หนังสือเล่มนี้สอนวิธีการเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนโดยใช้หลักจิตวิทยามุ่งเน้นไปที่การเลียนแบบพฤติกรรมของคนที่มีลักษณะแบบ ice breaker ซึ่งหมายถึงคนที่กล้าคุยกับคนแปลกหน้าในที่สาธารณะอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ใช่คนทุกคนที่มีลักษณะอย่างนี้ แต่ทุกคนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นแบบ ice breaker ได้และมันสามารถจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนของเราให้เป็นแบบนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Warren Buffet และ Goerge Soros ได้ ด้วยหลักความเชื่อ 4 ขั้นตอน คือ

- Believe เชื่อว่าทุกคนนั้นมีเรื่องที่หน้าสนใจที่จะคุยด้วย
- Mental strategy บอกกับจิตใต้สำนึกตัวเองว่า คนแปลกหน้าคนนี้น่าสนใจนะ ควรจะเข้าไปคุย
- Sustaining emotion สร้างพฤติกรรมข้างต้นจนเป็นนิสัย โดยอาศัยความอยากรู้อยากเห็น และความตื่นเต้นที่อยากลองทำความรู้จักกับสิ่งใหม่ๆ
- Assosiated skills ฝึกใช้ทักษะใหม่ที่เกี่ยวข้องให้คล่องและนำไปใช้กับเรื่องอื่นที่ยากขึ้น
ผู้เขียนแนะนำว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมนี้สามารถนำมาปรับใช้กับการเปลี่ยนพฤติกรรมในการลงทุน แล้วผู้เขียนก็เริ่มดึงเราเข้าสู่โลกของการลงทุน โดยอ้างอิงถึงความเชื่อแบบ 7 deadly sins ของนักลงทุนทั่วไป โดยเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมให้หลุดออกมาจากบาปทั้งเจ็ดนี้ให้ได้
- ความเชื่อที่ว่าเราสามารถทำนายราคาในอนาคตได้แม่นยำและจะนำมาซึ่งผลกำไรมหาศาล
- ความเชื่อที่ว่าถ้าเราไม่เก่งด้านการทำนายอนาคต มันต้องมีคนที่เก่งกว่าเรา แค่ต้องไปหาคนนั้นให้เจอและมาช่วยเรา
- ความเชื่อที่ว่า inside information สามารถทำเงินให้เราได้มหาศาลต้องเข้าถึงให้ได้
- ความเชื่อเรื่องอย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ควรกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในหลายๆ asset class
- ความเชื่อที่ว่า high risk high return คุ้มที่เสี่ยง
- ความเชื่อที่ว่าเอาสูตรการเทรด หรือระบบ AI ที่สามารถตัดสินใจการลงทุนแทนเรามาใช้จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
- ความเชื่อที่ว่าเรารู้เทรนในอนาคตของตลาดได้อย่างแน่นอน และมันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่ซะยิ่งกว่าแช่แป้ง
ผู้เขียนยกตัวอย่างว่าทั้ง Warren และ George ต่างก็มีประสบการณ์ความผิดพลาดจาก 7 deadly sins นี้มาก่อน และวิธีการลงทุนของพวกเขาในปัจจุบันก็หลีกเลี่ยงจาก 7 deadly sins โดยสิ้นเชิงด้วยความเชื่อที่ว่า ไม่มีใครรู้อนาคตและสามารถคาดการณ์ราคาไปได้ดีกว่าตัวเราและเราก็ไม่ได้คาดการณ์ได้ดีกว่าคนอื่น ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในทุกกรณี และลงทุนในหุ้นที่ดี เข้าใจง่ายและมีมูลค่าต่ำกว่าตลาดแล้วถือยาวๆไปแบบไม่ขายไม่ขาดทุน ทำเป็นประจำจนกลายเป็นทักษะในจิตใต้สำนึก (unconcious competence) แล้วคุณจะกลายเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่
