NFT Part 1: NFT Art ตีราคากันยังไง? ในเมื่อศิลปะอาจไม่ได้ถูกตีค่าด้วยสุทรียภาพอีกต่อไป

เทคโนโลยี Blockchain พัฒนาไปเร็วมากจริงๆ ในยุคนี้เราเริ่มเห็นการประยุกต์ใช้งานในหลายรูปแบบ นอกเหนือจากการแทนมูลค่าของทรัพย์สิน เทคโนโลยีที่โดดเด่นในขณะนี้คงต้องยกให้ Non-Fungible Toke (NFT) ซึ่งเป็นการนำ Blockchain มาใช้ในการยืนยันสิทธิการเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ คือเป็นเสมือนประกาศนียบัตรในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินชิ้นนั้นๆนั่นเอง

หนึ่งในงาน NFT art ที่ผมครอบครองเอาไว้ในเดือน ธันวาคม 2021

NFT ถูกนำมาใช้ในหลายรูปแบบและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ เช่น สิทธิในการเป็นเจ้าของตั๋ว concert ที่มีจำนวนจำกัด, สิทธิในการครอบครองงานศิลปะ งานเพลง, สิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดิน ฯลฯ เมื่อทรัพย์สินที่มีจำนวนจำกัดเหล่านั้นถูกจับจองสิทธิ์จนหมดแต่ยังมีคนที่อยากจะครอบครองก็สามารถซื้อขาย แลกเปลี่ยนการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้นได้ อีกสักพักเราคนได้เห็น NFT พัฒนาไปมากกว่าการจับจองสิทธิ์ แต่เป็นการยืนยันตัวตน เช่นการนำ NFT มาใช้แทนบัตรประชาชน, บัตรสมาชิก สิทธิ์ในการเข้าระบบ หรือบัตรพนักงานบริษัท เป็นต้น

บทความนี้ผมของพูดเจาะลงไปเฉพาะ NFT Art เมื่อเทคโนโลยีในปัจจุบันช่วยให้ศิลปินสามารถผลิตงานศิลปะได้ง่ายขึ้น ศิลปินไม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์ผลงานลงบนกระดาษ, ผืนผ้าใบ หรือ สร้างปฏิมากรรมด้วยวัสดุทางกายภาพอีกต่อไป โดยเฉพาะการผลิตงานศิลปะในปัจจุบันเคลื่อนตัวเข้าสู่ Digital Art มากขึ้น มันทำให้ศิลปินสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น กินเวลาน้อยลงบนคอมพิวเตอร์ในหนึ่งช่วงชีวิตของเขา เพราะสามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลง ตัดแปะ การใช้เทคนิคดิจิตัลใหม่ๆ หรือ รวมไปถึงคัดลอกงานตั้งต้นและต่อยอดได้ง่ายและรวดเร็วกว่า นั่นหมายถึงการที่จะได้รับเงินจากการขายงานศิลปะมาเลี้ยงปากท้องได้เร็วขึ้นนั้นเอง

ด้วยแนวทางการผลิตผลงานในรูปแบบ Digital Art ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม มันไม่ได้ทำให้คุณค่าทางศิลปะหายไป ถ้าเรามองไปที่ตัวศิลปิน เค้าก็ยังสามารถที่จะถ่ายทอดแรงบันดาลใจ เรื่องราวออกมาได้อยู่ดี เพียงแต่รูปแบบการนำเสนอชิ้นงานนั้นได้มีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบไป เหมือนในสมัยก่อนที่รูปแบบของศิลปะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการคิดค้น ดินสอสี, สีน้ำ จนมาถึงสีสเปรย์กระป๋อง มันไม่ได้ทำให้ การวาดภาพบนผืนผ้าใบหรืองานแกะสลักปฏิมากรรมหินหายไป แต่มันทำให้ศิลปินมีแนวทางในการเสนองานของตัวเองหลากหลายวิธีมากขึ้นต่างหาก

picture from adobe.com (illustrator is everywhere)

