ผมพึ่งจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ติดอันดับท๊อป 10 ของหนังสือทางการเงินที่ควรอ่านในหลายๆโผ และเป็นหนังสือเกี่ยวกับการเงินที่ขายดีมาก เป็นเวลามากกว่า 20 ปีแล้วที่ความนิยมยังคงไม่แผ่วลงเลย พอได้อ่านแล้วเหมือนโดนล้างสมอง และตอบคำถามในใจผมหลายๆอย่างที่เก็บไว้มานาน ผู้เขียน Robert Kiyosaki นำเรื่องราวชีวิตของตัวเองมาเล่าให้ฟังโดยเปรียบเทียบ มุมมองการบริหารเงินของพ่อ 2 คน คือพ่อของเขา (Poor Dad) และ พ่อของเพื่อน (Rich Dad) ซึ่งมุมมองเหล่านี้ทำให้เห็นถึงความเชื่อทางสังคมที่ถูกปลูกฝังมาในระบบการศึกษา ทำให้คนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่คล้ายๆกัน แก่งแย่ง ดิ้นรน เพื่อมีชีวิตรอดอยู่ในสังคมที่เขาเรียกว่า สนามแข่งหนู

ผู้เขียนเป็นคนที่เล่าเรื่องได้เก่งมาก ทำให้หนังสือน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบเลย และยังได้แง่คิดใหม่ๆที่จะนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีก เพื่อให้ตัวเราสามารถหลุดพ้นออกมาจากสนามแข่งหนู และมีอิสระภาพทางการเงินที่แท้จริงได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ คือการอ่านแล้วนำมาปฏิบัติ
การรับรู้ทางความคิดหลังจากที่ได้อ่านจบ ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยน แต่มันต้องเกิดจากการลองลงมือทำ ซึ่ง Robert ย้ำแล้วย้ำอีกในหนังสือของเขา โดยสรุปออกมาเป็นบัญญัติ 10 ประการในบทที่ 8 เกือบจะท้ายเล่ม หลังจากสามารถชักจูงผู้อ่านให้มีความเชื่อตามแนวคิดของเขาแล้วอยากจะลองทำดู
รีวิวบทนี้ผมจะเจาะลึกลงไปถึงบัญญัติ 10 ประการว่าผมนำไปใช้แล้วติดปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งหลายๆข้อ ผมนำมาปฏิบัติใช้ตั้งแต่ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ บางข้อก็กำลังเริ่มทำอยู่ และอีกบางข้อที่ยังทำไม่ได้
- Power of Spiritจงหาเหตุผลในการทำให้บรรลุเป้าประสงค์ให้เป็นสิ่งสำคัญกว่าสิ่งที่เป็นอยู่
- ผมว่าทุกๆคนต่างต้องเจอกับสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากเป็น และสิ่งที่ไม่ชอบในชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถสร้างความอยากให้เป็นเป้าประสงค์ของชีวิตได้ มันจะทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายนั้นได้ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากเพียงใด เหมือนที่หลายๆคนเรียกว่า passion นั่นเอง
- หนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่างว่าหลายๆคนไม่ชอบที่จะทำงาน และอยากใช้ชีวิตอิสระด้วยการเดินทางรอบโลก กินของที่อยากกินโดยไม่กังวล การที่จะทำอย่างนั้นได้ คุณจะต้องหาเงินให้ได้มากพอที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงานอีก (อิสระทางการเงิน) ถ้าคุณมีความมุ่งมั่นมากพอ คุณจะหาหนทางที่จะทำให้เกิดอิสระภาพทางการเงิน ไม่ว่าจะต้องล้มเหลวกี่ครั้งก็ตาม
