สรุปหนังสือ: Homo Deus เมื่อมนุษย์ฝันอยากเป็นเทพ และเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ที่เปลี่ยนไป

หนังสือเล่มนี้พาคุณมองไปในประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์ในแง่ความเชื่อและเป้าหมายของการมีชีวิตที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย ตัวหนังสือเริ่มจากบทนำและจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ค่อยๆวางแนวทางให้คุณเชื่อและเดินตามแนวคิดของผู้เขียน เพื่อที่จะสรุปว่าในอนาคตมนุษย์จะยังคงมีความเชื่อเรื่องศาสนาเหมือนเดิมหรือไม่? และเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์คืออะไร? หลังจากที่สามารถพิชิตความแล้งแค้นและความทุกข์ยากของมนุษย์ในอดีต

เปิดเล่มด้วยบทนำที่เล่าว่าทำไมมนุษย์ชาติต้องมีเป้าหมายชีวิตใหม่

ส่วนนี้เปิดเรื่องมาได้ดีมาก เหมือนกับที่โปรยไว้บนปกหลัง คือ ในอดีตนานมาแล้วมนุษย์ชาติต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากความทุกข์ยาก 3 ประการคือ สงคราม, ความอดอยาก และโรคระบาด แต่ในที่สุดด้วยการร่วมมือร่วมใจของมนุษย์ในการทำงานร่วมกัน และมีการส่งต่อความเชื่อรุ่นสู่รุ่นผ่านทางศาสนา และวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะเอาชนะความทุกข์ยากเหล่านี้ จากการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดเหมือนสัตว์ทั่วไป สู่ความคิดที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อมนุษย์สามารถเอาชนะความทุกข์ยากอันยาวนานได้สำเร็จ

  • หมดยุคของสงคราม มนุษย์ไม่ต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนกันอีกต่อไปเพราะต้นทุนในการทำสงครามไม่คุ้มกับทรัพยากรที่จะได้กลับคืนมาหลังชนะสงคราม เพราะมีทางเลือกที่ดีกว่าคือการทำงานและค้าขายร่วมกันกับประเทศต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทุกประเทศเป็นผู้ชนะร่วมกันได้ ถึงแม้ปัจจุบันยังมีสงครามจากความขัดแย้งอยู่บ้าง แต่อัตราการเสียชีวิตจากสงครามนั้นต่ำกว่าอัตราการฆ่าตัวตายในแต่ละประเทศเสียอีก จุดนี้หน้าสนใจมาก อาจเป็นเพราะเป้าหมายในการดำรงค์ชีวิตที่เปลี่ยนไปมีความซับซ้อนจนมนุษย์บางคนไม่สามารถเข้าถึงได้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร เลยเกิดการฆ่าตัวตายสูงในปัจจุบัน
  • โลกที่ไม่อดอยากอีกต่อไป ในอดีตเมื่อชุมชนแผ่ขยายขึ้นจากกลุ่มล่าสัตว์กลุ่มเล็กๆ ทำให้มนุษย์เริ่มรู้จักกับระบบกสิกรรม การปลูกพืชและเก็บอาหารเอาไว้เป็นเสบียงเพื่อให้มีอาหารกินกันตลอดปี สังคมชุมชนก็เริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆเพราะอาศัยความร่วมมือกันปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และหาอาหารที่จำเป็นเพื่อเอาชนะความอดอยาก แต่มนุษย์ในสมัยนั้นก็ยังไม่สามารถเอาชนะภัยธรรมชาติได้ ด้วยความเข้าใจว่าเป็นอำนาจของพระเจ้าที่ทำให้เกิดภัยพิบัติ มนุษย์ต้องบวงสรวงขอขมาในความผิดที่ทำต่อพระเจ้าที่ตนเองอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว เพื่อไม่ให้เกิดภัยพิบัติที่กระทบต่อแหล่งอาหารของมนุษย์อีก ความอดอยากจากการขาดแคลนอาหารเป็นสิ่งที่มนุษย์ชาติต้องการเอาชนะมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งเกิดการปฏิรูปกสิกรรม มนุษย์รู้จักวิธีการแปรรูปอาหาร การถนอมอาหารไว้กินได้นานขึ้นโดยไม่บูดเสีย และวิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการเข้าใจสารอาหารต่างๆที่ร่ายกายต้องการ ทำให้ปัจจุบันโลกเราปราศจากความอดอยากไปแล้ว อัตราการตายจากความอดอยากนั้นน้อยกว่าอัตราการตายจากโรคเบาหวานเนื่องจากกินมากเกินความจำเป็นของร่างกายเสียอีก ที่เป็นเช่นนี้เพราะมนุษย์เริ่มแสวงหาความสุขจากการกินไม่ใช่เพื่อประทังชีวิตอีกต่อไป
  • โรคระบาดสามารถอธิบายและควบคุมได้ ในอดีตโรคระบาดเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับมวลมนุษย์ เพราะมนุษย์สมัยนั้นยังไม่รู้จักเชื้อโรคเลย มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น และแน่นอนว่าโรคระบาดสร้างหายนะให้กับมนุษย์เป็นอย่างมาก ผู้คนในยุโรปสมัยยุคกลางล้มตายกันดังใบไม้ร่วง และคิดว่าเป็นความต้องการของเทพเจ้าแห่งความตาย ปัจจุบันมีเชื้อไวรัสที่ระบาดรุนแรงกว่า Black Death ที่คร่าชีวิตผู้คนในยุคกลาง แต่มนุษย์รู้จักวิธีป้องกันและรักษาทำให้อัตราการตายนั้นต่ำกว่าในอดีตมาก

