สรุปหนังสือ The Richest Man in Babylon แนวคิดนี้ยังใช้ได้กับโลกในปัจจุบันหรือไม่?

หนึ่งในหนังสือที่ได้ชื่อว่าเป็นหนังสือที่นักลงทุนทางการเงินต้องอ่านให้ได้ ต้องมีเล่มนี้อยู่แน่ๆ เพราะเป็นหลักการทางการลงทุนที่เข้าใจง่ายและนำมาปฏิบัติได้จริง ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังสือนิยายที่เขียนโดย George S. Clason ตั้งแต่ปี 1926 แล้วก็ตาม หนังสือเล่มนี้ใช้เรื่องเล่า ตัวละครสมมุติในการให้คำแนะนำด้านการเงินที่เรียบง่ายแต่ใช้ได้จริง คือ

  • เก็บออม 10% ของรายได้
  • หลีกเลี่ยงการเป็นหนี้สิน ถ้ามีหนึ้ให้กันเงิน 20% ของรายได้ใช้หนึ้ให้หมดอย่างมีวินัย
  • ลงทุนเงินเก็บนั้นให้เงินงอกเงย
  • สร้างรายได้จากทรัพย์สิน

แต่ว่าโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เราลองมาดูกันว่า เราควรจะปรับเปลี่ยนแนวคิดหลักของการลงทุนอันยอดเยี่ยมของหนังสือเล่มนี้ให้มีความร่วมสมัยได้อย่างไร?

หลักการเก็บเงินออม 10% ของรายได้ก่อนการใช้จ่าย

อันนี้เป็นหลักการที่ใช้ได้จริง และเป็นหัวใจของการเริ่มลงทุนเลย คือต้องออมเพื่อลงทุน โค้ชการลงทุนหลายๆคนในปัจจุบันก็ยังแนะนำให้ผู้ติดตามเก็บออมก่อนเริ่มใช้จ่ายเสมอ ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเริ่มจากน้อยๆ 10% นั่นแหละ ซึ่งผู้เขียนได้พูดถึงการหักรายได้ออกมา 20% เพื่อนำมาใช้หนี้อย่างมีวินัยจนหมดด้วย เพราะการเป็นหนี้มันน่ากลัว เพราะมันมีดอกเบี้ยในการเพิ่มหนี้ของเราถ้าเราไม่จ่ายให้ตรงเวลาอย่างมีวินัย

การหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ โดยกันรายได้เพื่อนำมาจ่าย 20% ก่อนเอาเงินไปใช้จ่าย

สิ่งนี้บอกเป็นนัยให้กับเราได้ในสองแง่มุมว่า

  • เมื่อเราจ่ายหนี้คืนได้หมดและปลอดหนี้ เงินส่วนนี้จะสามารถนำมาเป็นเงินออมส่วนเพิ่มจาก 10% นั่นเอง ซึ่งหมายถึงหักเงินมาออมสูงสุด 30% ของเงินได้ ซึ่งช่วยตอบคำถามผมตอนเริ่มอ่านบทแรกๆว่าออมแค่เพียง 10% มันไม่น้อยไปหน่อยหรือ
  • การจะกู้เงินเพื่อการลงทุนหรือนำมาใช้จ่าย ต้องคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ด้วย ซึ่งเราไม่ควรให้ภาระหนี้ของเราต้องผ่อนจ่ายเกิน 20% ของรายได้นั่นเอง เพราะถ้าเรากู้มาเกินกว่าภาระผ่อนจ่าย 20% มันจะไม่สามารถลดเงินต้นของภาระเงินกู้ได้อย่างมีวินัย หรือไปบั่นทอนค่าใช้จ่ายของเราในการเป็นเสรีชนนั่นเอง

ลงทุนเงินเก็บนั้นให้งอกเงย

นี่อาจจะเป็นหลักพื้นฐานที่มีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะโลกปัจจุบันนั้นอยู่ยากขึ้นมีเครื่องมือทางการเงินมากขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยอดีต ในหนังสือกล่าวถึงการลงทุนให้งอกเงย ใน 2 รูปแบบคือ

รูปแบบที่หนึ่ง ปล่อยกู้ซึ่งมีความเสี่ยงหลักๆคือหนึ้สูญจากการผิดนัดชำระ เพราะผู้กู้ไม่มีความสามารถในการชำระคืนได้ ซึ่งวิธีลดความเสี่ยงคือการ เช็คประวัติผู้กู้เลือกเฉพาะผู้มีเครดิตดี คล้ายๆกับการเช็คเครดิตบูโรในปัจจุบัน เพื่อเป็นการประกันรายได้และเงินต้นของเราว่าจะงอกเงยมากขึ้น แต่การลงทุนในปัจจุบันนั้นมีหลายรูปแบบด้วยกัน และส่วนมากไม่ประกันเงินต้น คือมีโอกาสที่เงินจะไม่งอกเงยนั่นเอง ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้

