สรุปหนังสือ: Without Their Permission – เรียนรู้วิถี Lean Startup จากชีวิตจริงของผู้สร้าง Reddit

ขอสารภาพก่อนเลยว่าผมซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะการออกแบบหน้าปกที่มีตัว Mascot ของ Reddit อยู่บนปกหนังสือ และการใช้สีแบบ Minimal โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าเนื้อหาของหนังสือจะเป็นเช่นไร ตอนแรกยังนึกว่าเป็นการเล่าชีวประวัติของ Alexis ผู้ก่อตั้ง Reddit เสียอีก แต่พออ่านไปแล้วมันกลายเป็นหนังสือที่ Alexis เขียนขึ้นมาเองเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การทำธุรกิจ และมุมมองของเขาที่มีต่อโอกาสการเป็นผู้ประกอบการบนอินเตอร์เนท โดยมุ่งหวังจะสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เกิดนวัตกรรมต่อยอดบนโลกของอินเตอร์เนทจากนี้ไป

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่าตัว Alexis เข้าใจแนวคิดเรื่อง Lean Startup ก่อนที่จะสร้าง Reddit และ เวปไซด์อื่นๆของเขา หรือเขาเอาแนวคิดของ Eric (ผู้เขียนหนังสือ Lean Startup) มาปรับใช้กันแน่ แต่การเล่าเรื่องในเล่มจะพยายามยกตัวอย่างการใช้แนวคิด Lean Startup มาแก้ปัญหาในชีวิตจริง โดยผู้อ่านไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่อง Lean Startup มาก่อนก็สามารถสนุกกับเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดได้ คลิ๊กเพื่ออ่านต่อได้เลยครับ

หนังสือเล่มนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยแต่ละส่วนจะมีจุดประสงค์แตกต่างกันไป แต่เต็มไปด้วยแง่คิดและคำคมเพื่อที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านลุกขึ้นมาสร้างธุรกิจบนอินเตอร์เนทกัน โดยก่อนที่จะนำผู้อ่านไปสู่แต่ละภาค ผู้เขียนกล่าวถึงบนนำเกี่ยวกับอินเตอร์เนทและความภาคภูมิใจของเขาที่ทำให้อินเตอร์เนทเป็นอิสระจากการครอบงำโดยหน่วยงานรัฐต่างๆจนถึงทุกวันนี้ เพราะเค้าได้มีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมการและพลักดันให้อินเตอร์เนทมีอิสระในการเชื่อมต่อผู้คนเข้าหากันอย่างไร้พรมแดน (internet freedom) เพราะเค้าเชื่อว่าอินเตอร์เนทสามารถเปลี่ยนโลกได้และสามารถสร้างความเท่าเทียมกัน ลดช่องว่างระหว่างความได้เปรียบระหว่างคนรวยและคนจน สร้างโอกาสใหม่ๆในการทำธุรกิจที่เท่าเทียมกันแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าคุณจะเป็นมหาเศรษฐีหรืออาศัยอยู่ห้องแถวเล็กๆ ร้านค้าของคุณบนอินเตอร์เนทก็ใช้เวลาในการเปิดเท่าๆกัน มีหน้าร้านเป็นเวปไซด์ที่เข้าถึงได้ด้วยอินเตอร์เนทเหมือนกัน ทุกคนมีอิสระในการเริ่มต้น, เลือกใช้เวปต่างๆและเข้าถึงโดยไม่ต้องขออนุญาติใคร

ภาคแรก เส้นทางกว่าที่จะมาเป็น Reddit

Alexis กับ Steve เป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นอเมริกันทั่วๆไปในสมัยนั้นที่ชอบเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ออนไลน์ผ่านโมเดม เขียนและอัพโหลดรูปขึ้นไปบนอินเตอร์เนทอวดกัน แต่ Alexis เริ่มสังเกตุเห็นว่ามีคนเข้ามาดูรูปที่เขาอัพโหลดเยอะขึ้นเรื่อยๆจากทั่วโลก เค้าเล่าถึงงานพาร์ทไทม์ของเขาที่บริษัทแห่งหนึ่ง ทำให้เขามีโอกาสในการฝึกการพูดกับฝูงชน (public speaking) เพราะเค้าต้องคอยพูดเดโมสินค้าของบริษัทในงาน CompUSA อยู่เป็นประจำทำให้มีสกิลในการพูดต่อหน้าฝูงชน พูดอย่างไรจะทำให้ผู้คนสนใจสินค้าในเวลาอันสั้น ซึ่งสำคัญมากต่อธุรกิจ Startup ในปัจจุบันเพราะต้อง pitch งานของตนเองให้ผู้ลงทุนสนใจในช่วงระยะเวลาลิฟท์ลงถึงชั้นล่างเท่านั้น (Elevator pitching) และเค้ายังได้ฝึกพูดใน TED talk อีกด้วย