- ตัวผมเอง ผมชอบการทำงานมากหลังจากจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ได้ใช้ความรู้ในสายอาชีพที่เรียนมา หลังจากทำงานผ่านไป 20 ปี ตำแหน่ง หน้าที่รับผิดชอบก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ต้องดูแลพนักงานมากมาย และผมก็พบว่าตัวผมเองไม่ชอบเลย ที่จะต้องเป็นผู้นำ ผู้บริหาร ดูแล และสั่งการลูกน้อง ผมคิดเสมอว่ามันจะมีวิธีอื่นอีกไหมที่จะได้รายรับเข้ามาเยอะๆ โดยไม่ต้องบริหารคน ในเมื่อมองไปทางไหนในสังคมก็มีเพียงแค่การเป็นพนักงานประจำ กับการเป็นเจ้าของกิจการ ที่ต้องมีพนักงานช่วยทำงานแทบทั้งสิ้น
- ผมต้องอดทนทำงานเพื่อหารายได้และสะสมให้บรรลุเป้าหมายของชีวิต ถึงแม้การทำงานมันจะไม่สนุก ไม่มีความสุขเหมือนสมัยจบใหม่ๆ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าผมมีเงินสัก 50 ล้าน ผมจะสามารถมีอิสระภาพทางการเงินได้ สามารถทำในสิ่งที่ชอบโดยไม่ต้องทำงานอีก ไม่ว่างานจะยากลำบากแค่ไหน ผมก็อดทนทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ว่าไว้ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมใช้ในการบรรลุเป้าประสงค์ของชีวิต
- Power of Choiceจงตัดสินใจเลือกทุกวัน ว่าจะใช้เวลาอย่างไรให้เกิดความมั่งคั่งในอนาคต
- ในทุกๆวัน เราต้องตัดสินใจเสมอ โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงิน เราต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าการตัดสินใจของเรามีผลลัพธ์เป็นการใช้เงินเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ หรือลงทุนในสิ่งที่เป็นหนี้สิน ทุกการตัดสินย่อมมีผลต่อระบบการเงิน และมันจะส่งผลต่อความมั่งคั่งในระยะยาว
- หลักคิดง่ายๆคือ เมื่อเราตัดสินใจจ่ายเงินไปแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาสามารถสร้างรายได้ให้กับเราหรือไม่ ถ้ามันสร้างรายได้ก็เรียกว่าสินทรัพย์ (asset) ถ้ามันทำให้เกินรายจ่ายให้เรียกว่าหนี้สิน (expense) หลักคิดนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง เพราะ Robert เรียกการซื้อบ้าน ซื้อรถ ว่าเป็นหนี้สิน เพราะเราต้องจ่ายค่าซ่อมแซม บำรุงรักษาหรือค่าน้ำมัน ตลอดเวลาหลังจากซื้อมาแล้ว ในขณะที่ระบบการศึกษานั้นสอนให้เราเข้าใจว่า การซื้อบ้านหรือซื้อรถ เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตการทำงาน เพื่อมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
- เมื่อคุณมีมุมมองเรื่องทรัพย์สิน หนี้สินอย่างท่องแท้แล้ว ประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะทำให้บรรลุผลที่จะมีอิสระทางการเงิน ทุกๆการตัดสินใจของคุณก็จะเตือนคุณให้คิดเสมอว่า การใช้เงินในแต่ละครั้งจะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินของคุณหรือไม่ และคุณควรวางแผนการใช้จ่ายในอนาคตอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายให้เร็วขึ้น
- อีกสิ่งหนึ่งที่ Robert แนะนำให้ทุกคนลงทุน คือการลงทุนในความรู้ เพราะความรู้สามารถนำมาต่อยอดเพื่อหารายได้ ความรู้มีวันหมดอายุ (ล้าสมัย) เราจึงต้องพยายามลงทุนในความรู้เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่และยังคงต่อยอดรายรับของเราได้ต่อไป บางครั้งอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะนำความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดได้ ที่สำคัญคือการลองนำความรู้เหล่านั้นมาลองปฏิบัติ ถึงแม้ว่าผมจะเกษียณแล้ว แต่ผมก็ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆตลอดเวลา เพื่อที่จะนำความรู้ใหม่ๆมาทดลองดูว่าจะสามารถเพิ่มรายได้ให้ผมได้หรือไม่ อย่างน้อยก็ช่วยลดรายจ่ายลงก็ยังดี และแน่นอนผมตระหนักถึงการใช้จ่ายทุกครั้งว่ามันเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ หรือ หนี้สิน รู้ถึงเหตุของการจ่ายครั้งนั้นก่อนจะใช้จ่ายเงินออกไปถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนี้สินก็ตาม
- Power of association คบเพื่อนหรือผู้ที่รู้จริงในเรื่องการเงินเพื่อมองหาข้อมูลวงใน
- ประเด็นคือเราจะได้มุมมองใหม่ๆ แนวคิด ข้อมูลใหม่ๆมากกว่าการตัดสินใจด้วยตัวคนเดียว เพื่อนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงใครก็ได้ และไม่ได้หมายถึงฝูงชนบนโซเชี่ยลมีเดีย ทำยังไงก็ได้ที่เราจะได้ข้อมูลวงใน ไม่ใช้ข้อมูลที่มาจากฝูงชนและตามกระแสกันไป เพราะข้อมูลพวกนั้นมันล่าช้าเกินไป เราจะตกเป็นเหยื่อ เราต้องหาข้อมูลจากคนที่ลงมือทำจริง ซึ่งเพื่อนที่เรามีอยู่จะเข้าถึงได้ง่ายที่สุดแบบฟรีๆ การจ้างที่ปรึกษาก็ช่วยได้แต่ต้องเสียเงิน แต่ต้องแน่ใจว่าเค้าเหล่านั้นคือคนที่เคยลงมือทำจริงๆ เพราะเรากำลังมองหา financial intelligence เพื่อที่จะได้ข้อมูลวงในที่ทำให้ได้เปรียบในการตัดสินใจลงทุน และลดความเสี่ยง
- ข้อนี้เป็นข้อที่ผมไม่ได้ทำเลย เพราะผมเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ชอบตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ค่อยไว้ใจใครเท่าไหร่ แต่โชคดีที่ผมไม่ค่อยเชื่อกระแสโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปั่น ผมมักจะศึกษาหาข้อมูลบนอินเตอร์เนทเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจของตัวเองซะมากกว่า ถึงแม้ผลลัพธ์จะออกมาล้มเหลวบ้าง แต่มันก็เป็นบทเรียนที่ดีและผมก็ยอมรับผลการตัดสินใจของตัวเอง และพยายามพัฒนาให้การตัดสินใจนั้นดีขึ้นในครั้งถัดๆไป
- Power of learning quicklyคิดค้นสูตรการใช้ชีวิตแบบใหม่ให้เร็ว
- คนเรามักจะมีพฤติกรรมเป็นไปตามสิ่งที่เราถูกป้อนเข้าสมองเป็นเวลานานและซ้ำๆ เหมือนกับสิ่งที่ถูกพร่ำสอนในระบบการศึกษาของเราคือ เรียนเก่งๆ, จะได้งานดีๆเงินดีๆ, ไปทำงานหาเงินเพื่อที่จะซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต, จ่ายเพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น, ถ้ายังเหลือเงินก็เก็บออมเอาไว้บ้างเอาไว้รักษาตัวยามแก่, ถ้ายังไม่พอเก็บก็ทำงานต่อไป นี่คือสูตรการดำรงค์ชีวิตที่คุณเรียนรู้จากโรงเรียนและสังคมที่คุณอยู่ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิดถ้าคุณต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต
- ผมเชื่อว่าทุกคนคงต้องเริ่มต้นจากระบบการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมก่อน เพื่อที่จะหารายได้ในการดำรงค์ชีวิต เพราะไม่ใช้ทุกคนที่เกิดมาแล้วมีมรดกจากพ่อแม่ ผมเองก็เริ่มจากไม่มีอะไรเหมือนกันจึงทราบดีว่าการเก็บออมเงินเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ผมเห็นด้วยกับ Robert ว่า วงจรชีวิตของสังคมเมืองสอนให้เราอยู่รอด แต่ไม่ได้สอนให้เรารวย หรือมีความมั่งคั่งในชีวิต จึงทำให้คนส่วนใหญ่ติดอยู่ในวงจรของการเรียน เพื่อหางานทำ และได้เงินมาเพื่อประทังชีวิตไปจนวันตาย
