NFT เริ่มเป็นที่รู้จักกันในคนหมู่มากเมื่อปี 2017 จากความสำเร็จของเกมส์ที่ชื่อว่า CryptoKitties เป็นเกมส์เพาะพันธุ์ตัวการ์ตูนแมวเหมียวสุดน่ารัก แมวแต่ละตัวจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป และเมื่อนำมาเพาะพันธุ์จะได้แมวรุ่นลูกที่มีการผสมผสานคุณลักษณะของพ่อและแม่แมว กลายเป็นคุณลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนตัวอื่นๆ ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้เป็นเสมือน DNA ของแมวแต่ละตัวเก็บอยู่ภายใต้มาตราฐาน ERC-721 บน Ethereum Blockchain ด้วยความที่แมวแต่ละตัวมีเอกลักษณ์ สีสรร รวมถึง ลักษณะพิเศษที่แตกต่างกัน และไม่สามารถทำซ้ำขึ้นมาได้ จึงทำให้เกิดการซื้อขายแมว CryptoKitties กันอย่างแพร่หลาย เป็นเสมือนเหรียญคริปโตที่มีชิ้นเดียวในโลก และได้มีการบัญญัติคำว่า Non-Fungible Token (NFT) ขึ้นมาหลังจากนั้น

ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของ CryptoKitties สามารถขายแมวได้ตัวละเป็น 100,000 USD เลยทีเดียว นั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่า NFT สามารถเก็บมูลค่าได้และมีความเชื่อถือของผู้เล่นในการซื้อขายได้เหมือนสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง ชื่อเสียงของบริษัทผู้สร้างสัญชาติแคนนาดา Dapper Labs ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก ทั้งในแง่ราคาของ NFT, กลุ่มผู้เล่นที่ขยายตัวขึ้นมาก และรวมถึงกระแสในเชิงลบด้วย เมื่อจำนวนผู้เล่นขยายตัวมากถึงระดับหนึ่ง ทำให้พบว่า Ethereum Blockchain นั้นไม่เหมาะสำหรับการนำมาใช้กับ NFT เพราะต้องใช้ transaction สูงซึ่งทำให้เกิดวิกฤตค่าแก๊สแพงขึ้นอย่างก้าวกระโดด อีกทั้งยังทำให้การคอนเฟิร์มธุรกรรมบน Ethereum Blockchain ช้าลงเป็นอย่างมากเพราะ 25% ของธุรกรรมทั้งหมดในเวลานั้นเป็นการคอนเฟิร์ม NFT ของ CryptoKitties แทบทั้งสิ้น ถึงแม้ Dapper Labs จะพยายามที่จะพัฒนาและแก้ปัญหาของโครงสร้างเกมส์ต่อมาเรื่อยๆ แต่กระแสของผู้ใช้งานก็แผ่วลงไปเรื่อยๆจนเกือบเรียกได้ว่าเป็นฝูงแมวที่น่ารักเหล่านี้ถูกลืมเลือนเอาไว้บน Ethereum Blockchain ก็ว่าได้ เหตุการณ์ครั้งนั้นสอนบทเรียนมีค่าให้กับ Dapper Labs ในหลายๆเรื่อง
- NFT เป็นกระแสที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นที่ยอมรับของกลุ่มผู้ใช้งานและเกิดขึ้นได้จริง เพียงแต่ต้องทำให้ใช้งานได้ง่าย และต้องทำให้ผู้ใช้งานอยากจะกลับมาใช้บ่อยๆ
- การจะทำให้ NFT ประสบความสำเร็จได้จะต้องมี Blockchain ใหม่ที่สามารถรองรับผู้ใช้ในระดับหลายล้านคนได้ และต้องสามารถคอนเฟิรม์ธุรกรรมได้รวดเร็ว
- ชุมชน NFT จะเกิดขึ้นได้ต้องมี EcoSystem ที่จะทำผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเจ้าของแบรนด์สินค้าและผู้ผลิตชิ้นงานได้ง่าย และมีความหลากหลาย ลำพังเพียงเกมส์เดียวบนแพลตฟอร์มไม่สามารถสร้างชุมชน NFT ที่แข็งแรงได้
- ปัญหาใหญ่ของวงการ NFT คือ ชิ้นงานที่เป็นรูปแบบของรูปภาพ และภาพเคลื่อนไหวเสียส่วนใหญ่ ชิ้นงานเหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บเอาไว้บน Blockchain แต่เป็นเพียงแค่ pointer อ้างไปถึง storage ขนาดใหญ่บน Cloud ซึ่งคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของชิ้นงานสามารถเข้าถึงได้ หรือสามารถก๊อปปี้เก็บไว้ได้แค่ save as เพราะไม่อยากเสียเงินเป็นเจ้าของแค่อยากได้เก็บเอาไว้ เรียกว่า ‘Right Click Mentality’ สิ่งที่เก็บไว้บน Blockchain จริงๆแล้วเป็นเพียงแค่สิทธิการเป็นเจ้าของงานชิ้นนั้นที่ระบุด้วย address account เพียงแค่นั้น ความเสี่ยงอีกอย่างของปัญหาใหญ่นี้ คือ ถ้า Cloud server ที่เก็บชิ้นงานเอาไว้ล่ม เจ้าของชิ้นงานอาจจะไม่สามารถเข้าถึงงานของตัวเองได้อีกต่อไป ถ้าไม่ได้แบ๊คอัพเก็บไว้
ในช่วงปี 2018 มีแพลตฟอร์ม NFT เกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็น วงการเกมส์, กีฬา, ศิลปะ หรือแม้กระทั่งดนตรี แต่จะเป็นแพลตฟอร์มแยกอิสระซะส่วนใหญ่ จนกระทั่งต้นปี 2020 Dapper Labs ได้กลับมาสู่สังเวียนอีกครั้งกับโครงการ NBA TopShot ซึ่งเป็นการขาย NFT Digital Token ให้กับเหล่าสาวก NBA ในการสะสม Sport moment ต่างๆของทีมที่ตนเองชื่นชอบบนแพลตฟอร์มใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน NFT ที่ดีกว่า Ethereum ภายใต้ชื่อว่า FLOW ซึ่งสามารถรองรับผู้ใช้งานได้จำนวนมากหลายล้านคนพร้อมๆกันและยังทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย แน่นอน Dapper Labs ก็นำ Cryptokitties ลูกรักมาวิ่งบน FLOW blockchain ด้วย