ช่วงที่ ดอทคอมกำลังบูม เค้าได้เห็นการ disrupted โดยอินเตอร์เนทเทคโนโลยีเกิดขึ้นกับพ่อของเขา ซึ่งเป็นพนักงานจองตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้า เมื่อมีอินเตอร์เนทเข้ามาในธุรกิจ ลูกค้าสามารถจองตั๋วเครื่องบินได้เองโดยตรงทำให้พ่อของเขาตกงาน Alexis เริ่มมองเห็นภาพว่าอินเตอร์เนทจะมาเปลี่ยนโลก จากนี้ไปมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะ disrupt ธุรกิจต่างๆด้วยอินเตอร์เนทหรือจะรอให้มันมา disrupt เราออกจากธุรกิจ

ด้วยความรู้และความสนใจทางด้านอินเตอร์เนทเทคโนโลยี ความสามารถในการ pitching ที่ฝึกมา และความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้เปลี่ยนโลกธุรกิจด้วยมือตัวเอง ทำให้ Alexis มุ่งหน้าสู่การเป็นผู้ประกอบการ โดยเริ่มมองหาจากปัญหาที่ผู้คนพบเจอจากชีวิตประจำวัน แต่ยังไม่เห็นสิ่งที่ดีกว่า โดยเค้าและเพื่อนเริ่มมองจากปัญหาใกล้ตัวที่เกิดกับตัวเองก่อน เช่นปัญหาการต่อแถวสั่งกาแฟตอนเช้าก่อนไปเรียน ทำไมเราต้องมายืนต่อแถวทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าจะสั่งอะไร ถ้าเราสามารถสั่งผ่านมือถือได้ก่อน พอมาถึงร้านแล้วสามารถหยิบกาแฟของเราแล้วออกไปเลย น่าจะลดเวลาของแต่ละคนได้เยอะ ว่าแล้วเค้ากับเพื่อนก็ทำเมนูเหมือน story board ง่ายๆบนเวปมือถือว่าแอปที่เขาจะพัฒนามีหน้าตาและฟังกชั่นอะไรบ้าง จากนั้นก็ไปเร่ขายความคิดหานายทุนมาช่วยลงทุน วิธีที่เขาทำอยู่นี้ในโลกของ StartUp เรียกว่า MVP (Minimum Viable Product) จนกระทั่งมาเจอกับ พอล ซึ่งเป็นเจ้าของเงินทุน แต่เค้าไม่ได้สนใจแอปตัวนี้ แต่สนใจในตัวของ Alexis มากกว่า พร้อมทั้งให้คำแนะนำเพื่อไปหาแนวคิดใหม่ว่า การจะทำธุรกิจจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้เสมอ

  1. ทำไมถึงคิดว่าไอเดียของคุณคือสิ่งที่ผู้คนต้องการ?
  2. คุณมีแผนในการขายสินค้าของคุณให้กับลูกค้าอย่างไร?
  3. คุณจะทำให้มันเหนือกว่าคู่แข่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร?

จากนั้นไอเดียก็พลิกผันมาเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายและผู้คนเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ อย่างเช่น หน้าเวปที่ทุกคนสามารถแชร์เรื่องราวของตัวเองขึ้นไปได้ และผู้คนที่แวะเข้ามาอ่านสามารถกดถูกใจ หรือไม่ถูกใจได้ (vote feature) และยังสามารถจัดหมวดหมู่ของเรื่องราวแบบเดียวกันได้ด้วยการแท็ก ในที่สุดพวกเค้าและนายทุนก็ร่วมกันร่าง Reddit ออกมาได้ในขณะที่ Alexis อายุเพียงแค่ 20 ปี และธุรกิจนี้มีต้นทุนเพียงแค่ค่าเช่า Server รายเดือน นอกนั้นเป็นแรงกาย, สมองและความมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ ขอแค่กล้าที่จะเริ่ม มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คิดในตอนแรกแต่มันย่อมมีทางสำเร็จเสมอ

