ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปคนเดียวรึเปล่า แต่จากการเที่ยวในลอนดอนทั้ง 3 วัน ผมและครอบครัวใช้เวลาส่วนใหญ่เดินเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆตามริมแม่น้ำ Thames ซึ่งเป็น 3 วันที่อากาศร้อนเลย แดดแรงมาก อารมณ์เหมือนมาเดินเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพ ลองนึกย้อนกลับไปอีกที จริงแฮะ กรุงเทพก็มีศักยภาพและสามารถทำให้รอบแม่น้ำเจ้าพระยามีความเจริญและแหล่งเทียบเท่าลอนดอนได้เลย ไม่เชื่อเรามาตามดูกัน

ผมเริ่มที่แรกของวันด้วยการถ่ายรูปกับหอนาฬิกาบิกเบนและลอนดอนอายส์ แต่ไม่ได้ขึ้นไปข้างบน เพราะคนต่อแถวกันยาวมากและค่าตั๋วขึ้นไปชมวิวบนลอนดอนอายส์ก็แพงมากด้วย เรียกว่าแพงกว่าค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆแต่ละที่ๆเที่ยวมาเลยก็ว่าได้ ไม่เป็นไรพวกผมเคยขึ้น เอเซียทีคสกาย ริมแม่น้ำเจ้าพระยากันแล้ว อารมณ์น่าจะคล้ายๆกัน


พวกเราเลยเข้าไปเที่ยวอารามหลวง Westminster เป็นโบสถ์ที่มีความยิ่งใหญ่อลังมากๆ เหมือนวัดพระแก้วบ้านเรา ต่างกันตรงประโยชน์ใช้สอยตามความเชื่อทางศาสนา Westminster ถูกใช้เป็นที่เก็บศพคนสำคัญและประกอบพิธีมงคลสมรสของราชวงศ์และยังใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกด้วย ภายในตัววิหารเองก็มีความยิ่งใหญ่และการก่อสร้างภายในก็วิจิตรตระการมาก แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในคริสศาสนาของผู้คนในอดีต ตัวมหาวิหารเองอยู่ไม่ไกลจากรัฐสภาและหอนาฬิกาบิกเบน
หลังจากเดินเที่ยวภายในวิหารอยู่นาน พวกเราก็สำรวจที่เที่ยวต่อไปโดยเลือกที่จะใช้รถบัสแบบ Hop on – Hop off เที่ยวตามจุดสำคัญต่างๆ บนรถมีหูฟังให้ใช้ซึ่งเป็นเสมือนทัวร์ไกด์ส่วนตัว ฟังเพลินเลยเพราะเป็นดีเจสองคนมาเล่าให้ฟังรับมุกกันอย่างออกรส ข้อดีของการนั่งรถ คือ บางที่เราไม่ได้อยากลงไปเดินถ่ายรูปแล้วกลับขึ้นมาบนรถก็จะสามารถรู้ชื่อและประวัติของสถานที่ขณะที่รถโฉบผ่าน เราก็อ๋อจากการฟังบรรยายแค่นั้นก็พอ ข้อเสียของรถบัสคือไม่มีแอร์ ชั้นล่างร้อนเหมือนเตาอบ ส่วนชั้นบนเป็นแบบเปิดประทุนซึ่งเต็มตลอด จุดแรกที่พวกเรากระโดดลงคือจตุรัส Tarfalgar เป็นเหมือนลานคนเมือง ที่ใครๆก็มาใช้สถานที่นี้ได้จึงเป็นที่ๆผู้คนนิยมมารวมตัวกันทำกิจกรรมหรือแม้แต่จัดกลุ่มประท้วงรัฐบาลได้อย่างถูกกฏหมาย
สถานที่ถัดมาก็คือ China Town นั่งเอง พวกเรามาที่นี่เพื่อหาที่กินข้าวเที่ยงกันแต่ไปๆมาๆ เรากลับเลือกร้านซูชิที่คนอังกฤษชอบมาทานกันชื่อ Itsu เป็นร้านที่เห็นอยู่ทุกๆที่ในลอนดอนเลย ก็แก้หิวได้ดีราคาไม่แพง และมีที่นั่งให้พร้อมกับที่ชารจ์มือถือ
อิ่มแล้วเราก็นั่งบัสต่อไปที่ Tower Bridge สถานที่ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ามันคือ London bridge ที่นี่เค้าเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปดูเครื่องจักรที่ใช้ยกสะพานให้เรือผ่าน และยังเปิดให้ขึ้นไปเดินบนสะพานเชื่อมด้านบนด้วย โดยเค้าเปลี่ยนพื้นทางเดินให้เป็นกระจกรับแรงเพื่อให้คนสามารถเดินไปบนกระจกได้ ตื่นเต้นดี