ในอดีตกว่าที่ศิลปินจะเสนอขายงานของตัวเองได้หนึ่งชิ้น ต้องใช้เวลายาวนานมาก อาจจะต้องแสดงงานศิลปะของตัวเองผ่านนายหน้าและแสดงงานในหอศิลปะหลายครั้ง กว่ากลุ่มเป้าหมายจะได้มาเห็น, ถูกใจและซื้อชิ้นงานกลับไป แต่ Digital Art นั้น ตัวศิลปินสามารถอัพโหลดชิ้นงานขึ้นไปบนอินเตอร์เนท และมีคนหลายล้านคนเห็นชิ้นงานได้ทันที แต่ก็ต้องรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากการถูกคัดลอกงาน นำไปใช้หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาติจากตัวศิลปิน อีกทั้งตัวศิลปินเองก็ไม่ได้รับรายได้จากการปลอมผลงานเหล่านั้นเลย แถมผลงานจริงก็ขายไม่ได้อีก เพราะราคาอาจจะสูงกว่างานปลอม

NFT เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการบันทึกสิทธิการเป็นเจ้าของงานศิลปะบน Blockchain ซึ่งสามารถสอบทวนได้ว่างานศิลปะชิ้นนั้นๆได้เมื่อมีการเปลี่ยนมือไปสู่เจ้าของใหม่ รายได้ของการขายชิ้นงานก็เปลี่ยนไปจากเดิม จากการได้มูลค่าของชิ้นงานแค่ครั้งเดียวเมื่อขายทอดตลาดในครั้งแรก กลายเป็นการเก็บค่าลิขสิทธิ์ (Loyalty fees) ได้อีกทุกๆครั้งที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือเจ้าของ โดยสิทธิของการเป็นผู้สร้างยังคงติดอยู่กับชิ้นงานนั้นๆตลอดไป

เนื่องจากวงจรชีวิตของ Digital Art ได้เปลี่ยนไปเป็นการรับค่าลิขสิทธิ์ซึ่งได้ไม่มากนักต่อหนึ่งการซื้อขาย ทำให้ศิลปินแนว Digital Art นิยมทำงานออกมาครั้งละมากๆภายใต้หนึ่งโครงการ ในหนึ่งโครงการที่เกิดจากแนวคิดเดียวกัน จะถูกสร้างขึ้นเป็นผลงานดิจิตัลหลายพันชิ้น ขายในราคาที่ไม่แพงมากและหวังเพื่อที่จะได้ค่าลิขสิทธิ์มากพอที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างผลงานต่อๆไปได้ ไม่ได้เป็นมาสเตอร์พีซราคาแพงเพียงชิ้นเดียวเหมือนในอดีต (งานดิจิตัลแนวมาสเตอร์พีซชิ้นเดียวก็ยังมีอยู่นะครับแต่จะค่อยๆน้อยลง) เรียกได้ว่า NFT เข้ามาปฏิวัติวงการศิลปะไปเลยก็ว่าได้ ด้วยวงจรของ Digital Art แบบใหม่นี้ทำให้ถูกเรียกว่าเป็น NFT Art ซึ่งจริงๆแล้วตัวศิลปินน่าจะชอบเพราะได้ค่าลิขสิทธิ์แน่นอน มีตลาดซื้อขายงานที่ดึงเอาผู้เสพศิลป์จากทั่วโลกเข้ามาโดยไม่ต้องไปจัดนิทรรศการ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ มันมีค่าใช้จ่ายที่ตัวศิลปินต้องจ่ายเช่นการทำให้งานของตัวเองขึ้นไปเป็น NFT Art อยู่บน Blockchain ที่เรียกว่าการ Mint งาน ซึ่งจะต้องเสียค่า Mint งานขึ้นไป บาง Exchange มีการเก็บ Listing fees ด้วย ถ้าอยากให้กลุ่มเป้าหมายมาเห็นงานง่ายขึ้น ก็อาจจะต้องจ่ายค่า Influencer และค่า Ads เพิ่มอีก เหมือนการทำโฆษณาบน Instragram, Discord, Twitter เป็นต้น

การขายงาน NFT ใน Marketplace จะเห็นว่าเจ้าของงานก็ต้องเสียค่า Fees

NFT Art ตีมูลค่างานกันยังไง?

