เห็นหลายๆคนบอกว่าเล่มนี้ดีมาก ต้องอ่านให้ได้ พออ่านๆไปกลายเป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์มหภาคเฉยเลย ผู้เขียนมีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์การเงินดีมาก อีกทั้งยังเป็นคนที่มีแนวคิดสุดโต่งเกี่ยวกับบิทคอยน์อีกต่างหาก เรียกว่าเป็น Bitcoin Maximalist เลยก็ว่าได้

จัดว่าเป็นหนังสือที่อ่านยากเล่มหนึ่งของผมเลย ถึงแม้ว่าผู้เขียนพยายามที่จะใช้ภาษาและยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายมากแล้วก็ตาม ผมคงไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจแนวคิดที่ผู้เขียนพยายามจะถ่ายทอดให้ผมได้ทั้งหมด แต่ก็พอจับใจความสำคัญที่เป็นความรู้ใหม่ๆให้ผมได้ดังนี้
- เงินที่ใช้กันในประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย สามารถทำให้เราแยกประเภทของเงินตราออกมาเป็น 2 กลุ่มโดยสรุปว่า เงินที่แข็งแรง มีคุณสมบัติต่างจากเงินที่อ่อนแออย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นคือเราสามารถวัดความแข็งแรงของเงินตราได้ด้วย Stock-to-Flow ratio
- เงินที่แข็งแรงจะต้องมีจำนวนจำกัด และไม่สามารถเพิ่มจำนวน supply ของเงินตราเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆเพิ่มขึ้นได้โดยง่าย เพราะการที่ประเทศใดก็ตามสามารถเพิ่ม supply ของเงินได้อย่างไม่จำกัด (Flow) จะทำให้เงินนั้นด้อยค่าลง และเป็นสาเหตุหลักๆที่เงินตราที่อ่อนแอในอดีตนั้นล่มสลายลง และถูกทดแทนด้วยเงินตราแบบใหม่ที่ควบคุมปริมาณ supply ได้ดีกว่า
- ในอดีตแต่ละประเทศมีการลองผิดลองถูกเกี่ยวกับเงินตรามาเยอะ ซึ่งใช้งานได้ดีภายในประเทศของตนเอง จนกระทั่งการสื่อสาร และโทรคมนาคมดีขึ้น ทำให้เทคโนโลยีของประเทศอื่นเข้ามาสั่นคลอนเงินตราที่ใช้ในประเทศนั้นๆด้วยการเพิ่มประมาณ supply ของเงินที่ใช้อยู่ด้วยเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่เหนือชั้นกว่าจนทำให้เงินตราเหล่านั้นด้อยค่าไป เช่นในสมัยหนึ่งแอฟริกาเคยใช้ลูกปัดหินสีที่หายากในประเทศแทนเงินตรา พอต่างชาติเข้ามาเห็นก็ใช้เทคโนโลยีผลิตลูกปัดหินสีลักษณะเดียวกันจากแหล่งอื่นที่ถูกกว่าเอาเข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้าในแอฟริกาจนลูกปัดหินสีล้นตลาด และกลายเป็นสิ่งไร้ค่า ท้ายที่สุดทุกๆประเทศก็ค่อยๆเปลี่ยนมาใช้ทองคำเป็นเงินตราแทน เพราะเป็นสินแร่ที่มีจำนวนจำกัดและใช้เทคโนโลยีผลิตขึ้นมาใหม่ได้ยากหรือไม่คุ้มกับทรัพยากรที่ลงทุนไปในการผลิตนั่นเอง
- หลังจากทุกประเทศยอมรับที่จะใช้ทองคำเป็นมาตรฐานของเงินตราชนิดใหม่ การค้าขายระหว่างประเทศก็ก้าวหน้าขึ้น ทุกๆประเทศสะสมทองคำกัน ทำให้โลกของเราสามารถวัดความมั่งคั่งของแต่ละประเทศได้ด้วย Stock-to-Flow ratio นั่นเอง โดย Stock ก็คือปริมาณทองคำที่สะสมได้ของแต่ละประเทศ และ Flow ก็คือปริมาณทองคำทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศโดยใช้มาตราฐานทองคำจึงก้าวหน้าและเป็นธรรมบนพื้นฐานเดียวกัน