แน่นอนเมื่ออุปสรรคของมนุษยชาติถูกเอาชนะไปจนหมดสิ้น ความเชื่อที่ถูกส่งต่อมารุ่นสู่รุ่นทั้ง 3 ประการจึงต้องนิยามขึ้นใหม่ เพื่อทำให้มนุษย์มีเป้าหมายในการดำรงค์ชีวิตต่อไป

  • เอาชนะความตายและความแก่ชรา วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมากจนมองความตายและความแก่ชราเป็นเพียงแค่ปัญหาทางเทคนิค ในระดับ DNA ซึ่งสามารถเอาชนะได้ด้วยการปรับแต่งพันธุกรรมเหมือนที่เราเอาชนะความทุกข์ยากในอดีต ใครอยากเป็นหนุ่มสาวตลอดกาล แข็งแรง ไม่ป่วยไม่ไข้บ้างยกมือขึ้น เรากำลังไปถึงจุดนั้นกันแล้ว
  • ความสุขสร้างได้ ต้องยอมรับว่าโลกทุกวันนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน และพัฒนาการเร็วกว่าโลกในอดีต ยิ่งพัฒนาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความคาดหวังในหน้าที่ของมนุษย์แต่ละคนมากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้นโดยแข่งกับเวลาที่มีจำกัด ทำให้มนุษย์มีความเครียดกับงานและไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต อัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้นมาก และเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องแก้ไข วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ค้นพบว่าร่างกายมนุษย์ตอบสนองว่าสุขหรือทุกข์นั้น มาจากปฏิกริยาทางเคมีในร่างกายที่ปล่อยฮอร์โมนชนิดต่างๆออกมา เรามาถึงยุคที่มนุษย์พยายามจัดระเบียบกลไกการสร้างปฏิกริยาเคมีของร่ายกาย เพื่อให้มนุษย์ทุกคนมีความสุขได้ตลอดเวลา ส่วนตัวผมคิดว่าวิธีการมันเริ่มคล้ายกับการเสพยาเสพติดแล้วนะ
  • อัพเกรดมนุษย์ให้กลายเป็นเทพ มนุษย์คิดว่าการพัฒนาเป็น super human ทำได้แล้วด้วยการรวมศาสตร์ 3 อย่างเข้าด้วยกัน คือ biological engineer, cyborg engineer และ engineering of non-organic being เริ่มจากการตัดแต่ง DNA เพื่อออกแบบร่ายกายให้เป็นไปในแบบที่ต้องการ เอาร่างกายหลอมรวมกับเครื่องกลเพื่อก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ และเปลี่ยนร่างอินทรีย์สารให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ต้องพึ่งอินทรีย์สารอีกต่อไป เช่นการใช้ชีวิตอมตะในโลกเสมือน (Metaverse) ในรูปแบบของ software ซึ่งไม่ใช้แค่การใส่แว่น VR เพื่อเข้าไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมเสมือน แต่เป็นการคงชีพอมตะโดยไม่ต้องพะวงเรื่องความเสื่อมถอยของร่างกายอีกต่อไปในโลกเสมือน รวมไปถึงการเปลี่ยนอะไหล่มนุษย์เป็น bionic เพื่อจะมีเวลาในการสำรวจจักรวาล เรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด สามารถเดินทางข้ามผ่านไปสู่อีกจักรวาลที่ห่างไปล้านๆปีแสง เหมือนการผจญภัยใน Star Trek อะไรที่เทพในนิยายปรัมปราทำได้ มนุษย์ก็สามารถจะทำได้ด้วยศาสตร์เหล่านี้ และนี่คือบทสรุปของทั้งเล่มว่าเป้าหมายใหม่ของมนุษย์ คือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไขปัญหาว่าจักรวาลเกิดมาเพื่ออะไร การทำในสิ่งที่พระเจ้าทำได้และการไปในโลกของพระเจ้า (ถ้าพระเจ้ามีจริง อาจจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าการเป็นพระเจ้ามีเหงาบ้างไหม เป้าหมายการดำรงค์อยู่ของพระเจ้าคืออะไร ทำไมพระเจ้าไม่ฆ่าตัวตาย หรือฆ่าตัวตายไปแล้ว, อันนี้คิดต่อยอดเองนะครับ)