FLOW พยายามแก้ไขความท้าทายที่ได้ร่ำเรียนมาท้ังหมด เริ่มจากการเดินสายไปหาเจ้าของแบรนด์รายใหญ่หลายเจ้าเพื่อที่จะทำ digital engagement กับลูกค้าของตนผ่านทาง NFT ที่มีมูลค่า, เก็บสะสมได้ และเปลี่ยนมือซื้อขายได้ ซึ่งแน่นอน FLOW ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานเป็นหลัก ที่เข้าถึงได้ง่ายทั้งทางฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งนับว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่ Ecosystem ที่ยั่งยืน เมื่อมีฝั่ง supply ที่แข็งแรงแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาสร้างฐานผู้ใช้งานจำนวนมากป้อนเข้าสู่ระบบด้วยการจัด online festival ขึ้นที่เรียกว่า FlowFest ในเดือนตุลาคม 2021 ที่ผ่านมา เป็นการรวมเจ้าของงานระดับแม่เหล็กเข้ามาร่วมกันแจก NFT token แบบฟรีๆกันไปเลย โดยให้ผู้ใช้งานเข้าร่วมกิจกรรมในการหา Lead ใหม่เข้าร่วมงานเพิ่มและลุ้น NFT token แจกฟรีถ้าทำ Lead activities ครบตามที่กำหนด โดยบอกเป็นนัยๆว่าผู้ร่วมงานส่วนใหญ่จะได้รับ Mistery Pack กันไปฟรีๆถ้าทำกิจกรรมครบตามกำหนด โดยแต่ละ Pack จะมีงาน NFT ของศิลปินทั้งหมดในเครือข่าย 3 ชิ้นคละกันไปแบบฟรีๆ ซึ่งผมเองก็เข้างานเพราะเหตุผลนี้เอง และก็ได้ Pack มาจริงๆ และนำไปขายใน FlowFest MarketPlace ได้ด้วย งานจะจบโดยสมบูรณ์ในเดือนธันวาคมนี้ แน่นอนครับ สำหรับผู้โชคไม่ดีส่วนน้อย ในงานก็ยังมีชิ้นงานจากศิลปินและแบรนด์ยักษ์ใหญ่ให้เลือกซื้อกัน และยังมีการแจกแบบเสียค่า fees ในราคาถูกอีกด้วยในลักษณะที่เรียกว่า Giveaway คือไม่ฟรีซะทีเดียว เพราะต้องจ่ายค่า Transaction และ Royalty fees ให้กับผู้ผลิตงานนั่นเอง