  • การฝากธนาคาร อันนี้ไม่มีการพูดถึงในหนังสือ และผมเองก็ไม่มองว่ามันเป็นการลงทุนให้งอกเงยด้วยเพราะอัตราดอกเบี้ยธนาคารไม่สามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้
  • ทองคำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินปลอดความเสี่ยง เนื่องจากมีราคาเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อเสมอ ข้อดีคือการปรับราคาทองคำในระยะยาวมักจะสะท้อนภาพอัตราเงินเฟ้อแบบสะสม ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้นเสมอเมื่อเวลาผ่านไปแต่ไม่หวือหวา
  • พันธบัตรรัฐบาลเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และได้รับดอกเบี้ยสม่ำเสมอ ความเสี่ยงเดียวที่มีคือประเทศล้มละลายไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ ซึ่งถ้าถึงจุดนี้การลงทุนช่องทางอื่นก็คือเป็นหนี้สูญทั้งหมด แต่คนส่วนมากที่ไม่ได้มีเงินเยอะจริงๆจะมองข้ามไป เพราะเขาสามารถยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่าเพื่อให้ได้ผลตอบแทนกว่าพันธบัตรรัฐบาล
  • หุ้นกู้ เป็นการเอาเงินของเราไปปล่อยกู้ให้กับบริษัทต่างๆ ซึ่งเหมือนกับตัวอย่างในหนังสือมากที่สุดแล้ว โดยแต่ละบริษัทจะให้ผลตอบแทนสูงกว่ารัฐบาลมากน้อย ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของบริษัทที่มีหน่วยงานกลางคือจัดระดับความเสี่ยงไว้ให้ไม่ต้องประเมินเองเหมือนสมัยบาบิโลน
  • หุ้น เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในธุรกิจที่จะนำเงินไปลงทุน โดยเป็นเสมือนผู้ร่วมลงทุนในกิจการและสามารถทำกำไรได้ทั้งจากเงินปันผล หรือขายหุ้นออกมาเมื่อราคาหุ้นสูงขึ้น หมวดนี้อาจรวมถึงคริปโตด้วยก็ได้
  • ตราสารอนุพันธ์ต่างๆ ซึ่งเราสามารถลงทุนได้มากกว่าเงินทุนที่เรามีอยู่ผ่านรูปแบบของสัญญา โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่ามันเป็นการพนันรูปแบบหนึ่ง ถ้าไม่ถูกมาใช้ในการประกันความเสี่ยงสำหรับธุรกิจ ซึ่งในหนังสือไม่ได้พูดเอาไว้ชัดเจน แต่เปรียบเปรยเกี่ยวกับเทพธิดาแห่งโชคลาภ ว่าโชคลาภไม่ได้เกิดขึ้นกับคนๆหนึ่งบ่อยนัก มันจะเป็นประโยชน์ถ้าเราคว้าโชคในได้ถูกที่และถูกเวลา แต่คนเราส่วนมากจะมีความโลภ จึงควรหลีกเลี่ยงและจงขยัน มุมานะจึงจะประสพความสำเร็จ

รูปแบบที่สอง การปรึกษาผู้มีประสบการณ์เมื่อพบกับธุรกิจที่เราสนใจและมีความถนัด เช่นถ้าเราสนใจจะทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายอัญมณี เราก็ควรปรึกษาผู้ค้าอัญมณีผู้มีประสบการณ์ ไม่ใช้ไปปรึกษาคนขยันทำงานที่เราไว้ใจในสายงานอื่น ปัจจุบันรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าจะคิดเร็วๆ การทำธุรกิจแฟรนไชส์น่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ดีกว่าการริเริ่มกิจการด้วยตัวเอง แต่คงต้องเลือกแฟรนไชส์ที่มีประวัติการประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วย หรือถ้าไม่ถนัดลงแรง หรือไม่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็มีที่ปรึกษาการลงทุน กองทุนรวมที่นำเงินเราไปลงทุนแทน แน่นอนว่าผู้จัดการกองทุนเข้าถึงข้อมูลเฉพาะต่างๆได้มากกว่าเรา มีประสบการณ์และเวลาในการบริหารเงินลงทุนมากกว่าเรา น่าจะทำได้ดีกว่า แต่กองทุนรวมเกิดขึ้นมากมาย ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่ากองทุนประเภทเดียวกันให้ผลตอบแทนที่ต่างกัน ณ เวลาเดียวกัน นั่นเป็นเพราะจังหวะการตัดสินใจการลงทุนและประสบการณ์การลงทุนของแต่ละกองทุนนั้นไม่เหมือนกัน ไม่มีใครรอบรู้ไปเสียหมด วิธีการแก้ปัญหาก็ต่างกัน เราอาจจะต้องดูผลประกอบการย้อนหลังของแต่ละกองทุนเพื่อตัดสินใจเลือก แค่รูปแบบนี้มีความเสี่ยงซึ่งขอ้มูลแต่ละกองทุนก็บอกไว้ชัดเจน ลองฝึกอ่านดู

