NFT part 2: NFT collectible card ตลาดของนักสะสม หรือ นักเก็งกำไร?

รูปแบบของการสะสม NFT collectible card เป็นตลาดที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตลาดสะสมการ์ดหายากที่มีมานาน ทั้งในวงการเกมส์และวงการกีฬา โดยการ์ดประเภทนี้จะถูกผลิตมาทีละหลายๆใบ และมีการ์ดพิเศษที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัด เพื่อให้นักสะสมตัวจริงตามหาและเก็บสะสม โดยเมื่อเวลาผ่านไปยาวนาน นักสะสมที่ยังเก็บรักษาการ์ดเหล่านั้นไว้ในสภาพที่ดีก็สามารถที่จะนำมาขายต่อได้ในราคาที่สูงมากๆ เช่น การ์ดเกมส์ Yu-Gi-Oh ผลิตในปี 1999 ชื่อ Black Luster Soldier ที่ขายได้ถึง 2 ล้านเหรียญ หรือ การ์ดนักกีฬาเบสบอล Mickey Mantle ผลิตในช่วงปี 1952 ที่ขายได้ถึง 5.2 ล้านเหรียญเมื่อพฤศจิกายนในปี 2021 นี้เอง ถึงแม้จะต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะขายได้แต่ก็คุ้มค่าใช่ไหมครับ

Black Luster Soldier card และ Mickey Mantle card ที่มีราคาสูงที่สุดในตอนนี้

เมื่อเทคโนโลยี NFT เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ก็เริ่มมีการทำตลาดสะสมการ์ด โดยเริ่มจากวงการกีฬาบาสเกตบอล (NBA Top shot) ซึ่งมีกระแสการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้วงการ NFT collectible card เริ่มเป็นที่รู้จัก ก่อนจะค่อยๆเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาสู่วงการศิลปะ ตลาด NFT collectible card ดึงดูดศิลปินหน้าใหม่เข้ามาเยอะมาก เพราะสามารถทำเงินให้กับตัวศิลปินค่อนข้างแน่นอนและรวดเร็วกว่าตลาด NFT art ส่วนรายได้ของ Exchange platform ก็ถูกคำนวณส่วนแบ่งด้วย Smart contract อย่างโปร่งใสด้วยเทคโนโลยีบล๊อคเชน ไม่ต้องกังวลเรื่องการอมเงินส่วนแบ่ง อีกทั้งยังทำให้การ์ดสะสมไม่สูญหายง่ายและไม่ต้องดูแลมากเหมือนการ์ดกระดาษในอดีต เพราะความเป็นเจ้าของจะถูกบันทึกไว้ในบล๊อคเชนไปตลอดกาล

ตัว NFT Exchange มีหน้าที่หลักในการหาศิลปินเข้ามาอยู่ในสังกัด และทำการตลาดออนไลน์ เพื่อที่จะได้มี card collection ออกมาใหม่ให้นักสะสมซื้อขายกันเฉลี่ยทุกๆครึ่งเดือน โดยรูปแบบของการ์ดในหนึ่งโครงการจะถูกผลิตการ์ดออกมาเป็น 3 ระดับโดยส่วนใหญ่ ได้แก่

  • Common card มี 11 ภาพ จะถูกผลิตมาภาพละ 600 – 900 ใบ
  • Rare card มี 6 ภาพ จะถูกผลิตมาภาพละ 100 ใบ
  • Legendary card มี 4 ภาพ จะถูกผลิตมาภาพละ 50 ใบ

NFT Exchange platform ที่ดีก็จะมีกลยุทธในการดึงดูดนักสะสมการ์ด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักเก็งกำไร ระยะสั้น จึงทำให้เกิด NFT tokenomic รูปแบบใหม่ขึ้น ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักสะสมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ด้วยการนำระบบ Gamification (การทำภาระกิจเพื่อให้ได้รางวัล) เข้ามากระตุ้นความต้องการซื้อ ซึ่งผมจะขออธิบายวงจรเศรษฐศาสตร์ ของ NFT collectible card ดังต่อไปนี้โดยใช้ตัวอย่างจาก NFT Exchange ชื่อ Starly.io ซึ่งเป็น Exchange ที่เติบโตค่อยข้างเร็ว มีเหรียญเป็นของตัวเอง ($STARLY), มี Roadmap ที่ชัดเจนและดูจะมีอนาคตไกลจากระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง

ช่วงเริ่มต้น Initial offering

เป็นช่วงทำรายได้หลักของศิลปิน รายได้มาจากการขาย NFT Mystery pack สู่ตลาดเป็นครั้งแรก (Primary market) ซึ่งการขายจะมีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกันขึ้นอยู่กับศิลปินว่าต้องการขายงานออกไปในรูปแบบไหน และราคาต่อ pack จะตั้งที่เท่าไหร่ ทั้ง 2 แบบคือการเอาการ์ดสุ่มโดยระบบมามัดรวมกันไว้ใน NFT Mystery pack ลักษณะเดียวกับกล่องสุ่ม คือผู้ซื้อจะไม่สามารถรู้ได้ว่าจะได้การ์ดอะไรจนกว่าจะฉีกซองออกดู สร้างความสนุกตื่นเต้นให้กับผู้ซื้อ เหมือนลุ้นหวย อีกทั้งผู้ซื้อแพ็คจากตลาดหลักยังได้รับค่า loyalty fee 1% ของการขายทอดตลาดของการ์ดใบนั้นทุกๆครั้งอีกด้วย (เฉพาะการขายใน Starly Exchange)

  • รูปแบบที่มี NFT pack เพียงชนิดเดียว
    • รูปแบบนี้ยังไม่ค่อยพบในโครงการสักเท่าไหร่ แต่จะคำนวณรายได้ของโครงการได้ง่ายกว่า เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพ ผมขอยกตัวอย่างจากภาพด้านบน คือ เสนอขายแพ็คละ 35 USD ซึ่งผู้ซื้อจะได้การ์ด 4 ใบ โดยที่ 3 ใบในแพ็คจะเป็น Common card เสมอ ส่วน card ใบที่สี่จะมีโอกาสได้เป็น Rare Card 32% หรือ Legendary Card 11%
    • รูปแบบนี้ผู้ซื้อจะเสียเปรียบมาก เพราะมีโอกาสเปิดแพ็คแล้วได้ Common card ใบที่สี่ ถึง 57% เอาเป็นว่าทุกคนที่เปิดแพ็คเพียง 1 ใบมีโอกาสจะได้ Common card ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อใบสูงถึง 35/4 = เกือบ 9 USD ซึ่งถือว่าขาดทุนแน่นอน วิธีแก้ไขคือต้องเก็บสะสม Common Card ให้ครบเพื่อที่จะได้ Plus card มาช่วยลดต้นทุนลง (เล่ารายละเอียดในช่วงถัดไป)
  • รูปแบบที่สามารถเลือกซื้อ NFT pack ตามประเภทของการ์ด
    • รูปแบบนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยม เพราะผู้ซื้อมีโอกาสเลือกซื้อประเภทของการ์ดได้ มีต้นทุนต่อใบที่ต่ำกว่า และยังได้ลุ้นการ์ดระดับสูงกว่าอีกด้วย
    • จากตัวอย่างด้านบนจะเห็นว่า นักสะสมสามารถเลือกซื้อ Mystery pack ชนิดต่างๆและสามารถคำนวนต้นทุนของการ์ดแต่ละใบที่เปิดได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการตั้งราคาขายเพื่อทำกำไรง่ายกว่ารูปแบบแรก