- ผมตัดสินใจเกษียณตัวเองตอนอายุ 50 ปี ถึงแม้ในวันนั้นผมยังคงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ได้ แต่ผมมีความเชื่อว่า ความรู้ใหม่ๆจะสามารถทำให้ผมหารายได้และบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งเอาไว้ได้ในอนาคต และผมก็กำลังพยายามที่จะลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เพื่อหาสูตรในการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่ไม่ต้องอยู่ในวงจรการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพอีกต่อไป
- Power of self-disciplineวินัยในการออมและลงทุนสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง และยากที่สุดด้วย
- กฎข้อแรก เมื่อมีรายได้เข้ามาต้อง “จ่ายให้ตัวเองก่อน” เสมอ หลังจากนั้นให้นำเงินไปลงทุนตามเป้าหมายรายเดือนที่ตั้งไว้ ก่อนที่จะเริ่มใช้จ่ายเงินส่วนที่เหลือ ที่สำคัญต้องพยายามควบคุมรายจ่ายให้ต่ำ ไม่ต้องใช้เงินเดือนที่เหลือให้หมดก็ได้
- เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มช๊อต คือ เงินไม่พอใช้ อย่าไปหักมาจากส่วนที่จ่ายให้ตัวเองและเป้าการลงทุนรายเดือน ให้มองภาวะเงินขาดมือ เป็นแรงกดดันให้เราคิดหาวิธีใหม่ๆให้ได้มาซึ่งรายได้เพิ่ม เพื่อที่จะมีรายได้เพิ่มมากพอที่จะแก้ปัญหาภาวะเงินขาดมือ นี่คือมุมมองการใช้เงินที่แตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน คนรวยจะออมก่อนเสมอ ส่วนคนจนจะพยายามใช้หนี้และสร้างหนี้เพิ่มก่อนเสมอ
- โชคดีมากเลยที่ผมมีนิสัยเก็บออมก่อนมาตั้งแต่สมัยทำงาน เมื่อเงินเดือนออก ผมจะกันเงินออกมาเก็บไว้กับภรรยา เดือนละ 50000 บาทเสมอ เก็บออมเงินเพื่อการศึกษาลูกไว้อีกส่วนหนึ่ง จากนั้นก็จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมสะสมไปเรื่อยๆทุกเดือน เพื่อให้ถึงเป้าการลดหย่อนภาษีสูงสุดที่กำหนดไว้ เงินที่เหลือมีเอาไว้ใช้จ่ายรายเดือน ด้วยวิธีนี้ผมต้องประสบกับภาวะเงินช๊อตบ้างเป็นครั้งคราว หรือบางเดือนก็เหลือเงินเป็น 0 พอดี ในเดือนที่เงินไม่พอใช้ สมองของเราก็จะคิดค้นวิธีหมุนเงินขึ้นมาแก้ปัญหาได้เองอย่างไม่น่าเชื่อ ผมยังโชคดีที่ไม่ถึงกับต้องหางานพิเศษทำเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และอยู่รอดได้มาจนบัดนี้ ด้วยวิธีที่ผมใช้มานี้มันทำให้ผมอดทนและอยากก้าวหน้าในอาชีพการงาน เพื่อที่จะได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นและจะไม่ต้องประสบกับภาวะเงินขาดมืออีกต่อไป
- Power of good adviceจงยอมเสียเงินกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อคำแนะนำที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า
- ก่อนหน้านี้ Robert บอกให้ไปปรึกษาเพื่อนหาข้อมูลวงใน แต่ไม่ใช้ว่าเพื่อนจะเก่งกว่าเราเสมอไป หรือจะให้มุมมองที่ดีกับเราได้ ถ้าเราไม่สามารถหา financial intellegence ได้จากวงเพื่อนฝูง ก็จ่ายเงินให้กับผู้เชี่ยวชาญซะ คือ ซื้อเอาเลย มันประหยัดเวลากว่าการมางบหาเอาเอง เพราะคนพวกนี้ ยกตัวอย่างเช่น พวก Broker หรือ ผู้จัดการกองทุน เค้าอยู่กับข้อมูลตลาดการลงทุนทุกๆวัน เค้าเห็นภาพรวมและทิศทางตลาดชัดเจนกว่าเราแน่ๆ ใช้เขาเหล่านั้นเหมือนการจ่ายค่าทางด่วน