ภาคสอง รวยแล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้ลงทุนบ้าง

Alexis ไม่ได้หยุดแค่ Reddit เขาขาย Reddit ไปได้เงินมามากโข และเค้ากับเพื่อนก็ยังมองถึงปัญหาของผู้คนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน นำมาพัฒนาหาโซลูชั่นที่ดีกว่า นำเสนอ ได้ทุนมาสร้างและขายออกไป จนมีเงินมากเกินพอ เค้าจึงมาลองเป็นผู้ลงทุนดูบ้างโดยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริษัทที่เคยลงทุนให้เขา เพราะเค้าเชื่อว่าผู้ประกอบการเล็กๆส่วนมากมีไอเดียที่ดีอยู่มากมาย แต่ไอเดียเหล่านั้นจะไร้ค่าถ้ามันไม่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นจริง

จากประสบการณ์เค้าเชื่อเสมอว่าปัญหาที่แท้จริงจะสามารถถูกแก้ได้ด้วยโซลูชั่นที่ง่ายและตรงจุดที่สุด การทำอะไรซับซ้อนเกินไปมักจะไม่ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญต้องขุดให้ลึกและรู้ให้จริงในธุรกิจที่คุณกำลังจะแก้ปัญหา หาสิ่งที่ผู้คนต้องการเพื่อจะมีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้ก่อน อย่าไปสนใจกับภาพลักษณ์หรือนามบัตร เอาโซลูชั่นมาให้ได้ก่อน พอมีชื่อเสียงค่อยมาสร้างภาพลักษณ์กับนามบัตรสวยๆทีหลัง ทีมงานก็สำคัญมากเมื่อฝันมันใหญ่มากขึ้นจนทำคนเดียวหรือสองคนไม่ไหวอีกต่อไป ทีมงานจะต้องเป็นคนที่มีความฝันหรืออินกับความฝันเดียวกันกับเรา เพราะ Startup มันต้องทุ่มเททั้งกายและใจ

แน่นอนระหว่างที่เราพัฒนาโซลูชั่น ก็จะมีคู่แข่งเกิดขึ้น อย่าไปสนใจกับคู่แข่งให้มาก พยายามโฟกัสกับโซลูชั่นของตัวเอง การเดินวนๆและตื่นตระหนกไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ถ้าคุณไม่ก้าวไปข้างหน้ามันก็ไม่มีความคืบหน้าสู่เป้าหมายของคุณที่วางไว้แล้ว ถ้ามีคนบอกว่าไอเดียของคุณมันไม่เวิรค์หรือติฉินต่างๆนาๆ พยายามเอาคำติเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันให้ได้ และพิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดของเขามันผิด อย่าถอดใจง่ายๆแม้คำตินั้นจะมาจากผู้ยิ่งใหญ่หรือคนที่คุณเอาเป็นแบบอย่าง

วงการนี้เครือข่ายของผู้คนสำคัญ เพื่อนจะนำพาโอกาสใหม่ๆมาให้อย่างที่คุณคาดไม่ถึง เพราะยุคนี้ ทุกๆคนคือโซเชียลมีเดีย แล้วอย่าลืมถ่ายรูปเก็บไว้เป็นระยะๆ เพราะถ้า Startup ของคุณประสบความสำเร็จ ภาพความทรงจำเหล่านั้นจะมีค่ามาก เพราะสื่อต่างๆจะตามหาเอามาลงและสร้างชื่อเสียงและเงินให้คุณต่อไปอีก

เชื่อไหมเครื่องมือการทำงานที่ทรงพลังที่สุดของเหล่า Startup คือ Spreadsheet มันสามารถเป็นได้ทุกอย่าง จดบันทึก คำนวณค่าใช้จ่าย สร้างต้นแบบ และอีกมากมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องสร้างสิ่งที่ผู้คนต้องการไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการ Startup มันมีวงจรชีวิตของมัน และไม่ใช่ทุกบริษัทจะสามารถผ่านไปจนถึงเฟสของการเติบโตได้ แต่ถ้าเราไปถึงโดยไม่ล้มเสียก่อนมันจะเกิดการต่อยอดทางนวัตกรรมขึ้นเป็นเหมือน ecosystem โดยคนอื่นๆ ที่เรียกว่า Innovation Multiplier