นอกจากการเปลี่ยนวงจรชีวิตของ NFT Art แล้ว วิธีการตีมูลค่าของงานศิลปะก็แตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง จากสมัยก่อนมูลค่าของงานศิลปะชิ้นหนึ่ง จะถูกตีมูลค่าจากสุทรียภาพของงานชิ้นนั้นๆ ว่ามีแนวคิด และการสื่อสารอารมณ์และแรงบันดาลใจออกมาอย่างไร มันทำให้ผู้ซื้อสามารถรับรู้เรื่องราวและประทับใจได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งถ้าสื่อสารความสุทรียภาพให้รับรู้ออกไปในวงกว้างมากเท่าไหร่ ก็จะมีคนที่ต้องการจะครอบครองมากขึ้นทำให้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย มูลค่าไม่ใช่เกิดจากตัวเนื้องานเพียงอย่างเดียวแต่ชื่อเสียงของศิลปินเองก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนักสะสมที่ชื่นชอบศิลปินเป็นการส่วนตัว อยากจะครอบครองผลงานของศิลปินที่สร้างมาทั้งชีวิตให้มากที่สุดที่จะทำได้ ตรงกับแนวคิดของ NFT เลยคือการประกาศสิทธิการครอบครอง สิ่งที่แตกต่างไปคือ ผู้ซื้อไม่ได้ชิ้นงานบนผืนผ้าใบหรืองานปฏิมากรรมที่มีเพียงชิ้นเดียวกลับไปเก็บที่บ้านเมื่อซื้อมา

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าศิลปิน NFT Art รุ่นใหม่สามารถผลิตผลงานเข้ามาในตลาดคนละ 10,000 ชิ้นต่อปี โลกกำลังถูกถาโถมท่วมไปด้วยผลงาน NFT Art มากมายจนนับไม่ถ้วน เมื่อ supply ของงานศิลปะแบบ NFT มีมากกว่าจำนวนผู้ซื้อมากๆ และมันจะมากขึ้นไปอีกเรื่อยๆในอนาคตอันใกล้นี้ นี่ยังไม่รวมถึงการลอกเลียนแบบต่อยอด เช่น การต่อยอดงาน Bored Ape Yacht Club (BAYC) ที่โด่งดังในโลกของ NFT ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในงาน NFT ที่มีชื่อเสียงและผู้ซื้อราคาสูงที่สุดงานหนึ่ง สาเหตุที่ราคาแพงมาจาก 2 ปัจจัย คือผู้ซื้อไม่ได้เพียงแค่ภาพการ์ตูนกอลลิลล่าที่มีเอกลักษณ์ที่บ่งบอกตัวตนของผู้ครอบครอง แต่ยังได้สิทธิพิเศษจากการเป็นสมาชิกในคลับ โดยงาน NFT ที่ถือเอาไว้จะเป็นเสมือนตั๋วผ่านประตูและพร้อมสิทธิพิเศษต่างๆมากมายตามแต่ที่ทางผู้จัดจะทำขึ้นเพื่อให้ผู้ครอบครองงานเท่านั้นได้มีสิทธิพิเศษร่วมกันในชุมชนที่มีความชอบเหมือนๆกัน โดยงาน BAYC ส่วนมากจะถูกถือครองโดยบรรดา Celebrities ทำให้เกิดเป็นสังคมชุมชนที่คนรวยยอมจ่ายและอยากจะเข้าถึง การลอกเลียนแบบความสำเร็จนี้จึงเกิดขึ้นโดยแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ

  • ฝ่ายเกาะกระแสงานศิลป์ มีงาน NFT คล้ายๆหน้าลิงเกิดขึ้นอีกมากมาย
  • ฝ่ายเลียนแบบกลยุทธการตลาด มีงาน NFT อีกหลายงานที่ทำระบบสมาชิกหลังการขายชิ้นงานให้เป็น Digital Marketing/Engagement อีกเพียบ

คำถามคือ เราจะคัดเลือกงานของศิลปินคุณภาพจากงาน NFT ที่มีทั้งหมดในตลาดได้อย่างไร และระบบ Membership ในโลก NFT มันจะยั่งยืนยาวนานแค่ไหน?

NFT art แค่เริ่มต้นก็อยู่ยากซะแล้ว มีทั้งงานแท้แปลกใหม่จากศิลปินชื่อดัง, งานแท้แบบ Me too จากคนที่พอมีฝีมือทางศิลปะนิดหน่อย, งานปลอม ลอกเลียนแบบ, งานที่ไม่เน้นคุณภาพมากแต่เน้นเรื่อง marketing/engagement แล้วเราจะเลือกซื้อยังไงดี ถ้าอยากเริ่มเข้าสู่ NFT art?