เวลาผ่านไปเร็วมากอีกแล้ว ใกล้จะถึงเวลา 5 โมงเย็นแล้ว ต้องหาอะไรทานก่อนเพราะเรามีนัดขึ้นไปชมวิวรอบเมืองลอนดอนตอนหกโมงเย็นในที่ๆสูงกว่าชมบนลอนดอนอายส์ซะอีก ที่นั่นคือ The Shard ตึกที่เหมือนกับตึกมหานครในกรุงเทพนี่เอง แถมหน้าตึกยังมีรูปปั้นที่ฟอร์มรูปร่างมาจากตัวอักษรคล้ายๆกันอีกต่างหาก

วันถัดมาเราไปเที่ยวพระราชวังเคซิงตันกัน เป็นพระราชวังที่เลดี้ไดแอนน่าเคยประทับอยู่ ตอนนี้เปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งพระราชวังรวมถึงเคซิงตันการ์เดนที่มีขนาดใหญ่พอๆกับสวนลุมบ้านเราเลย และยังมีสวนหย่อมที่เอาไว้ลำลึกถึงเลดี้ไดแอนน่าอีกด้วย สิ่งที่เห็นในพระราชวังคือ มีการแบ่งอาคารออกเป็นสองปีก ฝั่งหนึ่งสำหรับ King และอีกฝั่งสำหรับ Queen ตัวผนังมีการใช้วอล์เปเปอร์ลาดลายสวยงามตกแต่งทั้งหลัง มีลายเลดี้ไดแอนน่าอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำด้วย





ช่วงเที่ยงเราไปแถวตลาดคนเดิน Portobello กันเพราะอยากรู้ว่าพวกฝรั่งเค้าเอาอะไรมาขายกันบ้าง ปรากฏว่าไม่ต่างจากตลาดนัดเมืองไทยเท่าไหร่ เดินได้ไม่นานก็ขอยอมแพ้เพราะร้อนมาก เราทานอาหารอิตาเลี่ยนแถวตลาดกัน จากนั้นก็เดินจากตลาดนัดไปแถว Notting Hill ตามรอยภาพยนต์กัน แต่เห็นได้ชัดว่าทุกคนเพลียแดดกันหมดแล้ว เลยกลับที่พักกันดีกว่า ก่อนกลับเราไม่ตะลุยชิมอาหารแล้วของซื้อแซนวิชง่ายๆกลับไปกินที่โรงแรมดีกว่า นี่สินะ วิถีชาวลอนดอนที่แท้จริง
พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพ จริงๆพวกเรามีนัดที่จะต้องขี่จักรยานเที่ยวรอบลอนดอนอีก แต่ดูจากสภาพอากาศร้อนเปรี้ยงแบบนี้ ทุกคนขอนอนเย็นๆอยู่โรงแรมและไปเช็คอินเช้าหน่อยที่สนามบินจะดีกว่า จบทริปแล้วถามทุกคนว่าชอบที่ไหนมากที่สุด ส่วนใหญ่จะบอกว่าชอบความสงบและอากาศแถบสก๊อตแลนด์ แล้วผมถามว่า ไม่ชอบที่ไหนมากที่สุด ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน ลองทายดูสิครับ














