สรุปหนังสือ: Reinventing Capitalism in the age of Big Data

ผมมีนิสัยที่ไม่ดีอยู่อย่างหนึ่งในการเลือกซื้อหนังสือ ชอบหน้าปกสวยๆ เป็นเหยื่อของนักออกแบบปกเพื่อการตลาดได้ง่าย นี่อาจเป็นหนึ่งในเล่มที่ผมผิดหวังที่สุดในการอ่าน ขอเวลาอ่านคืนมาได้คงจะดี คงอื่นอาจมีมุมมองความเห็นที่ต่างออกไป แต่นี่เป็นความรู้สึกของผมล้วนๆ ถึงแม้ผู้เขียนจะมีความตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวอย่างมาก ผมเองก็ได้เรียนรู้บ้างจากหนังสือเล่มเหมือนกัน เอาเป็นว่ามันไม่ตรงกับสิ่งที่ผมคาดหวังเอาไว้ก่อนอ่านละกัน มาดูกันว่ามันยังไง

หนังสือพยายามปูเรื่องให้คนอ่านตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงจากยุคการตลาดแบบดั้งเดิมที่มีข้อมูลจำกัดสำหรับผู้บริโภค ทำให้ข้อมูลทุกๆอย่างถูกสรุปออกมาให้อยู่ในรูปของราคา เมื่อผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่างก็จะเปรียบเทียบราคาเป็นหลัง ซึ่งราคาเป็นเสมือนบทสรุปของข้อมูลทุกๆอย่างที่ใช้ในการเปรียบเทียบสินค้าเหมือนๆกัน ซึ่งจะสรุปได้ว่าสินค้าที่มีราคาแพงกว่าย่อมเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกันที่ราคาถูกกว่า ราคาจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการตลาดในยุคดั้งเดิม

เมื่อยุคของอินเทอร์เนตเข้ามา การเปรียบเทียบสินค้าของผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นยุคของ data rich market ที่ผู้บริโภคจะเปรียบเทียบข้อมูลของผลิตภัณฑ์ในทุกๆด้านก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า รวมถึงข้อมูลการรีวิวของผู้บริโภคคนอื่นๆด้วย ราคาไม่ใช่ปัจจัยหลักอีกต่อไปแล้ว

เมื่อข้อมูลมหาศาลเริ่มมีมากขึ้นบนอินเทอร์เนต และเทคโนโลยีก็ก้าวหน้าไปอีกขั้นโดยการใช้จ่ายเงินในรูปแบบดิจิตัลเข้ามาทดแทนการใช้จ่ายด้วยเงินเหรียญมากขึ้น เรากำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคที่เงินดิจิตัลจะแซงหน้าเงินเหรียญแบบดั้งเดิม แน่นอนว่าบทบาทของตัวกลางทางการเงินจะค่อยลดลงไปเรื่อยๆ ถ้าไม่พยายามปรับตัวคงอยู่ยาก

เมื่อข้อมูลบนอินเตอร์เนทเริ่มมีมูลค่ามหาศาลที่ใช้ในการตัดสินใจ ไม่เพียงแค่เรื่องการซื้อสินค้า แต่รวมถึงการตัดสินใจลงทุนและการสร้างธุรกิจในอนาคต จึงไม่น่าแปลกใจที่รูปแบบการทำธุรกิจในอนาคตจะเคลื่อนย้ายโครงสร้างทั้งหมดขึ้นไปอยู่บนอินเทอร์เนต โดยการตัดสินใจทางด้านธุรกิจจะเกิดจากการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากมหาศาล ซึ่งต้องอาศัย AI ช่วยในการตัดสินใจแทนมนุษย์

ในปัจจุบันเราเริ่มเห็นกันแล้วว่าธุรกิจต่างๆเริ่มนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและทำการตลาดโดยอาศัยข้อมูลต่างๆที่เกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละคน รวมไปถึงการนำข้อมูลเพื่อสร้างเครือข่ายด้านธุรกิจให้เติบโตมากขึ้นไปจนเป็นระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อเพิ่มทั้งประมาณลูกค้าและคู่ค้าไปพร้อมๆกัน เรียกว่าการสร้าง Network Effect

การขยายเครือข่ายด้านธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำโดยครอบคลุมผู้ผลิตไปจนถึงผู้บริโภคนั้น มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความต้องการสินค้าที่มั่นคงและเพิ่มปริมาณผู้บริโภคให้มากขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะเกิด economic of scale ทำให้ราคาต้นทุนการผลิตลดต่ำลง และกลายเป็นข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เรียกว่าการสร้าง Scale Effect

แน่นอนว่าการทำสินค้าใดๆก็ตาม ต้องสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าเป็นหลักจึงจะทำให้สินค้านั้นๆอยู่ได้และมีปริมาณความต้องการที่สูงขึ้น ความเห็นของผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะทำให้สินค้ามีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจต่อผู้บริโภค อนาคตเราคงได้เห็นการใช้ข้อมูลของลูกค้าเป็นส่วนลด หรือสามารถใช้จ่ายแทนเงินได้มากขึ้น เพื่อผู้ผลิตจะได้ใช้เป็นข้อมูลที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นตรงใจลูกค้ามากขึ้น เรียกว่าการสร้าง Feedback Effect จริงๆเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ปัจจุบันก็มีบริษัท สำรวจความพึงพอใจทางการตลาด สอบถามข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าและให้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินเหมือนกัน ที่ต่างออกไปคืออนาคตจะไม่มีบริษัทตัวกลางเหล่านี้เหลืออยู่ แต่จะเป็นระบบ AI ขอ feedback ตรงๆจากกลุ่มลูกค้าเลย

สรุปมาเหมือนว่าหนังสือเล่มนี้ดีจัง ส่วนตัวผมแล้วผมเกือบไม่ได้แนวคิดอะไรใหม่ๆจากหนังสือเล่มนี้ ยกเว้นความเชื่อมโยงระหว่าง Network Effect, Scale Effect และ Feedback effect ซึ่งหนังสือเล่มนี้ connect the dots ได้ดี ที่น่ารำคาญคือผู้เขียนคงกลัวว่าคนอ่านจะตามไม่ทัน เลยยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงบนโลกมาเล่าให้ฟังตลอดเวลา เยอะไปหมดก่อนที่จะสรุปเนื้อหาทั้งหมดตามที่ผมสรุปให้ด้านบนนี้ หนังสือไม่มีการอธิบายหรือแตะเชิงเทคนิคของ Big Data เลย เรียกได้ว่าไม่แตะเชิงเทคนิคในทุกๆด้าน เป็นการพูดแบบกว้างๆตลอดทั้งเล่ม เหมือนคนทั่วไปที่อ่านหนังสือมาเยอะมาเล่าให้ฟัง ซึ่งทำให้ผมผิดหวังมากๆ อาจเหมาะสำหรับคนสูงอายุอ่านแบบรู้ไว้ใช่ว่า แต่ยังเอาความรู้จากเล่มนี้ไปใช้ไม่ได้

เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ผมขอให้แค่ดาวเดียว

Leave a comment