วิธีคิดของผม คือ การเลือกงาน NFT ยังคงต้องเลือกโดยใช้สุนทรียภาพ, เรื่องราวแรงบันดาลใจ และแนวคิดของศิลปินที่ตรงกับรสนิยมของเราเป็นหลัก และเรายินดีที่จะจ่ายค่าประกาศนียบัตรในการเป็นเจ้าของงาน NFT art ชิ้นนั้นด้วยเงินเท่าไหร่ ถ้าได้เป็นเจ้าของเพียงแค่ประกาศนียบัตร? ส่วน Club membership ไม่น่าจะยั่งยืนนักในปัจจุบัน เพราะ Mindset ของผู้ซื้อปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นการเก็งกำไรซะมากกว่าการถือครอง คือ ซื้อให้ถูกและขายให้แพงกว่า ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะต้องมีผู้ซื้องานไปแล้วและขายต่อไม่ได้ เพราะผู้คนจะรู้สึกว่าราคามันสูงเกินไป และความนิยมใน club membership จะเริ่มค่อยๆหมดกิจกรรมเพราะขาดเงินทุน และยังมีตัวเลือกอื่นอีกมากในตลาดออกมาเรื่อยๆ พร้อมโปรโมชั่นใหม่

NFT ในระยะยาวน่าจะเติบโตจากการทำ Customer Engagement เป็นหลักโดยการผสมผสานความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของ membership และระบบการให้ privelege ตาม tier ต่างๆของขั้นสมาชิกที่ตรวจสอบได้บนบล๊อคเชน ซึ่ง NFT นี่อาจนำรูปศิลปะมาเป็นตัว Avatar ควบคู่ไปแต่ไม่ใช้งานศิลปะ

ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่เข้ามาในตลาด NFT art เพื่อเก็งกำไร คุณจะต้องเข้าใจก่อนว่าการตีมูลค่างานศิลปะ NFT นั้นแตกต่างจากวิธีการในอดีตโดยสิ้นเชิง อย่ากดซื้อทันทีที่เห็นถึงแม้จะอยู่ในวงเงินที่ตั้งไว้ เนื่องจากงานในโครงการหนึ่งๆมีหลายพันชิ้น จำเป็นต้องมีวิธีการในการตีมูลค่างานว่างานชิ้นไหนจากจำนวนทั้งหมด มีค่าสูงกว่ากัน แล้วต้องซื้อด้วยราคาเท่าไหร่ถึงจะถือว่าซื้อได้ถูก? ด้วยคำถามการตีมูลค่านี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบองค์ประกอบของชิ้นงานขึ้น (Trait) โดยรูปภาพในแต่ละโครงการจะมีการแยก Trait ออกเป็นส่วนๆ เช่น ลักษณะของหน้า, ฉากหลัง, สีของเสื้อ, หมวก ฯลฯ ยิ่ง Trait มีการใช้ซ้ำน้อยที่สุดก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น เพราะถือว่ามีความเป็นเอกลักษณ์มากกว่าภาพอื่นๆ พอรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันก็จะได้คะแนนความเป็นเอกลักษณ์รวม เรียกว่า Rarity score ภาพไหนมี Rarity score สูงก็จะมีราคาแพง มีเวปไซด์หลายรายที่เปิดบริการในการคำนวณหาค่า Rarity score ให้ใช้ แต่ยังไม่เห็นเวปไซด์ที่สามารถคำนวณคะแนนของทุกๆศิลปินได้ เนื่องจากศิลปินเลือก Mint งาน (คือการนำงานขึ้นลงทะเบียนบน Blockchain) ต่างเครือข่ายกัน เช่น Ethereum, Solana หรือ FLOW เป็นต้น

จากนี้ไปผมจะของยกตัวอย่างจากงาน NFT art ที่ผมพึ่งซื้อไปจากโครงการที่ชื่อว่า CryptoNauts Academy เพื่ออธิบายวิธีการตีมูลค่างาน NFT art งานชิ้นนี้เป็นงาน NFT ชิ้นแรกของศิลปินอิสระและนักเขียนการ์ตูนชื่อ Alexandra Stoian เธอเลือก Mint งานของเธอขึ้นไปบน Solana Blockchain ผ่าน NFT Marketplace เปิดใหม่ชื่อ Tiexo.com ผมรู้จักงานของเธอผ่านเทศกาล Flowfest ที่จัดขึ้นช่วง ตุลาคม – ธันวาคม 2021 เธอเป็นนักออกแบบตัวการ์ตูน มีผลงานอยู่บ้าง สามารถดูได้ในโซเชียลมีเดียต่างๆของเธอ