ขั้นแรกต้องยึดคติที่ว่า ลงทุนแล้วต้องไม่ขาดทุน พื้นฐานง่ายๆแต่ทำยาก จะลงทุนอย่างไรให้สามารถรักษาเงินต้นไว้ได้ตลอด ซึ่งมันขัดกับความเชื่อที่เคยรู้มาในการลงทุนโดยสิ้นเชิง คุ้นๆไหมเวลาสมัครใช้งานแอปเกี่ยวกับธนาคารหรือการเงินต้องทำแบบประเมินความเสี่ยงที่ว่า เราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน หรือเรียกง่ายๆคือเรายอมรับการขาดทุนจากการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด แต่สองนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่มีมุมมองที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงคือจะลงทุนก็ต่อเมื่อไม่มีความเสี่ยง หรือต้องมั่นใจว่ายังไงก็กำไรแน่ๆในระยะยาว การที่จะทำอย่างนั้นได้มันต้องมีทักษะที่ทำงานโดยจิตใต้สำนึกเหมือนการขับรถแล้วสามารถคุยเรื่องอื่นๆกับเพื่อนที่นั่งร่วมทางไปด้วยกันได้ รู้เพียงทฤษฎีโดยไม่เคยปฏิบัตินั้นไม่เพียงพอ ทักษะในการขับและป้องกันอุบัติเหตุไปในตัวมันเกิดจากการฝึกฝนจนชำนาญได้ เมื่อมีประสบการณ์เยอะๆจึงเรียกว่าเข้าใจอย่างถ่องแท้
ความรู้ + ประสบการณ์ = ความเข้าใจอย่างถ่องแท้
สิ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกก็คือความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากันในเรื่องเดียวกัน คนขับรถไม่เป็นมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนถนนมากกว่าคนที่มีประสบการณ์ในการขับรถมาหลายปี แต่คนที่มีประสบการณ์ในการขับหลายปีก็สามารถเกิดอุบัติเหตุในสนามแข่งรถได้มากกว่านักแข่งรถ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์การแข่งรถมาก่อน ฉะนั้นทักษะเหล่านี้ฝึกฝนกันได้และก็สามารถลดความเสี่ยงลงได้ด้วย นักขับรถแข่งมีทักษะในการขับรถความเร็วสูงในสนามจนควบคุมสถานะการณ์ทั้งหมดได้กลายเป็นความไม่เสี่ยงเลยหรือเสี่ยงน้อยมาก การให้คุณเอาเงิน 100 ล้านบาทลงทุนในตลาดอาจเสี่ยงมากที่จะขาดทุน แต่สำหรับ Warren กับ Gorge มันอาจเป็นการลงทุนแบบไร้ความเสี่ยง เพราะความเสี่ยงคือความไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์อย่างไร ถ้าเรารู้จักเรื่องที่เราทำอยู่และรู้ว่าเรายังขาดทักษะอะไรที่จำเป็น เราก็สามารถพัฒนาตัวเองได้จนเป็นการรู้โดยจิตใต้สำนึก และสามารถจัดการเรื่องต่างๆได้โดยอัตโนมัติแบบไร้ความเสี่ยงนั่นเอง
เช่นเดียวกันกับการลงทุน จงลงทุนในธุรกิจที่ตัวเองมีความเข้าใจเท่านั้น จะได้ไม่เสี่ยง อย่าไปฟังคนอื่นมากเพราะ “เค้ารู้+เราไม่รู้=เสี่ยงมาก” อีกอย่างที่ห้ามเด็ดขาดคือการลงทุนตามบทวิเคราะห์หรือตามข้อมูลที่คนอื่นบอกมา ข้อมูลเหล่านั้นมันมักจะเป็นความเห็น ณ ช่วงเวลานั้นๆที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและกำลังเข้าสู่ขาลง และที่สำคัญข้อมูลเหล่านั้นมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตไม่ได้มาจากการคาดการณ์อนาคตที่ถูกต้อง