- ข้อนี้ผมไม่ได้ใช้เลย อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้า ผมไม่ค่อยเชื่อใจคนอื่นและชอบตัดสินใจเองซะมากกว่า ปัจจัยอีกอย่างคือการตั้งคำถาม การที่จะใช้ผู้เชี่ยวชาญให้เกิดประโยชน์ได้ต้องรู้จักตั้งคำถามที่ตัวเองอยากได้เสียก่อน ตัวผมเองเป็นสมาชิกกรุงศรี Exclusive ที่สามารถของคำปรึกษาทางการลงทุนได้ฟรี หรือแม้แต่ให้ผู้จัดการกองทุนบริหารเงินแทนผมได้ด้วยซ้ำ แต่หลังจากได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ผมก็ยังคงเลือกบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง สิ่งที่ผมตระหนักถึงหลังการสนทนาคือ ผมยังไม่มี pain point ของตัวเองมากพอที่จะตั้งคำถามหรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ผมยังพอใจกับผลตอบแทนที่บริหารเอง ถึงแม้ว่าผู้จัดการกองทุนจะบริหารแล้วได้ผลตอบแทนมากกว่า ผมยังไม่คิดว่าจะปล่อยเงินไปให้เค้าบริหารโดยที่ผมไม่รู้เหตุผลที่มาที่ไปในการทำ portfolio investment แทนผม
- บอกไว้ก่อนว่าผมเป็นคนหลงไหลในเทคโนโลยี ผมเลยลองเอาเงินก้อนหนึ่งไปให้ AI บริหารเงินแบบ DCA ผ่านระบบของ SCB ROBO ADVISOR ผลออกมาไม่ค่อยประทับใจเลย ขาดทุนตลอดจนบัดนี้ แต่ก็คิดว่าคงจะให้ระบบนี้บริหารจนครบเทอม คือ 5 ปี แล้วค่อยมาดูกันอีกทีว่าจะได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่
- Power of getting something for nothingต้องมองให้ไกลกว่าแค่ Return on Investment (ROI)
- นักลงทุนส่วนใหญ่ตัดสินใจลงทุนด้วยการดูระยะเวลาการคืนทุน (ROI) แต่ผู้แต่งบอกว่าแค่นั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่งคั่ง ที่ถูกต้องคือเมื่อได้เงินต้นคืนทั้งหมดแล้ว ต้องหาทางเอาเงินต้นออกมาและให้พอร์ตสามารถสร้างกำไรต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยเงินต้นอีกต่อไป
- มุมมองส่วนตัวผม การยกตัวอย่างในหนังสือด้วย Indian Giver สร้างความสับสนให้ผมค่อนข้างมากว่า Robert ต้องการพูดถึงฝั่งคนอินเดีย หรือฝั่งนักเดินทางที่ได้ผ้าห่มฟรีจากคนอินเดีย ต้องอ่านหลายรอบกว่าจะเข้าใจความหมายที่ผู้แต่งต้องการสื่อถึงตามที่ผมอธิบายไปข้างต้น
- ตัวผมเองก็ใช้หลักการนี้เช่นกันในการบริหารพอร์ตความเสี่ยงสูง เช่นพอร์ตคริปโตเคอร์เรนซี่ โดยการถอนต้นทุนออกทั้งหมด เพื่อให้เหรียญที่ยังคงอยู่เป็นเหรียญที่เพิ่มมูลค่าจากต้นทุน 0 บาท อย่างไรก็ตามต้นทุนที่ถูกถอนออกมาก็ต้องไปหาช่องทางการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมากกว่าต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าอัตราการสร้างรายได้ย่อมต่ำกว่าการลงทุนในพอร์ตความเสี่ยงสูง คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ คุณรับความเสี่ยงได้ในระดับไหน จัดพอร์ตอย่างไรให้สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่คุณพอใจ และความเสี่ยงโดยรวมไม่สูงจนเกินไป?