สร้างรายได้จากทรัพย์สินของตัวเอง

แนวคิดหลักอันสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้คือการหาวิธีสร้างรายได้จากทรัพย์สินของตัวเอง โดยในหนังสือพยายามจะพูดถึงการเก็บเงินซื้อบ้านเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายในการเช่าที่อยู่อาศัย เพิ่มความปลอดภัยให้ทรัพย์สินของตัวเอง เข้าใจว่าสมัยก่อนคงเก็บเงินทองเอาไว้ที่บ้าน ถ้าเช่าอยู่อาจสูญหายได้ง่าย เดาจากเรื่องราวว่าพอมาบ้านเป็นของตัวเองแล้วก็แบ่งห้องให้เช่าหารายได้เพิ่มได้ เพราะตามท้องเรื่อง นอกจากการปล่อยกู้ ให้เช่าห้อง ก็มีแค่ค้าขาย ค้าแรงงาน หรือช่างฝีมือเป็นการหารายได้หลัก ซึ่งการสร้างรายได้เน้นการหาเงินในระยะสั้นเพื่อการใช้จ่าย แตกต่างจากการเก็บออมเงินให้งอกเงยซึ่งเน้นการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้เกิดดอกผล

ในปัจจุบันมีทรัพย์สินหลายประเภทมากขึ้นรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาด้วยที่สามารถสร้างรายได้ให้เราได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง วาดรูป หรือการทำโซเชียลมีเดียต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นรายได้ทางเลือกเสริมจากรายได้หลักที่ทำอยู่

การพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่าย ทำไมต้องมีเงินใช้ตลอดเวลาถึงแม้มีหนี้ท่วมหัว

หนังสือเล่มนี้นอกจากจะพูดถึงการลงทุนการปลดหนี้แล้ว ยังย้ำและให้น้ำหนักกับการใช้จ่ายเงินในชีวิตประจำวันอีกด้วย ซึ่งผู้เขียนให้กันเงินสำหรับค่าใช้จ่ายสูงถึง 70% ของเงินที่หามาได้ เพราะการเป็นเสรีชนเป็นเป้าหมายสูงสุดของคนยุคนั้น คือ การปลอดหนี้ ไม่เป็นทาส มีอาหารดีๆกิน มีเสื้อผ้าดีๆใส่ มีที่อยู่เป็นของตัวเอง และเป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม สมัยนี้เราเรียกว่า financial freedom นั่งเอง ก่อนอื่นท้องต้องอิ่มถึงจะมีพลังในการริเริ่ม และมุมานะต่อไป

ผู้เขียนก็พยายามย้ำในบทท้ายๆว่า มันไม่ได้หมายถึงการเป็นคนฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย และผลาญสมบัติจนหมด แต่ต้องไม่ขึ้เหนียว ใช้ชีวิตทุกๆวันให้มีความสุข รู้ว่าอะไรสำคัญกับชีวิต และอะไรที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข กว่าจะเป็นเสรีชนได้มันไม่ใช้ง่าย ต้องมีความมุ่งมัน ขยัน และอดทน ซึ่งสรุปได้เป็นหลัก 3 ข้อคือ

  • ใช้เงินอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่อยากได้อะไรก็ใช้ไปเสียหมด
  • ใช้ในการช่วยเหลือผู้อื่นและดูแลครอบครัวผู้คนรอบข้างให้มีความสุข เพราะเราไม่สามารถที่จะอยู่คนเดียวในโลก และการที่เราจะประสบความสำเร็จได้ต้องได้รับการเกื้อกูลจากผู้อื่นเสมอ แม้แต่การบอกคุณความดีของเราไปหาผู้ที่จะมีค้ำชูเราในอนาคตก็อาจมาจากคนที่เราช่วยเหลือมาก่อน ไม่ว่าจะเรื่องเงินหรือเรื่องงานก็ตาม
  • การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจให้แข็งแรงจะทำให้เรามีความสุขและเป็นเสรีชนที่แท้จริง ถึงแม้จะมีเงินมากมายถ้าสุขภาพไม่ดี หรือคนในครอบครัวไม่มีความสุขเราก็จะเป็นคนที่ไม่มีความสุขบนกองเงินกองทองเหล่านั้น

สรุป นับว่าเป็นหนังสือที่ดี เล่มบาง อ่านง่าย หลักปฏิบัติยังคงใช้ได้ในชีวิตปัจจุบัน เล่มนี้ผมให้ 5 ดาวครับ

Leave a comment