สรุปหนังสือ: อ่าน Layered Money ของ Nik Bhatia แล้วนึกถึง plot เรื่อง Money Heist

Layered Money ฉบับภาษาไทย เรียบเรียงโดย อ. พิริยะ สัมพันธารักษ์ เป็นหนังสือที่อธิบายถึงการวิวัฒน์ของระบบเงินตราโลก และการคาดคะเน โดยผู้เขียน Nik Bhatia ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเงินคำประกันชั้นล่างสุดจากทองคำ กลายเป็นบิทคอยน์ก็ได้ อ.พิริยะ เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่ทุกคนนึกถึงในฐานะกูรูเกี่ยวกับบิทคอยน์ของเมืองไทย หนังสือที่อ. พิริยะนำมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทยย่อมคาดเดาได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับบิทคอยน์อย่างแน่นอน

จริงๆแล้วพอผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมันทำให้ผมนึกถึงพล๊อตเรื่องหลักของซี่รี่ย์เรื่อง Money Heist เพราะหนังพยายาม สอนให้ผู้ชมเข้าใจถึงระบบการเงินของประเทศและบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าชั้นล่างสุด ผมของสปอย์หนังเรื่องนี้ในตอนท้ายของบทความนะครับ ถ้าใครยังไม่ดูอย่าอ่านรีวิวนี้นะครับ เตือนเอาไว้ก่อน

เนื้อหาในหนังสือสามารถแบ่งเป็นสามส่วนได้ดังนี้

  • การเกิดขึ้นของเงินซ้อนเป็นชั้น ๆ: ผู้เขียนเริ่มเล่าตั้งแต่กำเนิดของสื่อการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ จนกระทั่งมาเป็นทองคำ เพราะมีลักษณะหายากและลอกเลียนแบบได้ยาก จนทุกประเทศทั่วโลกยอมรับทำให้สื่อการการแลกเปลี่ยน หรือที่เราเรียกว่าเงิน กลายมาเป็นทองคำภายใต้มาตราฐานเดียวกัน แต่เนื่องจากทองคำมีข้อจำกัดในแง่การเคลื่อนย้าย จึงมีการสร้างเอกสารค้ำประกันขึ้นเพื่อใช้แทนการแลกเปลี่ยนด้วยทองคำ เหมือนหนังสือประวัติศาสตร์การเงินเล่มอื่นๆ แต่หนังสือเล่มนี้อธิบายความซับซ้อนและวิวัฒนาการของเงินที่มีลักษณะเป็นชั้น ๆ ตามฟังกชั่นที่จะทำให้ทุกๆประเทศสามารถทะลายข้อจำกัดต่างๆในการใช้เงินของโลกปัจจุบันลงโดย
    • ชั้นล่างสุดคือเงินที่มีมูลค่าเอง (intrinsic value) เช่นทองคำ
    • ชั้นกลางคือตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินกับเอกสารการค้ำประกัน เช่น ธนาคารกลาง
    • ชั้นบน ๆ คือเงินที่มีมูลค่าอ้างอิง (referential value) เช่นใบรับรองทอง พันธบัตร หรือเงินสด รวมถึงการแบ่งอำนาจให้ภาคเอกชนมาเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนกับรายย่อย
  • การเปลี่ยนแปลงของเงินตราและการเปลี่ยนแปลงระบบการอ้างอิงจากการใช้ทองคำ: ผู้เขียนวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของเงินตราในแต่ละยุค โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงของเงินตราสำรองส่วนใหญ่ (reserve currency) เช่นการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นการอ้างอิงเงินแทนทองคำ และปัญหาที่ตามมา จากการด้อยค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากการที่อเมริกาพิมพ์เงินออกมาใช้หนี้สินของประเทศจนไม่สามารถยึดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างทองคำกับดอลลาร์สหรัฐเอาไว้ได้ ทำให้ต้องปลดการใช้ทองคำออกจากสินทรัพย์ชั้นล่างสุด และรัฐบาลสหรัฐต้องพยายามหาวิธีจัดการกับค่าเงินที่เสื่อมถอยลงโดยมีประเทศต่างๆตกเป็นเหยื่ออย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก และเงินสำรองระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงใช้ดอลลาร์สหรัฐ ถึงแม้แต่ละประเทศจะพยายามลดอัตราส่วนเงินสำรองที่เป็นดอลลาร์สหรัฐลงก็ตาม เงินตราสำรองส่วนใหญ่มีอิทธิพลต่อระบบการเมืองและเศรษฐกิจของโลก จึงทำให้อเมริกายังคงเป็นพี่ใหญ่และชักใยอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • การมาของบิทคอยน์และ CBDCs: ผู้เขียนอธิบายว่าบิทคอยน์เป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์การเข้ารหัสลับและวิทยาศาสตร์เงินมาผสมผสานกัน ผู้เขียนเชื่อว่าบิทคอยน์เป็นเงินที่มีลักษณะเป็นชั้นเดียว (single layer) และมีโอกาสเป็นเงินตราสำรองส่วนใหญ่ในอนาคต เพราะผู้สร้าง (Satoshi Nakamoto) ได้ออกแบบเพื่อแก้ข้อจำกัดของทองคำในการเป็นเงินที่มีมูลค่าระดับล่างสุด ทำให้บิทคอยน์น่าจะเป็นเงินที่มูลค่าในชั้นล่างสุดของระบบการเงินยุคใหม่แทนทองคำได้ แต่การที่บิทคอยน์จะมาทดแทนโครงสร้างเงินซ้อนชั้นแบบเก่า จำเป็นที่จะต้องมีฟังก์ชั่นทางการเงินทดแทนทุกๆฟังก์ชั่นในปัจจุบันได้ ต้องเป็นระบบเกื้องกูลแบบใหม่ ซึ่ง Satoshi ฝันถึงการตัดเงินชั้นกลางทิ้งไปโดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินโดยสิ้นเชิง แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นเพราะไม่มีประเทศไหนอยากสูญเสียอิทธิพลต่อระบบการเมืองและเศรษฐกิจออกไป ในส่วนท้ายผู้เขียนจึงอธิบายถึงการเข้ามาของ CBDCs ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง และอธิบายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบเงินตราทั่วโลก รวมถึงคาดคะเนการแย่งชิงบทบาทแทนอเมริกาจากชั้นเงินแบบใหม่นี้ผ่านระบบ CBDC ซึ่งหนังสือได้เปิดเผยตัวผู้เล่นหลักๆ อันได้แก่ ประเทศจีน ที่มีการทดลองใช้ระบบ CBDC ก่อนใครเพื่อน, Digital Euro, FedCoin ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลไม่ว่าประเทศใดๆ ก็ไม่สามารถผูกคาดเงินชั้นกลางได้อีกต่อไป เพราะ digital layer แบบใหม่สามารถที่จะ by-pass ตัวกลางการแลกเปลี่ยนเงินตราได้ น่าจะออกมาในรูปของ hybrid ที่มีรัฐบาลกลางควบคุมเงินในประเทศของตนและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ผ่าน regulation ต่างๆที่ออกมาควบคุมการเงินในประเทศ แต่ประชาชนแต่ละคนน่าจะมีอิสรภาพทางเลือกมากขึ้นในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการผ่านทาง crypto currency อย่าง BTC หรือ AltCoin ที่ใช้กันแพร่หลาย