จะลงทุนได้ต้องรู้จักหุ้นตัวนั้นมากพอและค้นคว้าหาความจริงด้วยตัวเอง การฟังคนอื่นไว้ประกอบการตัดสินใจเท่านั้น เพราะตลาดเปลี่ยนแปลงได้ฉับพลัน ถ้าเรารู้จักมันดีพอและตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันทีก็จะไม่มีความเสี่ยง ถ้าเราไม่รู้และทำตามคำแนะนำเหล่านั้นเราจะเสี่ยงมาก แต่ถ้าคุณอยากเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่คุณต้องไม่เดินตามใคร และต้องคิดปรัชญาการลงทุนเป็นของตัวเอง (investment philosophy) ต้องรู้ว่าควรลงทุนเมื่อไหร่ ติดตามผลการลงทุนอย่างไร และขายทำกำไรเมื่อไหร่ เพราะเหตุผลอะไร
อีกเรื่องที่ขัดกับสิ่งที่ผมเรียนรู้มาโดยสิ้นเชิง คือ สิ่งที่นักวิเคราะห์พยายามบอกเราเสมอคืออย่าลงทุนไว้ในตระกร้าใบเดียว เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้ลดความเสี่ยงลงได้ไม่เสียหายไปทั้งหมด วิธีนี้ถือเป็นบาปอันใหญ่หลวงและขัดกับความเชื่อของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Gorge และ Warren ที่เชื่อว่าการกระจายความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นเพราะเราไม่เข้าใจธุรกิจที่เราจะลงทุนดีพอ ความที่เราไม่รู้มันเลยเสี่ยงที่จะลงทุน พอเรากลัวเราเลยต้องกระจายความเสี่ยง อีกทั้งการกระจายความเสี่ยงการลงทุนยังทำให้เราไม่สามารถทำกำไรได้สูงสุดอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราศึกษาธุรกิจหนึ่งมาเป็นอย่างดี แล้วเรามั่นใจว่าธุรกิจนี้ปัจจุบันมีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และมันจะขึ้นแน่นอนในอนาคต 500% จากราคาเดิมภายใน 1 ปี เราจะเอาเงินทั้งหมดของเราลงทุนไปในธุรกิจนั้น 100% หรือเราจะลงทุนแค่ 25% โดยอีก 75% ที่เหลือเรากระจายไปยังธุรกิจและผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าตามทฤษฎี diversification ที่เคยเรียนมา ซึ่งวิธีหลังจะทำให้ทั้งพอร์ตเราโตขึ้นแค่ 15% เท่านั้น ถ้าเป็นคุณ, คุณจะเลือกแบบไหน?
หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือเนื้อหาที่สำคัญทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนที่สองเป็นการแนะนำถึงการสร้างนิสัยการลงทุนใหม่ของคุณว่ามีสิ่งที่สำคัญอะไรบ้างในแต่ละขั้นตอน เช่นการสร้างเป้าหมายการลงทุน การติดตามผล พร้อมยกตัวอย่าง ส่วนที่สาม เป็นการเล่าเรื่องย่อของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จท่านอื่นๆ ว่าพวกเขามีปรัชญาการลงทุนอย่างไร และเป็นไปตามอุปนิสัยการลงทุนทั้ง 23 ข้อที่นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่จำเป็นต้องมีหรือไม่ เป็นหนังสือที่อ่านง่าย น่าติดตาม แต่ละบทสั้นกำลังดี และยังให้แนวคิดใหม่ๆในการลงทุนอีกด้วย ท้ายบทยังมีการแนะนำหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนที่น่าอ่านพร้อมสรุปถึงอุปนิสัยการลงทุนทั้ง 23 ข้อก่อนจากกันไป
เล่มนี้ผมให้ 5 ดาวครับ