- The Power of Focus การสร้างเป้าหมายทางการเงินเพื่อซื้อความสะดวกสบายในชีวิต
- ใครๆก็อยากมีชีวิตที่หรูหราอยู่สบาย แต่ถ้าจะทำตามแนวคิดของ Robert ก็คือ คุณซื้อของหรูได้นะ แต่อย่าไปกู้เงินมาซื้อ และอย่าเอาต้นทุนในสินทรัพย์ของคุณไปขายเพื่อซื้อมาด้วย สิ่งที่ต้องทำคือสร้างเป้าหมายขึ้นมา เช่น เราอยากได้ super car มันต้องใช้เงินเท่าไหร่ และเราต้องสร้างกำไรยังไงจากสินทรัพย์ที่เรามีอยู่ให้ได้มาซึ่งเงินเพื่อที่จะซื้อ super car ได้
- ฟังดูคิดง่ายดี แต่ในความเป็นจริงแล้วกำไรที่ได้มาจากการลงทุน ก็เป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ที่คนมี ตัวผมเองวางแผนจะซื้อรถ EV สักคันภายในปีนี้และพยายามบริหารพอร์ตให้เงินมันงอกเงยขึ้น เพื่อที่จะเอากำไรไปซื้อ EV car ได้โดยไม่กระทบต้นทุนที่มีอยู่ แต่ตราบใดที่คุณไม่ได้เก็บทรัพย์สินไว้ในพอร์ตที่มีความเสี่ยงต่ำทั้งหมด เช่น เงิน ทองคำ หรือ พันธบัตร แปลว่าทรัพย์สินคุณยังเก็บอยู่ในประเภทสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมีอัตราการขึ้นลงของมูลค่าอยู่ทุกๆวัน ยิ่งถ้าพอร์ตของคุณมีขนาดใหญ่กว่า 10 ล้าน คุณจะไม่แปลกใจเลยว่าอัตราการขึ้นลงของมูลค่าต่อวันอาจเหวี่ยงวันละเกินล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งก็แปลว่าการสร้างเป้าหมายการเงินที่จะไม่ให้กระทบต้นทุนเก่า มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ความผกผันรายวันอาจมากกว่าราคารถ EV ของคุณอีก
- The Power of mythหาไอดอลของคุณ และใช้ชีวิตลอกแบบความสำเร็จของเขา
- การลอกแบบความสำเร็จของบุคคลที่ชื่นชอบเป็นการปลูกฝังความคิดตั้งแต่วัยเด็กที่ดี ทำให้เด็กๆเหล่านั้นมีแรงบันดาลใจที่จะเป็นเหมือนคนในอุดมคติ เลียนแบบพฤติกรรมที่ดี เรียนรู้วิธีคิดเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ พอโตขึ้นก็พอที่จะแยกแยะออกว่าอะไรเป็นพฤติกรรมที่ดีที่เลียนแบบได้ และอะไรเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเลียนแบบ
- อย่าลืมว่าไอดอลของคุณก็คือคนธรรมดา มี รัก โลภ โกรธ หลง ทำผิดได้เหมือนกันและก็ล้มเหลวในชีวิตได้เหมือนกัน ผมเองก็เคยมีไอดอลที่อยากประสบความสำเร็จเหมือนเขา แต่ไม่ถึงกับเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่รู้ทุกๆอย่างเกี่ยวกับเขา ผมมีไอดอลอยู่สองคน ทั้งคู่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ภายหลังไอดอลผู้หนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นคนโกง ใช้อำนาจที่มีอย่างไม่ถูกต้อง ส่วนไอดอลอีกคนล้มละลาย และถูกกล่าวหาว่าเป็นคนตลบตะแลง เรื่องนี้ทำให้ผมรู้ว่าพวกเขาก็เป็นแค่คนๆหนึ่ง ทำผิดได้เหมือนกับเรานี่แหละ จากนั้นผมก็ไม่มีไอดอลอีกเลย ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองมาตลอด และภูมิใจที่เติบโตมาได้ด้วยตัวเอง
