สรุปหนังสือ: พ่อรวยสอนลูกฉบับ เงิน 4 ด้านกับมุมมองของผม

ต้องยอมรับเลยว่าคุณโรเบิร์ต ผู้แต่งหนังสือเป็นคนที่เล่าเรื่องได้เก่งมาก อ่านแล้วรู้สึกเหมือนเขาคุยกับเราอยู่ เงินสี่ด้านเป็นเล่มที่ผมอยากอ่านมานานละ เพราะสมัยผมเริ่มทำงานใหม่ๆ เพื่อนๆที่มีอาชีพขายประกันและกำลังหา down line ในสังกัดของตน มักจะอ้างถึงหนังสือเล่มนี้เสมอว่า ระบบ MLM เป็นธุรกิจที่ดี มาลองเป็นเจ้าของกิจการที่มีเงินปันผลจากระบบไปถึงชั่วลูกชั่วหลานดูสิ อะไรทำนองนี้

ผ่านมา 20 กว่าปีจากวันนั้นถึงได้มีโอกาสอ่าน โดยใจความหลักๆของหนังสือพยายามจะแบ่งคนในวัยทำงานออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

  • Employee หมายถึง พนักงานกินเงินเดือนทั่วไป ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินเพื่อยกระดับฐานะและทำตามความฝันของตัวเอง แต่การเป็นพนักงานกินเงินเดือนจริงๆแล้วคือการทุ่มเทกำลังกายและสมองให้เจ้าของธุรกิจที่จ้างเรารวยกว่าเงินเดือนที่จ่ายเรา
  • Self-Employ หมายถึง เจ้าของธุรกิจเล็กๆแบบ SME ที่เรียกได้ว่าเกือบจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะไม่คิดว่าใครจะเข้าใจกิจการของเราได้ดีไปกว่าเรา พอให้คนอื่นมาทำก็ไม่ได้ดังใจ ทุนน้อย ถ้าหยุดทำงานก็จะขาดรายได้ ต้องทุ่มสุดตัวทำไปเรื่อยๆ อารมณ์คล้ายๆเจ๊เจ้าของร้านข้าวมันไก่ชื่อดัง ลูกค้าติดเพราะเจ๊ทำอร่อย คนอื่นทำแทนไม่ได้กลัวลูกค้าหนีและจะขาดรายได้
  • Business Owner หมายถึง เจ้าของธุรกิจที่มีทุน เชื่อในระบบการจัดการ และพยายามขยายระบบนั้นๆให้ใหญ่ขึ้นๆ โดยไม่ต้องลงมือไปทำเอง เพราะถ้ามีระบบที่ดีแล้ว จะหาลูกน้องเก่งๆมาทำแทนตามระบบที่วางไว้ก็ได้ กลุ่มธุรกิจ MLM จัดอยู่ในคนกลุ่มนี้ แต่ถ้าคุณยังเป็น down line และต้องไปหาลูกค้ามาถมเป้าของคุณอยู่ ส่วนตัวผมยังไม่เรียกว่าเป็นวัยทำงานในกลุ่มนี้ แต่ค่อนข้างเหมือน Self-Employ ซะมากกว่า
  • Investor หมายถึง กลุ่มวัยทำงานที่มีเงินสะสม หรือ เงินทุนมากพอ และสนใจศึกษาเรื่องการลงทุน เข้าใจถึงความเสี่ยง และสามารถจัดการความเสี่ยงทางการเงินเหล่านั้นได้ดีพอสมควร จนสามารถนำเงินทุนที่มีอยู่สร้างรายได้ให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องลงแรงมากมาย คืออาจจะใช้เวลาน้อยในการศึกษาเพื่อตัดสินใจลงทุนในตลาดเงินประเภทต่างๆ หรือสร้างระบบในการลงทุนที่ไม่ต้องจ่ายหนี้จากการลงทุนด้วยตัวเอง เช่น การซื้อคอนโดมาปล่อยเช่า และให้ผู้เช่าเป็นคนจ่ายค่าผ่อนรายเดือนทางอ้อมแทนเรา ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้