- ข้อเสียของทองคำคือเป็นทรัพย์สินที่มีน้ำหนักมากและเคลื่อนย้ายลำบาก จึงเริ่มมีการออกตั๋วเงินแทนการแบกทองคำไปซื้อขาย ผ่านตัวกลางที่น่าเชื่อถือที่เรียกว่า “ธนาคาร” เกิดขึ้น ตั๋วเงินที่มีทองคำเป็นหลักค้ำประกันอยู่มีการใช้อย่างแพร่หลายทั้งภายในประเทศผ่านธนาคารท้องถิ่น และการซื้อขายระหว่างประเทศผ่านธนาคารกลางที่คอยดูแลปริมาณทองคำค้ำประกันสำรองของแต่ละประเทศที่เก็บไว้
- เมื่อเศรษฐกิจการเงินเฟื่องฟูขึ้นมาก การดูแลทองคำค้ำประกันก็เริ่มทำได้ยาก และเริ่มมีการพิมพ์ตั๋วเงินออกมาจำนวนมากกว่าจำนวนทองคำที่สำรองเอาไว้ นั่นหมายถึง supply ที่ควบคุมด้วยปริมาณทองคำ ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ทำให้ Stock ของเงินหมุนเวียนในตลาดเพิ่มขึ้นมากกว่าจำนวนทองคำสำรองเป็นจำนวนมาก และทุกๆประเทศก็เริ่มทำตามเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศตัวเองสามารถหมุนเวียนและเติบโตได้สะดวกขึ้น ถึงแม้จะต้องแลกกับการด้อยค่าของเงินในทุกๆปีจากนั้นก็ตาม โลกเริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่เงินตรายุคใหม่ที่เรียกว่า เงินของรัฐบาล (Fiat money) และไม่ใช้ทองคำเป็นมาตราฐานระหว่างประเทศอีกต่อไป คือไม่มี Global unit of account อีกต่อไป แต่ละประเทศมี supply เป็นสกุลเงินของรัฐบาลตัวเองแทนทองคำ

- แต่เมื่อการค้าขายระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องตั้งหน่วยงานที่กำกับดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเกิดขึ้น อีกทั้งยังต้องคอยแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากการด้อยค่าของเงินเนื่องจาก Flow ล้นตลาดเงินโลก บางประเทศหลงระเริงกับการพิมพ์เงินของตัวเองออกมาใช้จนค่าของเงินลดลงไปจนไม่เหลือค่าในตัวเอง หลายคนคงเคยได้ยินข่าวประเทศซิมบักเว่ที่ต้องหอบธนบัตรเป็นตะกร้าไปซื้อได้เพียงแอปเปิ้ลลูกเดียว ซึ่งการด้อยค่าเงินเนื่องจากปริมาณเงินล้นตลาดแบบนี้ เรียกว่า เงินเฟ้อนั่นเอง
- การที่มีเงินหมุนเวียนในตลาดเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องหากิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้ค่าของเงินสอดคล้องกับปริมาณเงินในประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อมากเกินไป ในขณะที่รัฐบาลต้องคอยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลาและพิมพ์แบงค์เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการกู้ยืมเงินเพื่อที่จะนำมาใช้จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เงินจะถูกเพิ่มเข้าไปมากขึ้นๆเพื่อนำไปจ่ายหนี้ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นงูกินหาง ประเทศที่ไม่สามารถยืนระยะสมดุลย์ของปริมาณเงินกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ก็จะแพ้และเกิดสกุลเงินที่ล่มสลายลง บางประเทศถึงกับล้มละลายไปเลย
- เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นในระดับหนึ่งที่ประชาชนรู้สึกถึงการด้อยค่าเงินอย่างเห็นได้ชัด ผลกระทบในระดับประชาชนคือการที่ผู้คนไม่อยากจะเก็บออมเงินอีกต่อไป แต่ต้องการใช้จ่ายเงินในปัจจุบันในทันที เช่น เงินในวันนี้ 50 บาทซื้อข้าวได้หนึ่งจาน แต่ในอีกไม่กี่ปีเงินเฟ้อจะทำให้ต้องใช้เงิน 500 บาทถึงจะซื้อข้าวได้หนึ่งจาน ถ้าเขารู้ว่าเขาไม่สามารถเก็บออมได้มากกว่าอัตราการด้อยค่าของเงิน เขาก็จะใช้เงินและใช้แรงงานหาเงินก้อนใหม่ตามวัฎจักรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อีกทางเลือกคือการออกไปใช้ชีวิตและหางานจากประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่า มีเงินที่แข็งแรงกว่า สรุปคือ ยิ่งรัฐบาลพิมพ์เงินออกมามากก็ต้องยิ่งใช้มาก เป็นวัฎจักรที่หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดก็จะล่มสลายเหมือนเงินตราต่างๆในอดีตเพราะไม่สามารถควบคุม Flow ของเงินเอาไว้ได้
- ผู้เขียนพยายามปูเรื่องให้เห็นถึงระบบเงินของรัฐบาลที่เลวร้าย เมื่อเปรียบเทียบกับมาตราฐานทองคำ และเชื่อว่ารัฐบาลของอเมริกาผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ก็ทราบถึงปัญหานี้ดี จึงพยายามก่อตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อถ่ายทอดแนวความคิดในการบริหารเศรษฐกิจด้วยเงินรัฐบาลให้กับประชาชน ที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตขึ้นตลอดเวลา ไม่งั้นก็จะเกิดวิกฤตการเงินตามมา ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยแนวคิดทางการศึกษาแบบนี้ถูกเรียกว่าเป็นแนวคิดแบบ Keynesian ตามชื่อผู้ที่คิดค้นทฤษฎีนี้ (John Maynard Keynes)
- เมื่อโลกเสรีนิยมกำลังเปลี่ยนไป ผู้คนให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกมากขึ้น มีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าทำไมของแพงขึ้น? รัฐบาลบริหารเงินของประเทศถูกต้องรึเปล่า? ทำให้มีความต้องการที่จะมีอณาธิปไตยส่วนตัวทางด้านการเงินมากขึ้น ไม่ต้องการถูกควบคุมโดยรัฐบาลอีกต่อไป แนวคิดสังคมนิยมเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ มีกลุ่มคนที่มีความรู้พยายามที่จะหาวิธีการสร้างระบบการเงินที่ไม่ต้องพึ่งตัวกลาง (ซึ่งหมายถึงรัฐบาล) ขึ้น โดยกลุ่มคนนี้มีความเชื่อว่าเงินที่แข็งแรงและไม่ด้อยค่าจะต้องเป็นไปตามหลักการของ Stock-to-Flow ที่มีปริมาณ Flow ของเงินที่จำกัดและพยายามสร้างเงินรูปแบบใหม่ที่จะสามารถแก้จุดอ่อนของทองคำซึ่งเป็นเสมือนเงินที่แข็งแรงแต่มีข้อด้วยเรื่องการเคลื่อนย้ายของสินทรัพย์
- บิทคอยน์ถือกำเนิดขึ้นในฐานะเงินที่แข็งแรงกว่าทองคำ และมีเป้าหมายที่จะนำมาทดแทนมาตราฐานทองคำ สร้างเป็นระบบการเงินโลกใหม่แบบไร้พรมแดนและนำ Global unit of account กลับมาใช้ โดยไม่ต้องพึ่งคนกลางที่ไม่เป็นกลางอย่างรัฐบาล บิทคอยน์เป็นเงินดิจิตัลที่มี supply จำกัดที่แน่นอนคือ 21 ล้านเหรียญไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปริมาณได้ และจะถูกขุดเพิ่มขึ้นมาเป็น stock เรื่อยๆในอัตราที่ลดลงเหมือนกับทองคำด้วยจำนวนที่แน่นอนกว่า ซึ่งบิทคอยน์เชื่อมต่อกันแบบอินเตอร์เนทและสามารถเข้าถึงทุกคนทั่วโลกได้ง่าย ทำให้การค้าระหว่างประเทศสามารถทำได้ทันทีอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าทองคำที่ต้องการการค้ำประกันด้วยตั๋วเงิน ถึงแม้ transaction จะต้องใช้เวลา 10 นาทีในการสร้างบล๊อคข้อมูลใหม่แต่ก็เร็วกว่าระบบการโอนเงินระหว่างประเทศในปัจจุบัน ที่มีขั้นตอนการชำระบัญชีระหว่างประเทศเยอะแยะไปหมดซึ่งใช้เวลามาก และยังมีค่าดำเนินการอีกมากมายด้วย