ภาคสาม พลังแห่งการช่วยเหลือ Crowdfunding

ผู้เขียนเล่าถึงต้นกำเนิดของการระดมทุนก่อนที่จะมีคำว่า Crowdfunding เกิดขึ้นในโลก โดยเล่าถึงปัญหาจริงๆที่เกิดกับคุณครูทั่วอเมริกา ที่ต้องออกเงินตัวเองในแต่ละเดินเพื่อช่วยซื้ออุปกรณ์การเรียนสำหรับเด็กในชั้นเรียน เพราะการเบิกจ่ายผ่านรัฐบาลใช้เวลามากและไม่เพียงพอ ทำให้ครูเกือบทุกคนต้องควักกระเป๋าตังค์เองเพื่อช่วยเหลือเด็กๆให้สามารถเรียนได้อย่างไม่ติดขัด พอมีอินเทอร์เน็ตเข้ามา ก็มีครูหัวใสท่านหนึ่ง ทำเวปไซด์ง่ายๆขึ้นมา ให้ผู้ปกครองและบุคคลทั่วไปสามารถบริจาคเงินหักผ่านบัตรเครดิตการ์ดเพื่อช่วยเรื่องอุปกรณ์การเรียนเด็ก โดยจะขึ้นชื่อผู้บริจาคบนเวปไซต์เป็นการตอบแทน วิธีนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ถูกใจทั้งผู้ให้และผู้รับ และมีการบอกต่อๆกันไปในแวดวงครูจนกระทั่งสร้างเป็นเวป .org ที่มีผู้ใช้ทั่วอเมริกาเลยทีเดียว ถือเป็นการสร้าง Crowdfunding commodity ขึ้นในวงการการศึกษาเลยทีเดียว

จากนั้นก็ได้มีการนำการระดมทุนผ่านอินเตอร์เนตไปใช้นอกเครือข่ายการศึกษา โดยเหตุการณ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์คือเหตุพายุถล่มเมืองชายฝั่งทะเลในอเมริกา จนทำให้เมืองนั้นถูกตัดขาดการช่วยเหลือเข้าถึงยากและมีเด็กๆในเมืองนั้นไม่สามารถไปโรงเรียนได้เพราะโรงเรียนถูกพายุพัง คุณครูผู้เป็นผู้ริเริ่มการระดมทุนฟังข่าว แล้วเกิดไอเดียเริ่มจากการฟื้นฟูโรงเรียนในเมืองนั้นเพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนต่อได้ การระดมทุนผ่านเวปไซด์จากครูที่อยู่ในเมืองที่ห่างไกลออกไปทำให้เห็นว่าอินเตอร์เนตมันไร้พรมแดนจริงๆ และแทนที่จะได้เพียงแค่เครื่องเขียนสำหรับเด็ก กลับได้คนบริจาครถขุดหลายคันและอุปกรณ์ซ่อมแซมทั้งเมืองอีกด้วย จากเหตุการณ์นี้การระดมทุนผ่านอินเตอร์เนตก็แพร่หลายไปสู่อุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงภาคธุรกิจจนถึงทุกวันนี้ อินเตอร์เนตยังสามารถวิวัฒตัวเองไปได้อีกไกล เป็นเพราะผู้คนที่เข้าถึงอย่างไร้พรมแดนและปราศจากการแทรกแซงของหน่วยงานรัฐ มันรอวันที่คุณเห็นถึงโอกาสใหม่ๆและลุกขึ้นมาทำให้มันเกิดขึ้น

สรุปเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านไม่ยาก พอดีผมพอจะทราบแนวคิด Lean Startup อยู่ก่อนแล้ว เลยไม่ค่อยว้าวกับแนวคิดในการแก้ปัญหาชีวิตจริงของผู้เขียนสักเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ไม่รู้แนวคิดนี้มาก่อน อ่านแล้วอาจจะได้อะไรเยอะเลยก็ได้ ที่แน่ๆอ่านสนุกกว่าหนังสือ Lean Startup ของ Eric แน่นอน

ตัวผู้เขียนเองเป็นเนิรด์ที่ครอบครัวมีฐานะระดับปานกลางค่อนข้างสูง การศึกษาดี ทำให้มีโอกาสมากมาย แต่ที่สำคัญคือรู้จักคว้าโอกาส และเห็นถึงศักยภาพของอินเตอร์เน็ตโดยมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้โลกดีขึ้นจากเทคโนโลยีนี้ มีเพื่อนดี มีผู้ลงทุนที่ดี ชีวิตเต็มไปด้วยกลีบกุหลาบโรยอยู่บนทางเดิน ไม่ค่อยมีดราม่าในชีวิต ทำให้หนังสือขาดจุดติดตามเรื่องที่เร้าใจไป

เล่มนี้ผมให้ 3 ดาวครับ

Leave a comment