Ecosystem นี้รวมไปถึง Cross Chain marketplace, NFT wallet อีกด้วย นั่นหมายถึงการซื้อชิ้นงานใดๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นชิ้นงานที่วิ่งอยู่บน Flow blockchain เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเชนของ Solana หรือ Ethereum หรือ เครือข่ายไหนก็ได้หมด ผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า รูหนอน (wormhole) ซึ่งตรงนี้น่าจะยังต้องพัฒนาต่อไปเพราะชิ้นงานที่ผมได้รับบางชิ้นงานก็ยังไม่สามารถแสดงบนกระเป๋า NFT wallet ของผมได้ ต้องเข้าไปเปิดดูบน Marketplace ของ chain อื่นๆอยู่ แต่เห็นแนวโน้มว่าจะเชื่อมต่อกันได้มากขึ้นเรื่อยๆ
FLOW ยังมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาจากบทเรียนในอดีต ล่าสุดผมเห็นข่าวการจับมือกับ FileCoin เดาเอาว่าเพื่อที่จะแก้ปัญหาการเก็บชิ้นงาน NFT ให้มีเสถียรภาพบน Decetralize database ด้วยเทคโนโลยีของ FileCoin ดูๆไปแล้ว FLOW น่าจะเป็นเหรียญที่มีอนาคต แต่อย่างไรก็ตามบทวิเคราห์ชี้ว่า FLOW นั้นไม่ใช่เหรียญที่เหมาะแก่การลงทุนโดยได้ Rating เพียงแค่ C+

ถึงแม้ว่าคะแนนด้านโอกาสทางการตลาดและโครงสร้าง Ecosystem จะสูงมากแต่ด้านเศรษฐศาสตร์ของเหรียญนั้นต่ำเอามากๆเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะการถือครองเหรียญก้อนใหญ่ของผู้ร่วมลงทุน (Backer) รายใหญ่ซึ่งจะขายเหรียญออกมาหลังจากเหรียญที่ได้จากการร่วมทุนเข้าสู่ช่วงปลดล๊อกและอนุญาติให้ขายทอดตลาดได้ ทุกครั้งที่ Backer ขายออกมาก็ทำให้ราคาเหรียญตกกลับมาอยู่ที่ราคาเดิมเสมอ

สำหรับผมแล้ว ผมถือเหรียญ FLOW ไว้บางส่วน ด้วยการ Stake เอาไว้เพื่อรับดอกเบี้ย และถอนออกมาเมื่อซื้อขายชิ้นงาน NFT หรืออาจจะลองนำไปศึกษา NFT ประเภทอื่นต่อไป เช่น collectible NFT card, เกมส์ประเภท Play-to-earn ครับ ทำไมเลือก FLOW blockchain เพราะ ค่า Fees บนเครือข่าย FLOW ถือว่าถูกมากๆ มี UI ที่ใช้ง่ายเมื่อเทียบกับเชนอื่น อันนี้อาจจะเป็นข้อดีในอีกแง่เก็งกำไรของราคาเหรียญที่ถึงตอนนี้จะตกกลับมาที่เดิมเสมอ ถ้ารอจนกว่าเหรียญในมือของ Backer จะหมดไป เราคงได้เห็นเหรียญ Flow มีอนาคตที่สดใสขึ้น ผมเชื่ออย่างนั้น