สรุปหนังสือ: Money Mastery ของพอล ภัทรพล

ปรกติผมไม่ค่อยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนของคนไทยสักเท่าไหร่ แต่ผมไปสะดุดกับคำว่า All time best seller บนหน้าปก และคุณพอลก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในด้านการเงินจริงๆคนหนึ่ง พอลองเอาหนังสือมาพลิกดูเร็วๆ ก็ดูน่าสนใจมากเพราะดูอ่านง่ายมาก

พอซื้อมาลองอ่านดูก็ไม่ผิดหวังเลย ถึงแม้มันจะเป็นหลักคิดการลงทุนเบื้องต้น แต่มันก็ได้รับการกลั่นกรองมาอย่างดีเหลือแต่แก่นแท้ๆ ที่สำคัญคุณพอลเรียบเรียงให้เข้าใจได้ง่ายพร้อมตัวอย่างประกอบ ไม่บ่อยนักที่ผมจะเจอหนังสือที่เวลาอ่านแล้วเหมือนผู้เขียนคุยอยู่กับเรา เล่มนี้เป็นหนึ่งในนั้นครับ ผมขอแนะนำเลย

ตัวหนังสือถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน สำหรับคนที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนอยู่แล้ว สิ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความเข้าใจง่ายของมันทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆที่เราอาจไม่นึกถึงมาก่อน ซึ่งผมขอสรุปใจความสำคัญที่โดนใจผมดังต่อไปนี้

ภาคที่ 1 การรู้มากกว่าย่อมส่งผลให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากกว่า

บทนี้พยายามพูดถึงเวลาที่ใช้ในการลงทุน ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ก็จะสร้างผลตอบแทนได้มากเป็นทวีคูณตามหลักของดอกเบี้ยทบต้น แนวคิดสำคัญที่ผมชอบคือการอธิบายเกี่ยวกับเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งใครๆก็รู้ว่าเงินเฟ้อขึ้นทุกปี เงินที่เราเก็บไว้ก็จะยิ่งด้อยค่าเมื่อเวลาผ่านไป แต่สิ่งที่คุณพอลพูดถึงคือการมองปัญหานี้ในระดับเศรษฐกิจมหภาค ว่าเงินเฟ้อมันมาจากการที่มีประมาณเงินมากขึ้นในระบบ ซึ่งเกิดจากประเทศที่มีอำนาจในการพิมพ์เงินเองได้ เช่น อเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อเอาไว้แก้หนี้ของประเทศตัวเอง ทำให้ของในประเทศมีราคาสูงขึ้นเพราะสินค้าที่ผลิตได้มีจำนวนจำกัด แต่ประมาณเงินในประเทศมันเพิ่มขึ้นจากการพิมพ์แบงค์ แล้วมันกระทบกับประเทศไทยเรายังไง มันกระทบเพราะเงินเฟ้อของประเทศเหล่านั้นถูกส่งออกไปอย่างประเทศอื่นทางอ้อม เช่นเราอยากได้ iPhone แต่ราคา iPhone ก็ถูกตั้งตามราคาตลาดในประเทศอเมริกาที่มีการพิมพ์แบงค์เพิ่มไปแล้ว ทำให้สินค้าที่นำเข้าจากอเมริกา มีราคาสูงในไทยตามไปด้วยนั่นเอง ถ้าประเทศไทยพึ่งการส่งออกมากกว่าการผลิตและใช้ในประเทศก็จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นตามไปโดยปริยาย

สิ่งที่ทำให้เราต้องคิดต่อไปอีกก็คือ ประเทศไทยไม่สามารถพิมพ์แบงค์เองได้ อัตราการขึ้นเงินเดือนก็ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เท่ากับว่ายิ่งเราออมเงินเท่าไหร่เราก็จะยิ่งจนลง ถ้าเราไม่ออมเลยยิ่งจะทำให้เราอยู่ยากขึ้นและไม่สามารถเกษียณได้เมื่ออายุเกิน 60 ปีแล้วก็ตาม ผู้เขียนจึงนำเรามาสู่ภาคที่ 2 ของหนังสือได้อย่างแยบยล ว่าเราต้องเปลี่ยนจากการออมมาเป็นการลงทุน และที่สำคัญคือการลงทุนต้องเอาชนะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกๆปีให้ได้ด้วย

ภาค 2 แนะนำให้รู้จักกับเครื่องมือการลงทุนชนิดต่างๆที่มีอยู่ในตลาดและความเสี่ยงของมัน อันนี้หลายคนคงพอจะทราบกันอยู่แล้ว แต่คุณพอลอธิบายแก่นแท้ของการลงทุนแต่ละประเภท ซึ่งช่วยย้ำและปรับความเข้าใจของผมให้แหลมคมขึ้น เช่น ก่อนที่ผมจะอ่านหนังสือเล่มนี้ผมจะแบ่งการลงทุนในหัวว่าเงินฝาก พันธบัตร และหุ้นกู้เป็น กลุ่มเดียวกันเพราะให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยที่จ่าย ยิ่งหุ้นกู้จากบริษัทเล็กจะให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพื่อดึงดูดเงินทุนให้ผู้ลงทุนมาซื้อหุ้นกู้ของบริษัทตัวเอง แต่หลังจากการอ่านหนังสือทำให้ผมต้องจัดกลุ่มความเข้าใจของผมใหม่ว่าหุ้นกู้บริษัทไม่ได้แปลว่าเสี่ยงน้อย โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่มีการประเมิน rating ต่ำๆ ควรที่จะหลีกเลี่ยงเลย เพราะคนจัดเรทติ้งพยายามบอกเราอยู่แล้วว่า เรทติ้งต่ำกว่า BBB ถือว่าเป็นหุ้นกู้ความน่าเชื่อถือต่ำและมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยตามที่สัญญาเอาไว้ ซึ่งหุ้นกู้กลุ่มนี้ถูกเรียกชื่ออย่างสวยหรูว่า High-Yeild bond แต่คุณพอลช่วยฟื้นความจำผมเมื่อนานมาแล้วว่าสมัยก่อนผู้คนเรียกหุ้นกู้กลุ่มนี้ว่า Junk bond ทำให้สมัยก่อนคนไม่นิยมลงทุนซื้อหุ้นกู้จากบริษัทเล็กๆกัน เพราะถ้าบริษัทไม่สามารถสร้างรายได้และอยู่รอดได้ในระยะยาว เราในฐานะผู้ลงทุนก็จะสูญเสียเงินต้นทั้งหมดที่ลงไปพร้อมกับการปิดกิจการของบริษัทนั้นเอง