ผมขอยกตัวอย่างการ์ดจากโครงการที่ใช้ รูปแบบ NFT pack เพียงชนิดเดียว เพื่อที่จะให้ทุกคนเข้าใจว่า ศิลปินจะได้ค่าตอบแทนประมาณเท่าไหร่ต่อหนึ่งโครงการ การ์ดทั้งหมดถูกนำมามัดแบบสุ่มรวมกันได้ทั้งหมด 1850 packs นั่นหมายความว่า ถ้าโปรเจคนี้ขายดีจนหมดเกลี้ยงภายในระยะเวลาที่เปิดขายประมาณครึ่งเดือน ยอดขายจะเท่ากับ 1850×35 = 64,750 USD (ประมาณ 2 ล้านบาท) ก่อนหักค่าใช้จ่ายและส่วนแบ่ง แต่ความเป็นจริงแล้ว แพ็คจะขายได้ไม่หมด แต่เงินที่ได้ก็น่าจะทำให้ศิลปินพอใจกับรายได้ต่อโปรเจคของเขาหลังหักส่วนแบ่งให้กับ Exchange แล้ว เราสามารถตรวจสอบ wallet ของตัวศิลปินได้ผ่านทาง Blockchain ซึ่งผมตรวจสอบดูเห็นได้ว่ามีเงินเข้า wallet ประมาณ 20,000++ USD ตอนจบเฟสแรก ศิลปินจะรับรายได้ภายในเฟสแรกซึ่งกินเวลาไม่ถึง 1 เดือน นับว่าเป็นสวรรค์ของศิลปินเลย อีกทั้งศิลปินยังคงได้ส่วนแบ่งจากทุกๆการขายทอดตลาดอีกด้วย

ช่วงสะสม gamification

หลังจากโครงการปิดการขาย NFT Mystery pack ในเฟสเริ่มต้นแล้วก็จะเข้าสู่การขายทอดตลาด (Secondary market) นักสะสมก็จะเริ่มเห็นแล้วว่าตัวเองมีการ์ดอะไรอยู่ในมือบ้างแล้วยังขาดการ์ดอะไรไปบ้าง แน่นอนถ้าซื้อ NFT pack หลายๆแพ็คในเฟสแรกเพื่อที่จะลุ้นโชคที่จะได้การ์ดระดับสูง ก็จะมีโอกาสได้การ์ดซ้ำๆในมือเยอะขึ้นตามไปด้วย นักเก็งกำไรจะเริ่มมองหาการ์ดที่ตัวเองยังขาดในแต่ละประเภทเพื่อเติมให้ครบ เพราะว่าทาง Exchange และ ศิลปินจะแจกการ์ดพิเศษ (Plus card) ให้กับนักสะสมที่สามารถสะสมการ์ดได้ครบทุกใบในแต่ละประเภท โดยให้เวลาสะสมเพียงแค่ 30 วันนับตั้งแต่เปิดขาย NFT pack ในวันแรก ความพิเศษของ Plus card คือจะผลิตมาเท่ากับจำนวนนักสะสมที่เก็บได้ครบตามเงื่อนไขเท่านั้น ทำให้ช่วงนี้การ์ดจะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆเพราะมีความต้องการในการซื้อสะสม และจำนวนการ์ดที่หมุนเวียนในตลาดก็น้อยลงนั่นเอง ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการขายทำกำไรนั่นเอง

ตัวเลขด้านมุมขวาล่างของการ์ด จะบอกว่า Plus card ถูกผลิตออกมาจำนวนกี่ใบ ยิ่งจำนวนน้อยราคาขายยิ่งสูง

นักสะสมที่ทุนน้อยก็จะเลือกสะสม Common card ให้ครบ เพื่อที่จะได้ Common Plus card เมื่อจบช่วง gamification โดยราคาเฉลี่ยของ Common card ในช่วงนี้จะอยู่ที่ประมาณ 3USD/ภาพ ถ้าสะสมจาก 0 คือไม่มีการ์ดเลย ก็จะใช้เงินเพียง 33 USD เพื่อจะได้ Common Plus card เพิ่ม 1 ใบ จำนวนเงินที่ต้องใช้ในการสะสมการ์ดระดับ Rare และ Legendary ก็จะสูงขึ้นตามลำดับ ขึ้นอยู่กับจำนวนการ์ดแต่ละภาพที่หมุนเวียนในตลาดหลังปิดการขาย NFT pack ยิ่งมีการ์ดหมุนเวียนอยู่น้อยเท่าไหร่ ยิ่งมีราคาสูงขึ้น เช่นเดียวกับ Plus card

ช่วงนี้คุณต้องตัดสินใจแล้วหละว่า จะยอมลดราคาขายแล้วมีกำไรน้อยลงหน่อย หรือ ถือไว้เพื่อสะสมรอ Plus card เอาไปขายในเฟสถัดไป?