เนื้อหาหลักๆทั้งเล่มจะวนเวียนอยู่กับการอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจว่ากระแสเงินสดของวัยทำงานแต่ละกลุ่มมันเชื่อมต่อกันอยู่ ค่าใช้จ่ายของคนหนึ่งคนจะเป็นรายได้ของคนอีกกลุ่มหนึ่งเสมอ อันนี้เป็นมุมมองที่ดีมากๆ คือ ผู้เขียนพยายามให้มองภาพกว้างมากกว่าการบันทึกบัญชีรายรับ รายจ่ายของตัวเอง เพราะถ้าเราเพียงแค่พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายรับ แน่นอนว่าเราจะเหลือเงินออม แต่เงินออมนั้นอาจจะไม่ทำให้เกิดรายได้เพิ่มถ้าไม่รู้จักการบริหารเงิน เพื่อนำไปลงทุนให้มันงอกเงย

ซึ่งวัยทำงานทั้ง 4 กลุ่มนี้จะมีเพียงแค่ 2 กลุ่มหลัง (business owner และ investor) ที่สามารถนำเงินออมไปลงทุนให้งอกเงยได้นั่นเอง มาถึงจุดนี้ผู้เขียนพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ทุกคนต้องพยายามย้ายตัวเอง จากกลุ่มทำงานเหนื่อยแทบตายแต่สุดท้ายไม่มีอิสระทางการเงิน (ได้แก่ Employee และ Business Owner เพราะหยุดทำงานเมื่อไหร่รายได้ก็หยุดตามไปด้วย) ให้มาอยู่ในกลุ่มที่มีระบบให้เงินทำงานแทนคุณได้ แต่ที่สำคัญคือคุณต้องกล้าที่จะเสี่ยงที่จะลงทุน แต่ก่อนที่จะเริ่มเสี่ยงต้องรู้จักความเสี่ยงนั้นๆให้ดีเสียก่อน และรู้เท่าทันที่จะจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้น เหมือนผู้เขียนบอกกลายๆว่าถ้าคิดจะรวยแล้วไม่ต้องทำงานต้องกล้าที่จะลงทุน หรืออีกนัยหนึ่งคือกล้าที่จะก่อหนี้ แต่ขอให้เป็นหนี้แบบก่อให้เกิดรายได้ พยายามหลีกเลี่ยงหนี้เลว เช่นหนี้บัตรเครดิต เป็นต้น

ในความเห็นของผม นับว่าเป็นหนังสือที่ดี ชี้ช่องทางและข้อควรระวังให้ผู้อ่านเห็น จากคนที่เคยมีประสบการณ์ของวัยทำงานแต่ละกลุ่มมาแล้ว ซึ่งผู้แต่งหนังสือทราบดีถึงอารมณ์ของผู้อ่านที่ เข้าใจ แต่ลังเลย ไม่มั่นใจ และไม่มีความรู้เลยที่จะก้าวออกมาจาก comfort zone ของตัวเอง จะมีสักกี่คนที่กล้าเสี่ยงออกจากการเป็นพนักงานกินเงินเดือน ที่มีรายจ่ายประจำและครอบครัวที่ต้องดูแล จะมีสักกี่คนที่ยอมเหนื่อยเพิ่ม ยอมสละเวลาพักผ่อนในวันหยุดอันน้อยนิดของตัวเองในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และนำเงินออมที่มีอยู่น้อยนิดไปลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ตัวเองไม่มีประสบการณ์เลย ดูเหมือนผู้แต่งหนังสือจะทราบถึงข้อจำกัดนี้ดี เลยมีการพูดถึงการหาพี่เลี้ยงเป็นที่ปรึกษาในการสร้างความมั่นใจ และกล้าทำตามความฝันที่ยิ่งใหญ่ด้วยไฟอันลุกโชนหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ

ผมขอสรุปการรีวิวด้วยมุมมองของผมดังนี้

  • คนแต่ละคนมีความถนัดที่แตกต่างกัน แน่นอนทุกคนอยากรวยอยากมีเงินและอิสระทางการเงิน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะก้าวข้ามผ่าน comfort zone ของตัวเองได้สำเร็จ จงกลัวกับความเสี่ยงและความไม่รู้ แต่อย่าหยุดที่จะศึกษาทำความเข้าใจกับความเสี่ยงเหล่านั้นจนคุณมั่นใจ ก่อนที่จะก้าวออกมา
  • ไม่ใช่นักธุรกิจและนักลงทุนทุกคนจะประสบความสำเร็จ ถึงแม้คนเหล่านั้นจะก้าวข้ามความกลัวเหล่านั้นออกมาได้ แต่มีเพียงแค่ไม่ถึง 20% ที่ประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายเท่านั้น
  • ความท้าทายบทใหม่เข้ามาในชีวิตของเราเสมอ ไม่ว่าคุณจะอยู่ใน comfort zone ของคุณหรือ คุณจะตัดสินใจก้าวออกมาอยู่ในกลุ่ม นักลงทุนและเจ้าของธุรกิจ มันจะมีปัญหาที่คุณต้องแก้ไขเสมอ ฉะนั้นจงเลือกที่จะลำดับความสำคัญ ในการจัดการกับความท้าทายเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง ไม่มากไปและไม่น้อยไปจนขาดเป้าหมายในชีวิต
  • ถ้าคุณเป็นคน Introvert ไม่อยากพบปะผู้คน ไม่รู้จักคนมากมาย และไม่สามารถหาพี่เลี้ยงเป็นที่ปรึกษาได้ ไม่ใช่ว่าคุณจะหมดหวังและถอดใจไป โลกใบปัจจุบันเต็มไปด้วยที่ปรึกษาฟรีๆบนอินเทอร์เน็ต แต่อาจจะต้องกลั่นกรองมากหน่อย อย่าเชื่อไปซะหมด แล้วยังมีที่ปรึกษาแบบ ChatGPT ที่คุยโต้ตอบกับเราเสมือนโค้ชส่วนตัวอีกด้วย
  • มันไม่มีวันที่คนทำงานทั้ง 4 กลุ่มจะย้ายกลายเป็น นักธุรกิจและนักลงทุนไปทั้งหมด เพราะคนทั้ง 4 กลุ่มนี้จะต้องเกื้อกูลกันและสร้างสมดุลย์เป็นระบบ ecosystem ที่ยั่งยืน เมื่อใดก็ตามที่มีเจ้าของธุรกิจมากขึ้นเป็นดอกเห็ด ค่าแรงในการจ้างพนักงานก็จะสูงขึ้นเพราะเกิดการแย่งแรงงานที่มีฝีมือที่มีจำนวนจำกัด เช่นเดียวกับ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านก็จะมีค่าจ้างที่สูงขึ้น ในทางกลับกันถ้าคนกลุ่มสามัญชนมีน้อย ธุรกิจก็จะมีรายได้ต่ำลงเพราะขาดแรงซื้อจนบางธุรกิจต้องออกจากวงจรนี้ไป หรือแม้กระทั่งผลตอบแทนของนักลงทุนก็จะลดต่ำลง เนื่องจากกิจการมีกำไรน้อย กำลังซื้อถดถอย รัฐบาลก็ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจจนดอกเบี้ยทั้งระบบลดต่ำลง ถึงจุดนั้นกลุ่มที่เคยมีเงินทำงานให้ อาจจะมีเงินทำงานให้ไม่พอเลี้ยงชีพก็ได้ ไม่ใช่ว่ากระโดดมาฝั่งผู้ลงทุนแล้วจะไม่สามารถกลับไปฝั่งสามัญชนอีกต่อไป
  • ความสุขของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนแค่อยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีงานทำไปวันๆ ได้พูดคุยกับเพื่อนๆช่วยพักทานข้าวแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว บางคนอาจจะมีความสุขที่ได้เห็นคู่ชีวิตลวกก๋วยเตี๋ยวทุกๆวันในร้านเล็กๆของตัวเอง เห็นผู้คนมากินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านของตัวเอง ทั้งอิ่มทั้งอร่อยและสามารถมีแรงสู้ชีวิตต่อไป อย่าไปตัดสินว่าทุกคนต้องมาสู่จุดหมายเดียวกันมีความเชื่อเหมือนๆกัน

นับว่าเป็นหนังสือที่ดีครับ สามารถจุดประกายและสร้างแรงฮึดได้สำหรับคนที่หาเหตุผลสนับสนุนในการออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนักลงทุน สุดท้ายนี้ เราไม่จำเป็นต้องเลือกบทบาทใดบทบาทหนึ่ง ทำไปพร้อมๆกันหาเงินจากทั้งสี่ด้านเลยก็ได้ เพิ่มลดสัดส่วนและความสำคัญตามความสมดุลย์ใหม่ของแต่ละคน เล่มนี้ผมให้ 4 ดาวครับ

Leave a comment