- บิทคอยน์จึงดูเหมือนเงินตราที่สามารถนำมาทดแทนมาตราฐานทองคำได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากความล่าช้าในการยืนยันบล๊อคเก็บข้อมูลที่นานถึง 10 นาทีนี่เอง ทำให้บิทคอยน์ไม่เหมาะที่จะเป็นระบบการชำระเงินธุรกรรมรายย่อยในชีวิตประจำวัน (micro payment) จำเป็นที่จะต้องใช้งานร่วมกับโซลูชั่น layer 2 ของบิทคอยน์ที่เรียกว่า Lighting Network ที่สามารถยืนยันธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วและรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมากได้โดยไม่ต้องรอการสร้างบล๊อคจัดเก็บข้อมูลบน Blockchain (off-chain solution) มาทำงานร่วมกับการบันทึกธุรกรรมของบิทคอยน์ที่ใช้เวลาทุกๆ 10 นาที ซึ่งธุรกรรม on-chain ของบิตคอยน์ เหมาะกับการนำมาทดแทนการชำระบัญชีระหว่างธนาคารรายวันมากกว่า

- ถ้าจะนำบิทคอยน์ on-chain มาใช้ในฐานะระบบชำระเงิน ก็จะเห็นความเป็นไปไม่ได้เลยใน เรื่องของการขยายตัวเพื่อรองรับประมาณธุรกรรมมหาศาลในแต่ละวัน ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับระบบชำระเงินในปัจจุบันอย่าง Visa จะเห็นว่า Visa สามารถประมวลผลธุรกรรมได้ 3,200 ธุรกรรมต่อวินาที ในขณะที่บิทคอยน์ (on-chain) ทำได้แค่ 4 ธุรกรรมต่อวินาทีเท่านั้น นั่นเป็นเพราะ Visa เป็นระบบประมวลผลแบบรวมศูนย์และสามารถบันทึกข้อมูลได้ 800 MB ในทุกๆ 10 นาที แต่บิทคอยน์แบบ on-chain ทำได้แค่ 1 MB ทุกๆ 10 นาทีตามการออกแบบ นั่นหมายถึงบิทคอยน์ไม่สามารถบันทึกธุรกรรมการเงินของทั้งโลกได้ในระยะเวลาอันสั้นเหมือนกับระบบของ Visa นั่นเอง แต่เพียงพอต่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ ณ สิ้นวันทดแทนการทำงานของทุกธนาคารกลางในปัจจุบัน
อ่านจบแล้ว หันมามองดูเอลซัลวาดอร์
- El Salvador เป็นประเทศเล็กๆที่ยากจนที่ตั้งอยู่ในอเมริกากลาง เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นเลยแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ลำบาก ประชาชนส่วนใหญ่จึงเดินทางออกไปทำงานขายแรงงานในอเมริกาเป็นหลัก เรียกว่ารายได้ประมาณ 20% ของ GDP ประเทศนี้เกิดจากการส่งเงินกลับมายังประเทศของตนเองจากแรงงานกลุ่มนี้ แน่นอนว่าการส่งเงินข้ามประเทศในปัจจุบันต้องผ่านขั้นตอนชำระบัญชีระหว่างประเทศและมีค่าดำเนินการมหาศาลคิดเป็น 30-50% ของเงินที่ถูกโอนข้ามประเทศมา
- El Salvador ตัดสินใจใช้เงินดอลล่าร์เป็นสกุลเงินหลักมานานมากแล้ว เพราะค้าขายกับอเมริกาเป็นหลัก นั่นหมายความว่า El Salvador ไม่สามารถกำหนดนโยบายทางการเงินเองได้ อีกทั้งเป็นประเทศที่ไม่ได้มีระบบธนาคารที่แข็งแกร่งมากพอที่จะบริหารเงินสกุลของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ รวมถึงการเข้าถึงระบบธนาคารของประชาชนก็ต่ำมาก ประชาชน 70% ของประเทศไม่มีบัญชีธนาคาร แต่ประชาชนส่วนใหญ่มีมือถือ