เริ่มสปอยพล๊อตหนังเรื่อง Money Heist กันเลย ในภาคแรกพระเอกต้องการเข้าไปปล้นโรงกษาปณ์ของสเปนเพื่อพิมพ์แบงค์เพิ่มเข้าสู่ระบบด้วยตัวเองโดยไม่ให้ใครรู้ อันนี้เพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นว่าประเทศใหญ่ในโลกมีการพิมพ์แบงค์เพิ่มขึ้นเองได้เพื่อนำมาจ่ายหนี้โดยไม่มีใครรู้หรือไม่ต้องแจ้งใคร เมื่อนำเงินมาใช้ในระบบเศรษฐกิจมันจะไม่เห็นผลกระทบในทันที เป็นเสมือนการตำน้ำพริกละลายลงในแม่น้ำซึ่งมันไม่ได้ทำให้แม่น้ำทั้งสายมีรสชาดของน้ำพริกเหลืออยู่เลย อเมริกาทำเช่นนี้มาเป็นเวลาหลายสิบปี ซึ่งผลกระทบในระยะยาวคือเงินเฟ้อต่อเนื่องทำให้ค่าของเงินค่อยๆลดลงนั้นเองซึ่งมีการอธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้ โดยจะมีผู้ร่ำรวยขึ้นอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งในหนังเรื่องนี้ก็คือกลุ่มโจรพิมพ์แบงค์นั่นเอง

ภาคสุดท้ายของหนัง Money Hiest คือการปล้นทองคำสำรองของสเปน พล๊อตเรื่องคือต้องการสอนให้ผู้ดูเข้าใจถึงบทบาทของทองคำคือมันเป็นเพียงแค่ตัวแทนความมั่งคั่งของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตวิทยาให้คนในประเทศและระหว่างประเทศเท่านั้น พล๊อตเรื่องของหนังพยายามที่จะย้ำว่าถึงแม้จะเปลี่ยนทองคำที่มีอยู่ในคลังสำรองทั้งหมดให้เป็นทองคำปลอม ก็ไม่ได้ลดความเชื่อมั่นของผู้คนและประเทศเพื่อนบ้านลงเลยตราบใดที่ไม่มีใครรู้ว่าทองในคลังเป็นทองคำปลอมทั้งหมด หรือร้ายไปกว่านั้นคือไม่มีทองคำสำรองอยู่เลย หรืออาจมีทองคำไม่เพียงพอที่จะค้ำประกันกับจำนวนเงินที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจก็ตาม เฉกเช่นในเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบันที่กำลังล่มสลายใบนี้ ดูหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วใครจะว่า BTC เป็นความเพ้อเจ้อมาจากอากาศไม่ได้อีกต่อไป ถ้าผู้คนมีความเชื่อและศรัทธา

สรุปแล้ว นับว่าเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งครับ ระดับความง่าย ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแรกของหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับการวิวัฒน์ของเงินซ้อนชั้นของโลกปัจจุบัน ถ้าสามารถเข้าใจส่วนนี้ได้ ส่วนหลังของหนังสือก็ไม่ยากนักที่จะเข้าใจ เล่มนี้ผมให้ 4 ดาวครับ

Leave a comment