Cryptonauts เป็นตัวการ์ตูนมนุษย์อวกาศสีสันฉูดฉาด แต่ละตัวมี character ตลก น่ารัก โครงการนี้เป็นการถ่ายทอดจิตนาการผ่านเรื่องราวของโรงเรียนฝึกนักเรียนนายเรืออวกาศจำนวน 10,000 นาย ระหว่างที่ทุกคนพักผ่อนรอการฝึกอยู่ในสถานีอวกาศ ปรากฎว่ามีรูหนอนปรากฏขึ้นใกล้ๆและดูดเอาสถานีอวกาศเข้าไป ทำให้นักเรียนนายเรืออวกาศทั้งหมดกระจายไปตามสถานที่และเวลาต่างๆทั่วทั้งเอกภพ ข่าวร้ายคือในรูหนอนมีการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสีอยู่ด้วย ทำให้นักเรียนนายเรืออวกาศทั้งหมดที่รอดชีวิตเริ่มกลายพันธุ์ไปตามสภาพแวดล้อมของดวงดาวที่แต่ละคนกระจัดกระจายไปก่อนที่จะถูกช่วยเหลือกลับมาได้

เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยจินตนาการและสนุกสนาน สามารถเอาไปทำเป็นซีรี่ย์การ์ตูนได้เลย ในการติดตามการเอาตัวรอดของนักเรียนนายเรืออวกาศแต่ละนาย ถ้ามีคนสนใจเอาไปทำหนังจริงๆ NFT นี้น่าจะมีมูลค่าสูงขึ้น เอาเป็นว่าผมสนใจซื้องานนี้เก็บไว้เพราะ story telling ที่กล่าวมาข้างต้น

หลังจากที่เราตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกซื้องานของเธอ ขั้นตอนแรก คือเราจะซื้อตัวไหน ราคาเท่าไหร่ดี? จากรูปตัวอย่างใน Marketplace ด้านบน เราจะเห็น Floor price อยู่ที่ 0.17 SOL หมายความว่า รูป NFT ทั้งหมดที่ขายได้จนถึงปัจจุบัน ราคาซื้อขายต่ำที่สุดอยู่ที่ 0.17 SOL (โดยส่วนมากจะหมายถึงงาน NFT ที่มี Rarity score ต่ำที่สุดที่ขายได้ ณ ขณะนั้น ซึ่งมาจากผู้ซื้อทั้งหมด) ถึงจุดนี้จะทำให้เราทราบราคาคร่าวๆของโครงการนี้แล้วว่าไม่ควรซื้องานเกินไปจากราคา 0.17 SOL มากนัก โดยแต่ละรูปจะมีการระบุตำแหน่งว่า ค่า Rarity Score ของภาพนั้นๆจัดอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ของ NFT ทั้งหมด 5,555 ภาพ

Raritysniper เป็นเวปที่ช่วยคำนวณ ค่าความเป็นเอกลักษณ์ (Traits) ทั้งหมดของ NFT art

ถ้าเราลองใช้ Rarity score tool ในการเช็คค่าความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชิ้นงาน ในที่นี้ผมลองใช้เวปชื่อ raritysniper.com ในการเช็ครายละเอียดของ NFT #467 ก็จะเห็นว่างานชิ้นนี้ มีการใช้ pattern แบบ Abstract Dots Black ซึ่งมีอยู่แค่ 10 ภาพ จากทั้งหมด 5,555 ภาพ มีการใช้ผ้าพันคอสีเหลืองแบบ Yellow Bandana ซึ่งมีใช้เพียง 18 ภาพจากภาพทั้งหมด ฯลฯ ทำให้ภาพนี้มีความเป็นเอกลักษณ์สูงเป็นอันดับที่ 13 ของภาพทั้งหมด โดยคะแนนรวมอยู่ที่ 1509.66 คะแนน (การคำนวณคะแนนแต่ละเวปไซด์อาจใช้วิธีคำนวณที่แตกต่างกันไป ใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจเท่านั้น)