- ประธานาธิบดีคนล่าสุด บูเคเล่ เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ และเป็นผู้นำที่กล้าได้กล้าเสีย อีกทั้งยังชื่นชอบเทคโนโลยี่ เค้ามองเห็นว่าถ้าประเทศสามารถตัดตัวกลางในการชำระบัญชีระหว่างประเทศออกไปได้จะทำให้ประเทศของเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 30-50% เลยเพราะไม่ต้องเสียค่าดำเนินการ อีกทั้ง El Salvador นโยบายการเงินที่ถูกควบคุมโดยอเมริกาในปัจจุบันเหมือนการเสี่ยงโชค ต้องคอยลุ้นว่าจะเป็นคุณหรือโทษต่อประเทศของตน ถ้าจะเปลี่ยนไปเป็นบิทคอยน์ก็ทำได้ไม่ยากและอาจจะดีกว่าเพราะบิทคอยน์มีนโยบายการเงินที่ชัดเจนและโปร่งใสเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อีกทั้งยังสามารถลดการพึ่งพาอเมริกาลงได้อีกด้วย จึงตัดสินใจใช้บิทคอยน์เป็นสกุลเงินหลักที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในครึ่งปีหลังของ 2021 นี้เอง สร้างความฮือฮาในระดับโลกในฐานะประเทศแรกในโลกที่นำบิตคอยน์มาใช้เป็นสกุลเงินหลัก

- ปัญหาของบิตคอยน์คือยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายและยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างในฐานะเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย นั่นเป็นสาเหตุให้ราคาบิตคอยน์มีความผันผวนมากในปัจจุบัน ซึ่งผมเชื่อว่าเมื่อบิตคอยน์มีการยอมรับและใช้อย่างแพร่หลายเหมือนทองคำจะทำให้ราคานิ่ง และมีลักษณะเหมือนทองคำในปัจจุบัน การที่บูเคเล่ใช้บิตคอยน์ตอนนี้ทั้งๆที่ราคายังผันผวนอยู่ จึงทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจใช้เงิน 2 สกุลอยู่คือทั้งบิตคอยน์ และ ดอลล่าห์ ทุกคนสามารถรับเงินมาเป็นบิตคอยน์และแปลงมาเก็บเป็นดอลล่าห์ได้ซึ่งผันผวนน้อยกว่า โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและไม่ต้องจ่ายค่าดำเนินการแต่อย่างใดถ้าแปลงเงินผ่านทาง Government Exchange
- การที่จะทำให้ประชาชนยอมรับในบิตคอยน์ ก็ต้องพึ่งนโยบายประชานิยมด้วยการแจกเงินขวัญถุงเป็นบิตคอยน์มูลค่า 30$ ให้กับประชาชนทุกคนที่ดาวน์โหลดกระเป๋าตังค์ Chivo ลงในมือถือตัวเอง อีกทั้งยังต้องกระตุ้นให้ประชาชนทดลองใช้จ่ายและชำระเงินด้วยบิตคอยน์ ซึ่งจะได้ส่วนลดพิเศษและของแถมอีกมากมาย ช่วง 4 เดือนแรกนี่ขรุขระมาก ทั้งในแง่ระบบ ความเชื่อมั่น และการปรับตัวของประชาชนเข้าสู่โลกของดิจิตัล คนหัวโบราณส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะแปลงบิตคอยน์และกดเงินจาก ATM ออกมาเป็นแบงค์ดอลล่าห์เก็บเอาไว้ใช้ได้ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปการยอมรับก็มีมากขึ้น ตัวเลขเดือนมกราคม 2022 ชี้ว่ามีประชาชนดาวน์โหลด Chivo wallet ไปแล้ว 4 ล้านคน (ประชากรทั้งประเทศประมาณ 7 ล้านคน) และมียอดธุรกรรมจากกระเป๋า Chivo เฉลี่ย 6,500 ธุรกรรมต่อวินาที แซงสถิติความเร็วในการประมวลผลของ Visa ไปแล้ว
