบันหมุนเร็วเกินไป ไม่มีใครปรับตัวได้ทัน และไม่มีใครสามารถทำนายได้ว่าอนาคตที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่างยกเว้นการเปลี่ยนแปลงถือเป็นสิ่งที่แน่นอนเสมอ ผู้เขียนมีความเชื่อว่าการศึกษาที่เป็นแนว specialist จะล้าสมัยไปในเวลาอันสั้น ไม่ควรให้เด็กยุคใหม่ให้ความสำคัญมากกับพวก programming หรือทักษะเฉพาะด้าน แต่ควรจะเน้นไปในแนวความคิดสร้างสรร ทักษะการร่วมมือกันทำงาน และการสื่อสารเป็นหลัก พยายามรู้จักตัวเองและรู้เท่าทันตัวเองให้มากที่สุด ไม่ต้องเชื่อผู้ใหญ่มากเพราะความรู้ที่ผู้ใหญ่เรียนรู้มามันล้าสมัยไปหมดแล้ว เพราะทักษะเฉพาะทางจะเปลี่ยนไปเร็วมาก ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาถึงจะเอาตัวรอดได้

แนวคิดบทนี้เหมาะกับภาพยนตร์เรื่อง Dead Poets Society ที่อาจารย์สอนให้รู้จักคิด และหัดตั้งคำถามในการใช้ชีวิต ถ้าเราออกนอกกรอบจากการศึกษาแบบท่องจำได้ ไม่ว่าอุปสรรคจะใหญ่แค่ไหนเราก็จะหาทางเอาชนะและผ่านมันไปได้

แนวคิดใน Dead Poets Societyแนวคิดในบทที่ 19 “Education”
การศึกษาควรปลุกความคิด ไม่ใช่กดหัวHarari บอกว่าเราต้องสอนเด็กให้ “คิดเป็น”
ครูที่ดีไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่สร้างแรงบันดาลใจระบบการศึกษาควรสร้างความอยากเรียนรู้
เด็กควรกล้าตั้งคำถามกับกรอบเก่าๆโลกอนาคตต้องการคนที่ยืดหยุ่น ปรับตัว
“Carpe diem” — จงใช้ชีวิตอย่างมีความหมายการศึกษาที่ดี = การรู้จักตนเอง
ข้อคิดที่ได้จากบทที่ 19 ผมเชื่อเหมือนกันว่าทักษะความรู้เปลี่ยนไปเร็วมาก ผมเองก็ทำงานอยู่วงการไอทีมามากกว่า 20 ปียังรู้สึกเลยว่าโลกเทคโนโลยีหมุนเร็วมากๆ 2 ปีก่อนหน้านี้ยังพึ่งเริ่มสอนพนักงานในการใช้มือถือและอุปกรณ์พกพาในการทำงานอยู่เลย ปีที่ผ่านมากลายมาเป็นการสอนให้พนักงานรู้จักกับ Cloud & Collaboration tools แทน ส่วนทักษะการใช้อุปกรณ์พกพากลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว แต่ผมยังเชื่อว่าเด็กยุคใหม่ยังคงต้องเรียนรู้ทักษะแบบ specialist เพราะถึงแม้จะมี AI แต่ยุคนี้เรายังคงต้องช่วย AI ในการเรียนรู้และพยายามทำให้ AI แตกแขนงไปในทุกๆสายอาชีพ น่าจะใช้เวลาอีกหลายปีกว่า AI จะสามารถไปถึงจุดที่เป็น self-learning & self-coding ได้ อย่างน้องต้องมีทักษะแบบ specialist ในการวิเคราะห์ big data result ที่เป็นผลลัพธ์มาจาก AI เพื่อการตัดสินใจไปสักพัก หรือแม้กระทั่งการใช้ผลลัพธ์ของ AI แข่งกันเพื่อสร้างความมั่งคั่งน่าจะยังจำเป็นอยู่ในยุคถัดไป