กลับมาดู detail ใน marketplace ซึ่งก็มีการทำ Dashboard เอาไว้ให้อย่างเคร่าๆและยังกำหนด category ของชิ้นงานให้ด้วย เช่น ภาพข้างบนนี้ถือว่าเป็น Rarity ระดับ Legendary (ดูจากเกจวัดระดับขวามือ) ซึ่งจากข้อมูลการซื้อขายทั้งหมด ภาพระดับนี้จะขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 129.93 SOL (ไม่รู้ว่าขายไปได้ทั้งหมดกี่ภาพแล้ว อย่างพึ่งเชื่อในราคานี้) เจ้าของภาพนี้ต้องการจะขายต่อในราคา 12 SOL ซึ่งถ้าค่าเฉลี่ยสามารถคาดคะเนราคาได้จริง เราก็น่าจะขายต่อได้กำไร (แต่ต้องถือไว้นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้) dashborad นี้จะช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องราคาได้ดีขึ้นในระดับหนึ่ง ซึ่งราคาเฉลี่ยจะน่าเชื่อถือต่อเมื่อมีรายการซื้อขายมากในระดับหนึ่งเท่านั้น อีกปัจจัยที่สำคัญคือ ตลาด NFT เป็นตลาดเก็งกำไร ราคาจะค่อยๆตกลงเมื่อหมดโปรโมชั่น เพราะนักเทรดต้องการเงินไปซื้องานชิ้นใหม่ต่อไป ยิ่งรอนานยิ่งได้ของถูก

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าการซื้อขายงาน NFT art นั้นถูกกำหนดมูลค่ามาจากค่าความเป็นเอกลักษณ์แทนที่จะเป็นจริต และความสุทรียภาพของงานศิลปะนั้นๆซะส่วนใหญ่ ถ้าคุณจะเลือกซื้อชิ้นงาน NFT art ใดๆก็ตาม ผมอยากให้ตั้งคำถามกับตัวเองไว้เสมอว่า ถ้าคุณซื้องานชิ้นนี้ไปแล้ว ไม่มีคนมาซื้องานต่อจากคุณอีกเลย คุณจะรู้สึกโอเคหรือไม่ที่จะต้องเก็บงานเอาไว้ด้วยมูลค่าที่คุณตัดสินใจซื้องานชิ้นนั้นเอาไว้? ถ้าคำตอบคือไม่ แสดงว่างานชิ้นนั้นแพงเกินไป แต่ถ้าคำตอบใช่ ก็หมายถึงคุณได้งาน NFT art ที่คุณชื่นชอบ เก็บเอาไว้ในราคาที่สมเหตุสมผล แถมยังมีโอกาสขายต่อได้นั้นเอง

สิ่งหนึ่งที่คุณต้องรับรู้เอาไว้ในการครอบครองงาน NFT คือ คุณได้แค่เพียงสิทธิในการครองครองงานชิ้นนั้น สิ่งที่คุณทำได้มีเพียงแค่การประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่าคุณมีสิทธิอันชอบธรรมในการเป็นเจ้าของผลงาน และสิทธิในการขายต่อเท่านั้น แต่คุณไม่มีสิทธิอื่นใดอีกเลย เพราะลิขสิทธิ์ของภาพยังคงเป็นของผู้สร้างเสมอ คุณไม่สามารถนำภาพมาดัดแปลงหรือนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ใดๆทั้งสิ้น จนกว่าผู้สร้างจะเป็นผู้อนุมัติหรือโอนถ่ายลิขสิทธิ์ของภาพให้แก่คุณ

ความคิดเห็นส่วนตัวสุดท้ายของผม คือ ผู้ซื้อไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากงาน NFT art สักเท่าไหร่ ถ้ารูปแบบของกฎหมาย NFT license ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้ ตลาด NFT art อาจจะไม่ยั่งยืนสักเท่าไหร่ ถึงจะมีประโยชน์กับศิลปินผู้สร้างงานอย่างชัดเจนก็ตาม ในมุมมองของผู้ซื้อ สิทธิ์ที่ได้จากตัวงานยังน้อยไป แถม NFT ปลอมแปลงง่ายอีกด้วย เมื่อเร็วๆนี้ผมพึ่งเห็นงาน Cryptonauts ถูกปลอมขายกันอยู่บนตลาด Opensea ราคาถูกกว่าภาพจริงมาก ผู้ซื้อจะได้สิทธิในการครอบครองงานเลียนแบบตัวนั้นไป บางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นงานปลอม เพราะมันก็เป็นแค่การ copy งานขึ้นไป Mint บนอีก marketplace แต่ NFT พึ่งจะเริ่มต้นและยังต้องพัฒนา เปลี่ยนรูปแบบไปอีกมาก ผมมองเห็นประโยชน์ของ NFT ในการใช้กำกับสิทธิครอบครองทรัพย์สินทางกายภาพมากกว่า (Tokenization) ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ในอีกไม่นาน

Leave a comment