- หลายๆประเทศจับตามาที่กระเป๋า Chivo ของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นกระเป๋าบิตคอยน์ที่ใช้ Lighting Network ที่สามารถนำมาใช้ในสเกลระดับประเทศใบแรกของโลก สามารถลบคำสบประมาทของคนที่ไม่เข้าใจบิตคอยน์ไปได้มาก กับคำถามที่ว่าบิตคอยน์ไม่เร็วพอที่จะนำมาใช้แทนเงิน ใครจะมารอตั้ง 10 นาทีเพื่อยืนยันธุรกรรมการชำระเงินกัน? ส่วนตัวผมเชื่อว่าอีกมุมที่ประเทศอื่นๆจับตามอง คือ การนำข้อมูลของธุรกรรมการใช้จ่ายในกระเป๋า Chivo ของรัฐบาลมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น Big Data analysis, การประเมินภาษี และการสรุปมูลค่าบัญชีที่มีบิตคอยน์อันผันผวนอยู่ในรายงานทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งน่าจะเห็นได้สมบูรณ์เมื่อครบรอบปีงบประมาณหลังการประกาศใช้บิตคอยน์
- รัฐบาลไม่บังคับให้ทุกคนใช้ Shivo wallet และเปิดอิสระให้ประชาชนเลือกกระเป๋าคริปโตอะไรก็ได้ในการใช้งาน ซึ่งส่วนนี้ไม่ได้มีโปรแกรมของรัฐบาลฝังอยู่ เป็นที่น่าสนใจว่ารัฐบาลจะดูแลการไหลของเงินในช่องทางนี้ได้อย่างไร เพราะสุดท้ายรัฐบาลต้องประเมินการจัดเก็บภาษีจากประชาชนเพื่อมาบริหารประเทศ อีกทั้งต้องสอดส่องดูแลธุรกรรมที่ผิดกฎหมายจากบิตคอยน์ไปพร้อมๆกัน
ปัญหาใหญ่ๆที่ต้องจับตากับทิศทางของ El Salvador
- จากทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น ดูเหมือนว่าบิตคอยน์จะสามารถช่วยแก้ปัญหาหลักๆของประเทศได้อย่างเหมาะเจาะ แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องติดตามต่อไปในระยะยาว คือ ความผันผวนของบิตคอยน์กับการซื้อถัวเฉลี่ยทั้งหมดของ El Salvador ที่เกิดขึ้นในตลาดขาลงทำให้เกิดการขาดทุนสะสมไปแล้วกว่า 20% ของเงินลงทุนทั้งหมด ถึงแม้ว่าบูเคเล่จะออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อที่จะกู้เงินมาซื้อบิตคอยน์เป็นเงินสำรองคงคลัง จะเหลือเงินพอจะช้อนอีกสักกี่ไม้ อีกทั้งยังต้องจัดการเงินสองสกุลต่อไปอีกพักใหญ่เลย จากนี้ไปจะซื้อเหรียญอย่างไรให้ขาดทุนน้อยสุดหรือมีประสิทธิภาพสูงสุด อาจต้องตั้งกระทรวงใหม่เข้ามาดูแล
- คู่ค้าต่างประเทศก็ได้รับผลกระทบที่จะต้องทำธุรกรรมกับ El Salvador เป็นบิตคอยน์ด้วย แน่นอน คู่ค้าขนาดเล็กอาจถูกบังคับให้ทำธุรกรรมเป็นบิตคอยน์ ในขณะที่ คู่ค้าขนาดใหญ่ระดับประเทศอาจบังคับให้ El Salvador ชำระเงินเป็นดอลล่าห์ การดูแลเงินสองสกุลจะยังคงอยู่ไปอีกนาน
- เป็นที่ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า นายก บูเคเล่ มีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างประเทศให้เป็นศูยน์กลางของบล๊อกเชนเทคโนโลยี และ บิตคอยน์ เหมือนที่อเมริกามีซิลิกอนวาเล่ย์ เป็นศูยน์กลางของ Startup Technology มีการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการในการยกเว้นภาษีสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Bitcoin City) มีการดึงดูด talent และนักลงทุนด้วยการให้สิทธิการเป็นพลเมืองเมื่อปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งไม่ยากเลย จุดนี้เป็นที่ดึงดูดของเด็กยุคใหม่ที่ไม่พอใจกับนโยบายของประเทศตัวเองที่จะมีสัญชาติที่สองได้