จงพึงระลึกเสมอว่าการ์ดที่ผลิตออกมา (โดยเฉพาะ Plus card) จะถูกถือครองโดยนักสะสมด้วย ไม่จำเป็นว่าจะเป็นการ์ดที่จะถูกนำมาปล่อยขายในตลาดรองเสมอไป จากรูปภาพตัวอย่าง จะเห็นว่า Rare plus card ถูกผลิตมาแค่ 21 ใบ แต่มีนักสะสมนำมาปล่อยขายในตลาดรอง เพียงแค่ 2 ใบ (2 listings) ซึ่งอาจหมายความว่าที่เหลือถูกเก็บไว้กับนักสะสมตัวจริงที่ไม่ได้อยากขายแต่อยากเก็บเอาไว้เป็นของตัวเอง

ช่วงตลาดวาย

หลังจากผ่านไป 30 วันและมีการเผยภาพ Card Plus ออกมาหมดแล้ว นักเก็งกำไรระยะสั้นก็จะเทขายภาพที่มีอยู่ในมือออกมาทั้งหมด ราคาจะตกลงอย่างรวดเร็ว ใครขายได้ก่อนก็จะยังพอมีกำไรเป็นเงินก้อนเก็บไว้ เพราะนักเก็งกำไรต้องการเงินทุนไปเปิด NFT pack ในโครงการถัดไปนั่นเอง ช่วงนี้จะเหลือเพียงนักสะสมระยะยาวที่คอยตามหาซื้อภาพที่ตัวเองยังขาดอยู่ เช่น Plus Card หรือ การ์ดระดับสูงที่ไม่คุ้มที่จะซื้อในช่วง Gamification เพราะราคาสูงเกินไปนั่นเอง หรือไม่ก็จะมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่พึ่งเข้ามาสู่โลกของ NFT collectible card ที่ยังไม่เข้าใจวงจรทั้งหมดของตลาดประเภทนี้ ซื้อการ์ดในราคาแพงโดยไม่รู้ตัว

ยังมีความหวังที่จะรวยทางลัดอีกทางหนึ่งสำหรับนักเก็งกำไร คือการซุ่มซื้อแล้วได้การ์ดที่มีหมายเลข serial ใบแรกของแต่ละประเภท เพราะการ์ด #1 เป็นที่หมายปองของนักสะสมงานตัวจริง ซึ่งส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสูง แต่อาจต้องใช้เวลารอนานหน่อยกว่าจะขายได้ ข้อดีของการสุ่ม คือ ระบบมันสุ่มแม้กระทั่ง Serial number ไม่ได้มาจากการที่ใครซื้อคนแรกแล้วจะได้เบอร์หนึ่ง

จากรายการตั้งราคาขาย จะเห็นได้ว่าการ์ดที่มี Serial #1 จะถูกตั้งราคาไว้ที่ 1000 USD ต่างจากราคาขายใบอื่นๆ

พอวงจร NFT collectible card มาถึงตอนจบ โดยส่วนใหญ่จะเหลือการ์ดที่ขายไม่ได้หมุนเวียนอยู่เยอะพอสมควร ราคาจะเริ่มนิ่ง liquidity จะต่ำลงมาก ถ้ามองในสายตาของนักสะสม อารมณ์ก็จะเหมือนตลาดพระเครื่องบ้านเรา พระบางรุ่นจะดังและมีราคาสูงก็ต่อเมื่อเกจิมีชื่อเสียงขึ้นมา มีกระแสขึ้นมา ถึงจะเริ่มขายได้ ราคาจะเพิ่มขึ้นได้เมื่อเป็นพิมพ์นิยมที่ในตลาดเริ่มเหลือน้อยลง