เข้าสู่ส่วนที่หนึ่ง มนุษย์ครองโลกได้อย่างไร

เป็นการเล่าถึงประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่มีพัฒนาการที่โดดเด่นกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ มนุษย์มีความเชื่อว่าเป็นเพราะมนุษย์มีจิตวิญญาณ สติสำนึก และการสื่อสารกัน แต่จากการศึกษาสิ่งมีชีวิตอื่นๆก็ใช่ว่าพวกมันจะไม่มีจิตวิญญาณ สติสำนึก และการสื่อสาร ซึ่งสามารถพบได้ในสัตว์เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้วิวัฒนาการของมนุษย์ก้าวกระโดดน่าจะมากจากการจดบันทึกและส่งต่อความรู้ต่างหากที่ทำให้องค์ความรู้กระจายไปอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปทำตามและต่อยอดเพื่อเพิ่มความเจริญก้าวหน้าได้ สามารถทำงานร่วมกันและใช้กระบวนการที่ซับซ้อนมากขึ้น จนโลกทั้งใบตกอยู่ใต้การปกครองของมนุษย์โดยสมบูรณ์ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆคือมนุษย์มีจินตนาการ สามารถสร้างความเชื่อให้ทุกๆคนมีเป้าหมายร่วมกันและปฏิบัติตามสืบทอดแบบรุ่นสู่รุ่นได้ ซึ่งเป็นการปูเรื่องไปสู่ส่วนที่สอง

