มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากนอนกรน ทำไงดี?

คุณเคยสะดุ้งตื่นตอนกลางดึกเพราะหายใจไม่ออกบ้างไหม?

Photo by Karolina Grabowska on Pexels.com

ปรกติผมเป็นคนนอนกรนอยู่แล้ว เพราะภรรยาบอก (ไม่ได้ยินเองนะ หลับอยู่) บางครั้งก็อัดเสียงมาให้ฟังด้วยตอนตื่นนอน แรกๆผมก็นึกว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักจะนอนกรนอยู่แล้ว และนอนตะแครงก็น่าจะช่วยให้กรนน้อยลงได้ อาจจะเป็นเพราะผมน้ำหนักเยอะเกิน เห็นคนเค้าพูดกันว่าถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้วน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ ก็จะทำให้หายกรนได้ พักหลังๆมานี่ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนดึกพร้อมทั้งหายใจเฮือกใหญ่ เฉลี่ยเดือนละครั้งเลย รู้สึกได้เลยว่าหายใจไม่ออกตอนนอนหลับ คิดดูอีกทีถ้าร่ายกายไม่ต่อต้านเพื่อตื่นขึ้นมาหายใจ อาจจะหลับตายไปเลยเพราะขาดออกซิเจนก็ได้ ครั้งล่าสุดที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาหายใจ ทำเอาคุณภรรยาตื่นขึ้นมาด้วยและตกใจใหญ่เลย ภรรยาผมเลยแนะนำว่าควรจะไปลองทำ Sleep Test ดู ไม่อยากให้ตายก่อนวัยอันควร ยังมีลูกเมียต้องเลี้ยงดู ฮ่าๆๆๆ

คืนวันที่สะดุ้งตื่นครั้งล่าสุดนั้น ทำให้ผมรู้สึกกลัวตายขึ้นมาทันที เพราะมันรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ผมเลยพยายามหาว่ามีที่ไหนรับทำ sleep test บ้าง โรงพยาบาลแถวบ้านก็บอกว่าช่วงนี้งดรับทำ sleep test เนื่องจากโควิตกำลังระบาด ผมมาเจอคลีนิคที่ให้บริการทำ sleep test ที่บ้านเลยตัดสินใจติดต่อไปและสอบถามรายละเอียด แต่ก็ยังกังวลเรื่องการติดเชื้อโควิดจากช่างเทคนิคที่มาติดตั้งอุปกรณ์ ทางคลีนิคก็ยืนยันถึงความปลอดภัยเพราะช่างเทคนิคจะใส่ชุด PPE แบบเต็มตัวมาติดตั้งที่บ้าน ผมก็เลยตัดสินใจใช้บริการของคลีนิค PHC และนัดวันที่จะมาทดสอบการนอนในอาทิตย์นั้นเลย ทางคลีนิคแนะนำให้ทำการทดสอบแบบละเอียดที่มีการวัดคลื่นไฟฟ้าไปด้วย ราคาประมาณ 9,900 บาท

ช่างเทคนิคโทรมานัดเวลาในการติดตั้ง เพราะต้องใกล้เคียงกับเวลานอนปรกติของเรา ผมนัดช่างมาติดตั้งอุปกรณ์ที่บ้านประมาณ 20:30 เพราะผมเข้านอนประมาณ 21:30 ช่างมาถึงบ้านประมาณ 2 ทุ่มนิดๆ ผมจึงให้เริ่มทำการติดตั้งอุปกรณ์เลย สายไฟระโยงระยางไปหมด แต่ช่างก็เก็บสายได้อย่างเป็นระเบียบ ไม่รู้สึกเกะกะเวลาเดินไปไหนมาไหนเลย การติดตั้งเครื่องวัดและเซนเซอร์ตามร่างกายก็ไม่รู้สึกรำคาญเท่าไหร่ ใช้เวลาในการติดตั้งประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง หันไปดูช่างเห็นเหงื่อไหลแฉะภายใต้ชุด PPE เต็มไปหมด ช่างตรวจสอบระบบครั้งสุดท้ายก่อนจะของลากลับบ้านและนัดหมายเวลาที่จะเข้ามาถอดเก็บอุปกรณ์ในตอนเช้าวันถัดไป เอาหละเมื่อช่างกลับไปแล้วก็ถึงเวลาเข้านอนของผมพอดี