แต่ถ้ามองในสายตาของนักเก็งกำไรสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นแบบเดียวกันกับลักษณะวงจรชีวิตของตลาด NFT collectible card ก็คือ ระบบแชร์ลูกโซ่นั่นเอง คนสุดท้ายจ่ายรอบวง ถ้าคุณถือการ์ดไว้แล้วขายไม่ได้ สิ่งที่คุณได้มีเพียงสิทธิในการเป็นเจ้าของภาพดิจิตัลโดยชอบธรรม ที่คนอื่นๆก็สามารถดาวน์โหลดและพิมพ์ภาพนี้ไปติดผนังบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของแต่อย่างได้

ถ้าคุณมีการ์ดที่ขายไม่ออกหลังหมดวงจรชีวิตของโครงการแล้ว คุณเหลือทางเลือกไม่มาก สิ่งที่ทำได้ก็คือ

  • ถือเอาไว้ระยะยาว และหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีนักสะสมมาขอซื้อในราคาสูงเหมือนการ์ดเกมส์และการ์ดเบสบอลที่กล่าวมาข้างต้น
  • ยอมขายขาดทุนออกทุกราคาถ้าไม่อยากเก็บงานนั้นไว้ เพราะเงินจม ตลาด NFT มีสภาพคล่องต่ำ
  • หาทางไป list ขายในตลาดอื่นที่ให้ราคาสูงกว่า
  • ถือเอาไว้และชื่นชมกับผลงานที่ซื้อมา ยินดีกับตัวเองที่กลายเป็นนักสะสมตัวจริงไปแล้ว

แต่เดี๋ยวก่อน ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่กำลังมาแรงนั่นคือการ Staking NFT

ผมเริ่มเห็นหลายๆ NFT exchange อนุญาตให้นักสะสม NFT สามารถสร้างรายได้จากการ Stake โดยไม่ต้องขายการ์ดออกไป

Exchange ที่น่าสนใจคือ Starly.io ที่ให้ผลตอบแทนจากการ Stake เป็นเหรียญของตัวเองชื่อ STARLY ซึ่งมีระบบการจัดการที่ชัดเจน ที่สามารถแก้ปัญหา pain point ของนักสะสม NFT โดยตรง คือแต่ละการ์ดจะมี score ติดมาตั้งแต่ต้น ตามชนิดของการ์ดและ sequence number ของการ์ด

ตัว score ของการ์ดแต่ละใบ จะเป็นตัวระบุจำนวน stake amount ทั้งหมดของการ์ดแต่ละใบโดยมีมูลค่าเป็น STARLY$ เช่น ถ้าcard ระดับ Legendary จะมีค่า score อยู่ประมาณ 300 point ขึ้นอยู่กับปริมาณการ์ดที่ถูก minted ออกมา แปลว่าถ้า Stake card นี้ไว้ตลอดเวลาประมาณ 2 ปีจะได้เหรียญออกมาประมาณ 300 STARLY$ ซึ่งเอาไปแลกเหรียญ Crypto อื่นๆได้, 1 STARLY$ ตอนนี้ประมาณ 3.6บาท หรือแปลว่า 10 STARLY$ จะเท่ากับ 1USDT, ถ้าดูจากการ์ดใบนี้มี 300point ก็จะ stake ได้เกือบ 30 USD โดยไม่ต้องนำไปขาย ถ้าคุณซื้อการ์ดมาต่ำกว่าราคานี้ก็เท่ากับว่าถือไว้ไม่ต้องขายก็ทำกำไรได้ อย่างนี้สิถึงจะแก้ไขปัญหา liquidity ของ NFT ได้จริง และ NFT ก็จะไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นแค่ภาพ JPG ที่ใครๆก็ดาวน์โหลดไปเก็บไว้ได้เหมือนกันโดยไม่ต้องซื้อ

Leave a comment