ส่วนที่สอง ความหมายของโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น

สัตว์ทุกชนิดในโลกอยู่กับความเป็นจริงสองประการคือ เข้าใจในกายภาพวัตถุที่มีอยู่รอบๆตัว เช่นก้อนหิน ต้นไม้ และประการที่สอง คือเข้าใจในความรู้สึกที่อยู่ข้างในจิตใจ เช่น ความกลัว ความเศร้า ความสุข แต่มนุษย์มีความแตกต่างจากความจริงประการที่สาม คือ ความเชื่อและจินตนาการ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มนุษย์ครองโลกได้ จินตนาการนี้เองที่สร้างความเชื่อและส่งต่อไปในชุมชนเพื่อสร้างเป้าหมายร่วมกัน เช่น ความเชื่อในศาสนา ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ฆ่าฟันกันเองจนสูญสิ้น เพราะทุกคนถูกปลูกฝังให้เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ความเชื่อที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากจิตนาการและความฝัน ทำความฝันเหล่านั้นให้เป็นจริง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งที่มนุษย์ใช้ในการสร้างความเชื่อที่มีมาตั้งแต่อดีตการคือการเล่าเรื่องราว (story telling) มนุษย์ชอบการฟังเรื่องเล่าและจะจับประเด็นหลักๆและนำไปใช้ ศาสตร์แห่งการเล่าเรื่องได้ถูกพัฒนามานานแสนนาน เช่นเรื่องราวของศาสนา เป็นการเล่าเรื่องให้ผู้คนติดตาม เชื่อและนำไปปฏิบัติ โดยประเด็นหลักๆคือ เป็นคนดี ช่วยเหลือผู้อื่น และปกป้องผู้อ่อนแอ เป็นการสร้างระเบียบสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่ก็มีคนบางคนที่สามารถมองเห็นถึงแก่นของการเล่าเรื่องและนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อประโยชน์ส่วนตนเหมือนกัน เช่นการขายตั๋วทองลัดคิวขึ้นสวรรค์ให้บรรดาเศรษฐีเพื่อที่จะได้ขึ้นสวรรค์ในอดีต เป็นต้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์มีองค์ความรู้มากขึ้นจากการเข้ามาของวิทยาศาสตร์ ความเชื่อก็เริ่มเปลี่ยนไป แต่การเล่าเรื่องก็ยังคงอยู่ โดยเป็นการส่งผ่านยุคของความเชื่อในศาสนา สู่ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ แต่ใช่ว่าศาสนาจะหายไปแต่เป็นการปรับแต่งความเชื่อไปตามยุคสมัยต่างหาก ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีความเชื่อทั้งสองอย่างในการขับเคลื่อนเป้าหมายของมนุษยชาติต่อไป อะไรก็ตามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ก็จะถูกเติมเต็มด้วยความเชื่อของศาสนาว่าเป็นประสงค์ของพระเจ้า บุญกรรมต่างๆ สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ก็จะเป็นความเชื่อในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ผมว่าเป็นคู่ของความเชื่อที่ลงตัวมากๆ ทำให้มนุษย์ไม่ติดหล่มกับความไม่รู้ที่ไปไม่ถึง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระเจ้า และเคลื่อนตัวตามฝันต่อไปในโลกของวิทยาศาสตร์ ความเชื่อในศาสนาก็เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ แต่การดำรงค์ชีวิตจะมีแค่การใช้ทรัพยากรของโลกเพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาไม่ได้ ทำให้เกิดกลไกการปกครองด้านมนุษย์ทำขึ้นเป็นลัทธิความเชื่อมากำกับมนุษย์แทน ผู้คนเริ่มนับถือศาสนาน้อยลงแต่มีความเชื่อในลัทธิในระดับประเทศมากขึ้น เช่นลัทธิเสรีนิยม และลัทธิสังคมนิยม เรียกลัทธิเหล่านี้ว่า มนุษยนิยม humanism โดยเอาความต้องการของมนุษย์เองเป็นที่ตั้ง มนุษย์ไม่ต้องการพระเจ้าในการกำหนดเป้าหมายของชีวิตอีกต่อไป แต่ต้องการกำหนดเป้าหมายชีวิตกันเองจากนี้ไป

ส่วนที่สาม มนุษย์อาจจะกำหนดเป้าหมายชีวิตตัวเองไม่ได้ในอนาคต

เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เราก็มาถึงจุดที่วิทยาศาสตร์เริ่มตีความว่าทุกๆชีวิตบนโลกมี algorithm ในการดำเนินชีวิต เพราะทุกชีวิตมีชุดของกลไกการดำรงค์ชีวิตบรรจุอยู่ใน DNA ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกจากปฏิกริยาทางเคมีของร่างกาย เริ่มมีการทดลองในหนูโดยการส่งคลื่นไฟฟ้าไปในชิปที่ติดตั้งไว้ในสมอง ซึ่งสามารถสั่งการให้หนูทำตามสิ่งที่มนุษย์ต้องการแลกกับการปล่องปฏิกริยาเคมีแห่งความสุขเข้าไป ทำให้หนูรู้สึกมีความสุขจากการกระทำนั้นๆโดยไม่รู้ตัวว่าถูกกระตุ้นโดยมนุษย์ เสมือนว่าเป็นการตัดสินใจกระทำของหนูเอง ถ้าอย่างนั้นการที่มนุษย์ตัดสินใจทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยตัวเอง ก็อาจจะไม่ได้เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเองก็เป็นได้ แต่เกิดจากชุดคำสั่ง algorithm ที่มีอยู่แล้วใน DNA จากการทดลองในหนูทำให้เรารู้ว่า เรามีความสามารถในการปรับแต่งกระบวนการตัดสินใจนี้ได้ สามารถทำให้การตัดสินใจต่างๆมีความเฉียบคมมากขึ้นได้ เพราะอย่าลืมว่า DNA ของมนุษย์มีวิวัฒนาการมายาวนาหลายหมื่นปี มีการจดจำสัญชาติญาณต่างๆเอาไว้เพื่อเอาชีวิตรอด ถึงแม้ความเสี่ยงที่จะถูกเสือจับกินจะไม่มีอยู่ในปัจจุบันแล้วก็ตาม เราก็ยังกลัวและวิ่งหนีอะไรที่เรากลัวอยู่ดี ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงทาง DNA ตามธรรมชาติที่ยาวนานมีข้อผิดพลาดและอัคติฝังอยู่เยอะ ซึ่งเป้าหมายสู่ super human ต้องการเอาชนะมันด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีเข้าช่วย