- ตัวนายก บูเคเล่เองก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงขึ้นมาทันที ในฐานะผู้นำประเทศของคนรุ่นใหม่ ที่มีหัวก้าวหน้า ที่มีบุคลิคที่เข้าถึงได้ง่าย และใช้ตัวเองในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม บทบาทใหม่ที่เริ่มเห็น คือการเป็นที่ปรึกษาให้กับประเทศอื่นๆที่สนใจในการนำบิตคอยน์มาเป็นสกุลเงินหลัก ซึ่งมีหลายๆประเทศที่มีปัญหาการด้อยค่าของสกุลเงินเริ่มให้ความสนใจและพูดคุยถึงแนวทางกับ บูเคเล่ เช่น ตุรกี โบลิเวีย และแม็กซิโก เป็นต้น
- ถ้า Bitcoin Domino Effect เริ่มเกิดขึ้นได้สำเร็จในหลายๆประเทศมากขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือการยอมรับ บิทคอยน์เป็นสกุลเงินแทนที่จะเป็นสินทรัพย์ ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่และเกิดขึ้นได้ยากที่สุด เพราะการที่หลายๆประเทศยอมรับบิตคอยน์เป็นสกุลเงินหลักของโลกนั้น จะสั่นคลอนนโยบายทางการเงินของทุกประเทศในโลก ซึ่งหมายถึงการสูญเสียอำนาจทางการเงิน และเสียการควบคุมเศรษฐกิจของประเทศตนเอง เพราะบิตคอยน์สามารถใช้ที่ไหนก็ได้ในโลกโดยไม่ต้องมีตัวกลาง เงินจะรั่วไหลออกจากประเทศไปในช่องทางต่างๆ เราจะได้เห็นวิธีการปกป้องผลประโยชน์ของแต่ละประเทศในรูปแบบใหม่ การถือสัญชาติเสมือนของคนรุ่นใหม่ และการกลับมาของ Global Unit of Account แต่คราวนี้จะไม่ใช่ทองคำ แต่เป็นบิตคอยน์
ถึงแม้ว่าหนังสือ Bitcoin Standard จะทำให้ผมติดตามเรื่องราวของ El Salvador ได้สนุกขึ้นแต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นหนังสือที่อ่านยาก เข้าใจยาก และง่วงนอนเป็นระยะเลย มันสามารถช่วยเติมเต็มความรู้ในเรื่องราวของ วิวัฒนาการของเงินจนมาถึงเงินดิจิตัลได้ดี และยังให้ความรู้เกี่ยวกับเบื้องหลังของเศรษฐศาสตร์การเงินโลกอีกด้วย ถึงแม้ผู้เขียนจะโจมตีระบบการเงินโลกในปัจจุบันแบบไม่ให้ค่าเลย ซึ่งผมมองว่าสุดโต่งเกินไป ระบบการเงินปัจจุบันถึงจะไม่ดี มีข้อเสียในระยะยาว แต่มันก็ให้กลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับการเงินแบบอนุรักษ์นิยมของมาตรฐานทองคำ

ผมมองเศรษฐกิจแบบ Keynesian เป็นการค้นพบนวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ในการเร่งผลผลิต เพียงแต่ว่าเมื่อรถขบวนนี้แล่นออกไปด้วยอัตราเร่งแล้ว พึ่งมารู้ตัวว่ามันไม่มีเบรค เลยพยายามศึกษาหาวิธีชลอความเร็วและสร้างเบรคในขณะที่รถยังแล่นด้วยความเร็วสูง ซึ่งรถบางคันก็พุ่งชนสิ่งกีดขวางพังไปแล้วแค่นั้นเอง มันเป็นการค้นพบที่น่าจะใช้ประโยชน์ร่วมกับเงินที่แข็งแรงตัวใหม่ในอนาคตได้ ที่จะทำให้เป็นรถยนต์ที่สมบูรณ์ คือเร่งความเร็วได้ และชะลอความเร็วได้เมื่ออยากที่จะช้าลง
สรุปได้ว่าคาดหวังว่าจะได้ความรู้เรื่องบิตคอยน์จากการอ่านแต่ดันหักมุมได้ความรู้เรื่องอื่นมาแทน
เล่มนี้ผมให้ 3 ดาวครับ