บทที่ 20 ความหมายของชีวิตจะเปลี่ยนไป

ที่ผ่านมามนุษย์เราถูกตีกรอบทางความคิดเกี่ยวกับความหมายของชีวิตผ่านทางเรื่องเล่า ซึ่งเรื่องเล่าได้ถูกนำมาใช้ในการสร้างชาติ ความเชื่อทางศาสนา และกลุ่มชุมชนต่างๆ เรื่องเล่าเป็นแกนหลักในการสร้างความเชื่อ และศรัทธา ที่ทำให้ผู้คนมีความหมายในการดำรงชีวิตอยู่ ไปจนถึงการตายเพื่อความเชื่อเหล่านั้นได้ ถ้าเรามาวิเคราห์ดูการสร้างความเชื่อเหล่านั้นมาจากองค์ประกอบหลัก 2 เรื่องด้วยกัน คือ บทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนที่จะต้องทำ และ จุดมุ่งหมายระยะยาวที่มีเป้าหมายยาวไกลกว่าหนึ่งชั่วอายุคน แค่นี้ก็สามารถสร้างความเชื่อได้แล้ว ยิ่งถ้ามีพิธีกรรมเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ยิ่งทำให้ขลังและสามารถก้าวไปจนถึงการสร้างความศรัทธาจนถึงขั้นยอมสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์นั้นได้ ถ้ามองลงไปดีๆ องค์ประกอบหลักไม่จำเป็นต้องมีความจริงอยู่ และผู้คนก็ไม่แคร์หรือฉุกคิดด้วย ที่เราได้ยินกันบ่อยๆคือ เราต้องยอมตายเพื่อชาติได้ ถ้ามีใครมาย่ำยีชาติของเรา หรือสงครามศาสนาในอดีต แต่เมื่อวิทยาศาสตร์เข้าใกล้ผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ สอนให้ใช้เหตุผลและตั้งคำถาม มันก็เริ่มทำลายความเชื่อต่างๆลงไปเรื่อยๆ เรื่องเล่าในอดีตเกี่ยวกับความหมายของชีวิตว่าเราเกิดมาทำไม ต้องทำความดีเพื่อไปสวรรค์ จนถึงต้องฆ่าคนของศาสนาอื่นเพื่อที่จะได้ไปสวรรค์ จะถูกตั้งคำถามมากขึ้นจนถึงจุดที่ความหมายของการมีชีวิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผู้เขียนต้องการให้คนอ่านรู้จักตั้งของสังเกต และรู้เท่าทันเรื่องราวต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นในอดีต การใช้อุปมาอุปมัยเพื่อให้ผู้คนรู้สึกว่า ชาติหรือศาสนาได้รับความทรมานจากการถูกย่ำยี เราจะปล่อยให้คนเชื้อชาติอื่นมาทำลายชาติหรือศาสนาไม่ได้ แต่ถ้าเราสังเกตุสักนิด ก็จะพบว่าชาติหรือศาสนา เป็นเพียงสัญญลักษณ์ ที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ได้มีเลือดเนื้อ หรือ จิตวิญญาณเหมือนมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความรู้สึกที่จะทรมานหรือได้รับความเจ็บปวดได้ แต่สิ่งที่ทรมานและได้รับความเจ็บปวดที่แท้จริง คือ มนุษย์ต่างหาก แล้วเรารู้สึกทรมานและเจ็บปวดแทนสัญญลักษณ์เหล่านั้นได้อย่างไรกัน? ทำไมเราถึงรู้สึกเช่นนั้น?

ถ้าเช่นนั้น เรามาลองลบกระดานความเชื่อที่ถูกสั่งสอนมาผ่านทางภาพยนตร์เรื่อง Life of Pi กัน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเรือล่ม ต้องร่องลอยไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ทิศทางกับเสือที่หมายจะเอาชีวิตคุณเป็นอาหารประทังชีวิตให้รอดไปอีกวัน ในสถานะการณ์นั้นเรายังคิดถึงชาติหรือศาสนาอยู่หรือไม่ หรือเราจะพยายามขบคิดหาความหมายของชีวิตเราขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะอยู่รอดต่อไป

แนวคิดใน Life of Piแนวคิดในบทที่ 20 “Meaning”
เรื่องจริงอาจโหดร้าย แต่เรื่องเล่าให้ คิดถึง “ความหมายของชีวิต”Harari: มนุษย์ใช้ “เรื่องแต่ง” เพื่อเยียวยาจิตใจ
ความศรัทธาช่วยให้ Pi มีพลังในการอยู่รอดความเชื่อไม่จำเป็นต้องจริง แต่สามารถ “ให้ความหมาย”
คนเลือกเชื่อเวอร์ชันที่ “งดงามกว่า”Harari: ความหมายที่คุณเลือกสร้าง มีค่ามากกว่าข้อเท็จจริง
เส้นแบ่งระหว่างศาสนา ความจริง และเรื่องเล่าไม่ชัดเจนHarariบอกว่า ทั้งหมดคือ “เรื่องแต่งที่เราเลือกที่จะเชื่อ”
ข้อคิดที่ได้จากบทที่ 20 ถือว่าเป็นการขมวดปมทั้งหมดของทุกบทได้ดีทีเดียว ว่าโลกของเราถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องราว และมนุษย์เองก็ชอบเรื่องราวเพื่อทำให้ตัวเองเข้าใจสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น เรื่องราวมากมายถูกนำมาใช้ในทุกชนชั้น เพื่อการพัฒนา สร้างความขัดแย้ง และผลประโยชน์ตน ในอดีตเรื่องราวต่างๆพิสูจน์ความจริงได้ลำบากและไม่ได้เปิดสิทธิให้คิดต่างเหมือนในปัจจุบัน แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวมาถึงจุดที่สามารถตีแผ่ความจริงได้ง่ายและรวดเร็ว เรื่องราวต่างๆก็ไม่อาจจะถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดได้อีกต่อไป และจากนี้เราจะเชื่ออะไรดีในการดำเนินชีวิตเราต่อไป แน่นอนเราต้องรู้จักตั้งคำถามและสังเกตมากขึ้นเพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมีทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จนกระทั่งสามารถแฮกค์เข้าไปในจิตใจของเราได้โดยง่าย ที่ผ่านมาเรื่องราวช่วยสร้างโลกและอารยธรรม จากนี้ไปเราจะยอมให้เรื่องราวกำหนดความหมายของชีวิตเราต่อไปหรือไม่ หรือเรื่องราวใหม่ที่อิงกับกระแสโลกที่จะเข้ามากำหนดชีวิตของทุกคนบนโลกจากนี้ไป คืออะไร? คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างไหมว่าความเชื่อของคุณในตอนนี้คืออะไร และคุณเป็นคนที่ค้นหาเพื่อสร้างความหมายของชีวิตให้ตัวคุณเองหรือไม่?