Artificial Intelligence (AI) ค่อยๆถูกพัฒนาเพื่อนำมาช่วยในการตัดสินใจของมนุษย์ให้เฉียบคม และจะตัดสินใจได้ดีกว่ามนุษย์ในที่สุด และเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคของการปรับแต่ง algorithm ของมนุษย์เพื่อที่จะกลายเป็น super human ถ้าเรามองดู algorithm ในมุมของ AI มันก็คือข้อมูลจำนวนมหาศาลนั่นเอง AI จะสามารถประมวลผลข้อมูลได้มากกว่าและเร็วกว่ามนุษย์ เป็นไปได้ที่มนุษย์ในอนาคตจะหล่อหลอมรวมกับ AI และ AI ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายของข้อมูลทั้งโลกจะรู้จักตัวเราได้ดีกว่าเราเสียอีก รู้ว่าจะทำอย่างไรให้มนุษย์มีความสุข เอาชนะความแก่ ความตาย และสามารถทำได้ทุกๆอย่างที่ต้องการ อย่างน้อยก็ในโลกเสมือนที่ AI สร้างขึ้นมาให้เรา (เหมือนเรื่อง The Matrix ยังไงชอบกล) เมื่อถึงยุคนั้นข้อมูลคือทุกๆอย่าง ศาสนาใหม่ที่จะยึดเหนี่ยวผู้คนให้มีเป้าหมายชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน อาจจะเป็น Data Religion

การที่มนุษยชาติมีการเปลี่ยนเป้าหมายการดำรงค์ชีวิต ไม่ได้หมายถึงทุกคนบนโลกจะเปลี่ยนเป้าหมายไปพร้อมๆกันนะครับ เพราะทุกคนมีพื้นฐานชีวิตและความพร้อมไม่เท่ากัน ผู้คนที่ยังไม่สามารถเอาชีวิตรอดจากความอดอยาก ความเจ็บป่วย ความแก่ชรา ก็ยังคงดิ้นรนต่อไปตราบใดที่คุณค่าของการมีชีวิตยังมีมากพอที่จะหวัง แต่กลุ่มคนที่สามารถก้าวข้ามความทุกข์ยากทั้ง 3 ประการไปแล้วจะถูกเรียกว่าเป็น super human จะก้าวเข้าสู่เป้าหมายใหม่ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าชนชั้นทั้ง 2 กลุ่มนี้ดำเนินชีวิตด้วยเป้าหมายที่ต่างกัน โดย super human จะไม่ต้องพึ่งพาชนชั้นล่างอีกต่อไป มันจะเกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นแบบสุดๆที่ผู้เขียนเรียกชนชั้นล่างว่าเป็นขยะมนุษย์

เล่มนี้ผมให้ 3/5 ผมชอบบทนำมาก มันเป็นบทสรุปเรื่องราวทั้งหมดของหนังสือได้ดี แต่ผมใช้เวลาในการอ่านส่วนที่หนึ่งยาวนานมาก เพราะมีการยกตัวอย่างในประวัติศาสตร์เยอะมาก โดยที่ขณะที่อ่านส่วนที่หนึ่ง ผมยังไม่สามารถจินตนาการได้ว่าผู้เขียนต้องการสื่อถึงอะไร ถึงแม้จะมีคำถามโปรยอยู่ในหน้าแรกก็ตาม อ่านจนจบส่วนที่หนึ่งถึงเข้าใจการส่งต่อมาส่วนที่สอง ซึ่งก็ประสบปัญหาเดียวกันในการอ่านส่วนที่สอง จนเข้าส่วนที่สามถึงได้ภาพรวมทั้งหมด

Leave a comment