แน่นอนครับ พอมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ตามร่างกาย การนอนหลับก็ไม่ได้หลับสนิทเหมือนกับปรกติ ในใจคิดว่า นี่ขนาดนอนที่บ้านยังหลับๆตื่นๆเลย ถ้าไปทำการทดสอบที่โรงพยาบาล คุณภาพการนอนต้องแย่กว่านี้แน่ๆเลย สาเหตุหลักๆที่หลับๆตื่นๆถี่กว่าปรกติ เป็นเพราะเครื่อง sleep test นี่แหละ ถึงแม้จะมีน้ำหนักเบา แต่ติดตั้งห้อยเอาไว้กับเข็มขัดแถวๆกระบังลม พอนอนท่าใดท่าหนึ่งนานๆมันก็จะมีน้ำหนักกดลงมา ต้องเปลี่ยนท่านอน แต่พลิกตัวไปพลิกตัวมา รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้วได้เวลาแกะอุปกรณ์ออก โดยช่างคนเดิมมาแกะอุปกรณ์ภายใต้ชุด PPE ของเขา และตรวจสอบข้อมูลก่อนเดินทางไปสรุปผลที่คลีนิค ซึ่งใช้เวลาสัก 2 ชั่วโมงในการอ่านผล ผมเลยนัดฟังผลกับแพทย์ในช่วงบ่ายวันนั้นเลย

คุณหมอ วิชญ์ บรรญหิรัญ เป็นคนอ่านผลให้ฟัง ผมเป็นคนที่มีภาวะหยุดหายใจรุนแรงระดับกลาง ต้องทำการรักษา เนื่องจากไม่ค่อยมีความรู้เท่าไหร่ เลยฟังๆไปก่อนแล้วเดี๋ยวขอผลการตรวจมาศึกษาต่อเองทีหลังดีกว่า ตอนนี้ควรใช้เวลาคุยกับคุณหมอถึงแนวทางการรักษาก่อนดีกว่า คุณหมอสรุปว่า ภาวะหยุดหายใจของผมเกิดจากโครงสร้างในช่องปากที่ผิดปรกติ เป็นลักษณะ overjet & overbite คือขากรรไกรบนยื่นมาข้างหน้ามากกว่าขากรรไกรล่างและฟันเหยินอีกด้วย ทำให้ขากรรไกรล่างเหมือนจะล่นไปข้างหลัง ทำให้ไปปิดทางเดินหายใจหรือทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ซึ่งมีวิธีรักษาอยู่ 3 แบบคือ

  • ผ่าตัดดึงขากรรไกรล่างให้ยื่นออกมาสบกับขากรรไกรบน วิธีนี้ค่าใช้จ่ายสูงและเจ็บตัวด้วย อาจจะดูเกินเหตุไปหน่อยสำหรับผู้ที่มีภาวะรุนแรงระดับปานกลาง
  • ใช้เครื่องช่วยหายใจ (PAP) สามารถยืมไปทดลองใช้ฟรีก่อนได้หนึ่งอาทิตย์ แต่ต้องใส่นอนทุกวัน พอผมนึกถึงเหตุการณ์ตอนนอน sleep test แล้ว มันคงเป็นการนอนที่ไม่มีความสุขเท่าไหร่ถ้าต้องใส่อย่างนี้ทุกวัน ซึ่งผมเป็นคนที่นอนหลับง่ายและนอนเต็มอิ่มทุกวัน ไม่อยากให้อุปกรณ์นี้มาลดระดับความสุขในการนอนของผม
  • วิธีสุดท้ายที่หมอแนะนำที่จะช่วยแก้ปัญหาของผมได้ตรงจุดคือการใส่ mouthpiece คล้ายๆครอบฟันเวลาใช้ดัดฟันแต่เป็นครอบฟันที่ใช้ในการดึงขากรรไกรล่างให้ยื่นออกมา เพื่อเปิดทางเดินหายใจ แต่ต้องใส่ประจำเหมือนกัน

ผมไม่ลังเลเลย ตอบหมอไปว่าผมขอเลือก mouthpiece เพราะผมคิดว่ามันเหมาะกับผมที่สุดแล้ว หมอถามซ้ำว่าไม่ลองเอาเครื่องช่วยหายใจไปลองใช้ดูก่อนหรือ ผมตอบด้วยความมั่นใจว่า “ไม่” และขอไปพบฑันตแพทย์ที่จะทำ mouthpiece สำหรับผมทันที

ฑันตแพทย์ก็งงนิดๆว่าทำไมไม่ลองเครื่องช่วยหายใจก่อน พร้อมทั้งอธิบายเกี่ยวกับตัวอุปกรณ์ การทำงานของมัน ก่อนที่จะเริ่มพิมพ์ฟันเพื่อเอาไปทำบล๊อคของ mouthpiece ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็เสร็จ ผมเลือกของโรงพยาบาลรามา ซึ่งถูกกว่าของต่างประเทศเกือบเท่าหนึ่ง ราคา 19,000 บาท ราคาถูกกว่าเครื่อง PAP ดีๆอีกด้วย ทางคลีนิคก็นัดไปลองใส่ mouthpiece ดูพร้อมทั้งกรอและปรับแต่งครอบฟันให้ใส่ง่ายและสบายขึ้น ไม่แน่นจนเกินไป กลับมาคืนนั้นผมก็เริ่มใส่เลย รู้สึกมันยังแน่นบริเวณฟันหน้าทั้งข้างบนและล่างอยู่แต่พอใส่ได้ การถอดออกในวันแรกๆก็ยากหน่อยแต่ดีขึ้นตามลำดับ

วันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมา ภรรยาบอกว่าไม่ได้ยินเสียงกรนเลย ตัวผมเองก็นอนหลับสบายใช้เวลาปรับตัวไม่นาน แต่พอใส่ไป 2 วันติดต่อกัน ฟันหน้าทั้งข้างบนและล่างก็เริ่มระบม ต้องหยุดพักใส่วันหนึ่งซึ่งหมอก็บอกก่อนหน้านี้แล้วว่าต้องค่อยๆปรับให้เข้ากับอุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกวันหรือไม่ต้องใส่ถึงเช้าก็ได้ แต่วันที่ไม่ได้ใส่ภรรยาก็จะบอกว่าได้ยินเสียงกรนกลับมาตามปรกติ ตอนนี้ผมใส่มาอาทิตย์กว่าๆแล้ว หลังๆจะมีการระบมไปที่ขากรรไกรบ้างเพราะตัวครอบฟันต้องดึงขากรรไกรล่างไปสบกับขากรรไกรบนทั้งคืน ก็พักการใส่ทุกๆ 2 วันอยู่ แต่ค่อนข้างพอใจกับวิธีการนี้มากๆเลย

มาดูผล sleep test กันบ้างดีกว่า

จริงๆแล้วผมไม่ใช่คนอ้วน ค่า BMI อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ 23KG/m2 แสดงให้เห็นว่าภาวะหยุดหายใจหรือการนอนกรนไม่ได้เกิดกับคนอ้วนเท่านั้น

sleep efficiency อยู่ที 77% ซึ่งถือว่ายังดีอยู่ แต่ถ้าจะให้ดีต้องเกิน 80%, Total Sleep Time (TST) อยู่ที่ 383 นาที (ประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่ง) เป็นระยะหลับลึก Stage REM ประมาณ 18.3% (70 นาที) ซึ่งควรจะเป็น >20% แต่ก็ไม่ถือว่าแย่ ระหว่างนอนจะพลิกตะแครงซ้ายกับนอนหงายเท่าๆกัน ไม่ค่อยตะแครงขวา กรนไปทั้งหมด 267 ครั้ง และตรวจพบว่านอนกรนขณะนอนตะแครงด้วย

พบภาวะหยุดหายใจ (Apnea) 101 ครั้งตลอดการนอน คิดเป็นภาวะหยุดหายใจและเกือบหยุดหายใจ (AHI) ประมาณ 28 ครั้งใน 1 ชั่วโมง และอยู่ในภาวะหยุดหายใจหรือหายใจไม่พอจนร่างกายผวาตื่นขึ้น (RDI) ประมาณ 29 ครั้งใน 1 ชั่วโมง ซึ่งอยู่ในกลุ่มเรตติ้งของภาวะความรุนแรงแบบปานกลาง (Moderate OSA) ปริ่มๆไปเกือบรุนแรง (RDI >30)

ค่าเฉลี่ยออกซิเจนในเลือดขณะหลับอยู่ที่ 95% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

หลายๆคนอาจจะชะล่าใจเหมือนผมว่านอนกรนเป็นเรื่องปรกติ และมีคนอีกมากมายที่ประสบภาวะหยุดหายใจแบบผมโดยที่ไม่ได้เข้ารับการรักษา บางคนอาจคิดว่าเป็นอาการผีอำและดิ้นหลุดออกจากความฝันจนสามารถตื่นได้ หายใจแฮกๆกันเลยหลังฝันร้าย อีกทั้งยังไม่มีรายงานที่แน่ชัดจากคนที่ตายเฉียบพลันจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แต่จากข้อมูลสถิติในอเมริการสรุปว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นำมาซึ่งความเสี่ยงของโรคในหลอดเลือดมากมายมากกว่าคนปรกติ เช่น ภาวะสมองขาดเลือด, ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดและหัวใจ หรือ หัวใจเต้นผิดปรกติ ซึ่งสาเหตุหลักๆอาจมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆก็เป็นได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย หดหู่เนื่องจากนอนไม่พอ ไม่มีสมาธิและสัปงกง่าย ที่แย่ไปกว่านั้นอาจหลับในง่าย และนำมาซึ่งอุบัติเหตุก็ได้

Leave a comment