- The Power of givingจงเป็นผู้ให้และคุณจะได้สิ่งนั้นตอบแทนกลับมา
- ถ้าคุณอยากได้สิ่งไหน จงให้สิ่งนั้นแก่ผู้อื่นก่อน ข้อนี้ออกจะเป็นความเชื่อในพระเจ้า ที่สอนให้ผู้คนรู้จักแบ่งปัน และมันยังช่วยให้เรามีสำนึกในการเป็นผู้ให้ โดยที่มันเป็นการช่วยให้เราไม่โลภมากไปในตัวด้วย
- ส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อในแนวคิดที่กล่าว ผมไม่หวังที่จะให้คนอื่นทำอย่างนี้กับผมในอนาคตถ้าผมจะแบ่งปันอะไร ผมรู้สึกว่าผมยังมีไม่พอที่จะทำให้ครอบครัวของผมอยู่ได้อย่างไม่ขัดสน แต่ผมก็มีการแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้างตามโอกาส สิ่งที่ผมสังเกตุเห็นคือผมจะได้รับโอกาสดีๆกลับมาเสมอในระยะเวลาไม่นานมาก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นความบังเอิญรึเปล่า แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็น power of giving รึเปล่า การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้น อย่างน้อยก็ได้ความสบายใจ และความอิ่มเอมในหัวใจ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ
หนังสือเล่มนี้ ช่วยเปลี่ยนมุมองในแง่ของการเก็บออม เปิดโลกให้เห็นถึงระบบการศึกษาที่มีความแอบแฝงให้ประชาชนสร้างผลผลิตเพียงเพื่อจ่ายภาษีให้รัฐบาลไปจนวันสุดท้ายของชีวิต หนังสือแนะนำว่าเราควรจะหาหนทางที่จะหลุดออกจากสนามแข่งหนู โดยฝึกที่จะมองหาโอกาสที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น และหัดใช้จ่ายเงินเพื่อความมั่งคั่งในอนาคต ด้วยหลักง่ายๆ คือการใช่จ่ายเพื่อการลงทุน ที่ต้องพิจารณาในทุกๆการกระทำ ว่ามันสามารถที่จะสร้างรายได้เข้ามาให้เราในอนาคตได้หรือไม่ ทำอย่างไรให้เงินออมของเราเพิ่มพูนขึ้นเสมอ อยากจะรวยต้องกล้าเสี่ยง แน่นอนต้องรู้จักจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นด้วย
บอกได้คำเดียวครับ “สุดยอด” ถ้าใครมีโอกาสอ่านเล่มนี้ได้เร็วยิ่งเป็นประโยชน์กับตัวเอง ส่วนผมได้มีโอกาสอ่านหลังจากที่เกษียณไปแล้ว เพราะเริ่มมีเวลาว่าง ไม่ต้องปั่นจักรถีบของหนูในสนามแข่งอีกต่อไป
ผมให้เล่มนี้ 5 ดาวครับ