บทเรียนที่ 21 เข้าใจตนเองผ่านทางวิปัสสนา

โลกของเราถูกสำรวจไปไกลมากๆตั้งแต่สิ่งรอบๆตัวเรา ไปไกลจนถึงอวกาศ แต่การสำรวจสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจคนนั้นชั่งน้อยนิด ถึงแม้จะมีการใช้เทคโนโลยีทำการศึกษาคลื่นสมอง แต่มันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกในการทำความเข้าใจจิตใจของมนุษย์ วิธีที่ผู้เขียนรู้จักในการสำรวจจิตใจมนุษย์ คือการทำวิปัสสนา การรู้สึกถึงตัวตนผ่านการสังเกตลมหายใจเข้าออก การทำความเข้าใจว่าร่างกายและจิตใจทำปฎิกริยาตอบสนองต่ออารมณ์ต่างๆอย่างไร รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เราโกรธ และเมื่อเราโกรธร่างกายทำปฎิกริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นอย่างไร สิ่งนี้จะทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆรอบๆตัวเราได้ชัดเจนขึ้น เช่นอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เรารักชาติและศาสนา และร่างกายของเราจะมีปฏิกริยาเช่นไรเมื่อมีคนมาย่ำยีชาติ และเราอาจเข้าใจไปจนถึงว่าอะไรทำให้เรารู้สึกเช่นนั้นกับชาติของเรา ซึ่งเมื่อเพ่งพินิจไปเรื่อยๆ เราก็จะเข้าใจแก่นแท้ของร่ายกายเรากับปฎิกริยาตอบสนองต่อทุกๆสิ่งรอบตัว ผู้เขียนไม่ได้ต้องการให้วิทยาศาสตร์หยุดศึกษาเรื่องสมอง ในการเข้าใจคลื่นสมองและปฏิกริยาเคมีที่ร่างกายสร้างขึ้นในการตอบสนองสิ่งเร้ารอบตัว แต่ผู้เขียนต้องการตั้งข้อสังเกตว่า การศึกษาสมองในทางวิทยาศาสตร์ และการนั่งวิปัสสนาเพื่อเข้าใจจิตใจของตัวเอง อาจเป็นเหมือนการขุดอุโมงค์ทะลุภูเขาจากทั้งสองด้าน คือต้องช่วยกันขุดเพื่อที่จะให้บรรลุผลได้เร็วขึ้น แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า เมื่อขุดแล้วอาจจะไม่ได้มาเจอกันเป็นอุโมงค์เดียว แต่กลายเป็นอุโมงค์ 2 เส้น เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน หรือถ้ามองในแง่ดีก็อาจจะได้อุโมงค์เส้นเดียวตามที่หวังไว้ และศาสตร์ทั้งสองก็จะมาบรรจบกันเป็นศาสตร์ที่สมบูรณ์

ข้อคิดที่ได้จากบทเรียนที่ 21 การเข้าใจตนเองเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการเข้าใจสรรพสิ่ง และการตัดสินใจของผู้คน เป็นเหมือนการรู้เท่าทันตัวเอง ก่อนที่จะตกเป็นเครื่องมือของคนอื่น ถ้าคนทุกคนบนโลกรู้เท่าทันตัวเอง มนุษย์จะมีจิตใจที่สูงส่งขึ้นมากเลยทีเดียว และจะแก้ปัญหาความรัก โลภ โกรธ หลงได้ แต่ไม่แน่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ เพราะวิวัฒนาการของมนุษย์ ถูกขับเคลื่อนมาจากกิเลสเกือบทั้งสิ้น ถ้าทุกคนบนโลกรู้เท่าทันตัวเอง น่าจะเปรียบเหมือนทุกคนพยายามปฏิบัติตัวเหมือนพระ ที่มีเป้าหมายเพื่อละกิเลส โลกคงขาดสีสรร ความสนุก และวิวัฒนาการเหมือนอย่างที่เป็น ผมยังคงชอบโลกอย่างปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ความฝัน ถึงแม้มันจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงก็ตาม
This image has an empty alt attribute; its file name is image.png

Leave a comment