เมื่อเร็วๆนี้มีบริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่ออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์มา (perpetual bond) ในความหมายที่แท้จริงก็คือการลงทุนกับบริษัทที่มีความมั่นคงสูง ไม่เจ๊งแน่ๆจนวันที่เราตาย เพราะฉะนั้นบริษัทจะไม่เน้นการคือเงินต้นให้กับผู้ลงทุนแต่จะสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยอย่างมีวินัยให้กับผู้ลงทุนไปจนตาย ถ้าเรามองดูตามคำกล่าวก็ฟังดูหน้าเชื่อถือดี แต่ถ้าอยากจะลงทุนในหุ้นกู้ประเภทนี้ผมอยากให้พิจารณารายละเอียดดังต่อไปนี้ก่อนคือ

  • เราต้องรับดอกเบี้ยไปนานกี่ปีจึงจะคุ้มกับเงินที่ลงทุน เช่นจะคุ้มทุนเมื่อถือไว้เกิน 20 ปี ปีที่ 21 ถึงจะนับได้ว่าเราได้กำไรชั่วนิรันดร์ตราบที่เรายังไม่ตาย ฉะนั้นหุ้นกู้ประเภทนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่มีอายุมาก
  • ถ้าคุณคิดว่าจะลงทุนซื้อหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เดือนละฉบับให้มีดอกเบี้ยอัตราสูงจ่ายให้เราทุกเดือนเป็นเสมือนเงินเดือนหลังเกษียณ ให้พึ่งระวังไว้ด้วยว่าปีใดที่บริษัทขาดทุนหรือมีกำไรน้อยไม่เป็นไปตามเป้าเขาสามารถเลื่อนหรือไม่จ่ายดอกเบี้ยงวดนั้นๆได้ เดือนนั้นคุณจะไม่มีเงินเดือนใช้อย่างที่หวัง
  • โลกเราเข้าสู่กระแส disruption และจะมีการ disrupt เกิดขึ้นอีกหลายระรอกจากนี้ไป บริษัทที่อยู่มายาวนานอาจไปไม่รอดในกระแส disrupt ครั้งถัดๆไปก็ได้ ไม่มีอะไรอยู่แบบจีรังยั่งยืนไปตลอดไม่ว่าจะเป็นคุณหรือบริษัทที่คุณลงทุนด้วย

ประเด็นถัดไปที่หนังสือย้ำให้ผมได้เรียนรู้อีกครั้งคือ เรื่องประเภทของกองทุนรวมที่มีทั้งแบบ active fund คือการที่มีผู้จัดการกองทุนมาเลือกซื้อหุ้นรายตัวเข้ามาบริหารซึ่งมีค่าจัดการกองทุนที่สูงกว่า passive fund ที่เน้นการลงทุนตามดัชนีหุ้น ซึ่งจากสถิติในหนังสือทำให้ผมทราบว่าการลงทุนใน passive fund ดูเหมือนจะดีกว่าและให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าแบบ active fund

ในภาคนี้ผมได้เรียนรู้เทคนิคในการเลือกลงทุนว่า เราควรเลือกหุ้นโดยดูจาก Mega trend ที่เกิดขึ้น เช่น ยุคนี้เป็นยุคของ AI และ รถยนต์ EV ธุรกิจอะไรก็ตามที่ได้ประโยชน์จากเทรนนี้เป็นหุ้นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้สูงกว่ากลุ่มอื่น

ภาคที่ 3 พูดถึงว่าคนที่ประสบความสำเร็จ 1% เขาลงทุนกันอย่างไรและเราต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะเป็นเช่นเดียวกับคน 1% เหล่านั้น เอาเป็นว่าแนวคิดไม่มีอะไรเกินความคาดหมายคือ ลงทุนแล้วถือยาว แต่จะเลือกลงทุนอย่างไรให้มันไม่ขาดทุนในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ หลักๆก็คือเราต้องรู้จักสินค้าหรือบริการของบริษัทที่เราจะลงทุนและเห็นว่าเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลและสามารถแข่งขันอยู่รอดได้ในระยะยาว ควรลงทุนในแนว DCA จะได้ตัดเรื่องของอารมณ์ในการตัดสินใจออกไป มีการกระจายความเสี่ยงให้สอดคล้องกับอายุของตัวเองในแต่ละช่วงเวลา

ในบทสุดท้ายคุณพอลมาขมวดปมที่ เงิน และเวลา เราจำเป็นต้องสะสมเงินให้พอเพียงที่จะใช้ชีวิตตามที่เราต้องการ เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ เมื่อเราต้องการโดยไม่ต้องมานั่งเสียใจที่หลัง เพราะเราทุกคนย้อนเวลากับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้

หนังสือเล่มนี้ดีจริงๆ ผมให้ 5 ดาวเลยครับ

Leave a comment