ผมติดตามเหรียญ STX มาสักพักใหญ่แล้ว ถือว่าเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี่ที่ไม่เหมือนใคร สร้างขึ้นบนบล็อกเชน Bitcoin เพื่อที่จะดึงจุดแข็งเรื่อง blockchain security ที่ดีที่สุดในโลกมาใช้ จะได้เอาความคิดสร้างสรรค์ไประดมมันสมองในการพัฒนา เทคโนโลยีล้ำสมัยที่สามารถประกาศตัวเป็น layer 2 บน BTC ที่สมบูรณ์แบบในอนาคตและพร้อมพาคุณสู่โลก Web3 ที่เต็มไปด้วยโอกาส

เดือนเมษา 2024 จะมีการ Upgrade ที่สำคัญของ STX ฺฺBlockchain ที่จะเปลี่ยนวิธีการทำ transation บน layer 2 แบบ sidechain เหมือนเหรียญอื่นๆมาเป็นวิธี integrate transaction เข้ากับ BTC transaction และ anchor BTC asset ผ่านทางการ wrap เหรียญเป็น sBTC เพื่อจะทำให้ BTC ใช้ความสามารถของ smart contract ที่ฉลาดกว่าและเร็วกว่าบน STX blockchain ได้ เราเรียกการ upgrade ครั้งสำคัญนี้ว่า Nakamoto upgrade
ทำไม STX ถึงน่าสนใจ?
ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังที่แท้จริงคืออะไร แต่ความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย คือราคาเหรียญ STX พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วขึ้นมาอยู่ในอันดับ top 30 ของ Coinmarketcap ได้ในระยะเวลาอันสั้น ราคาเหรียญเพิ่มขึ้นมากกว่า 200% QoQ, Marketcap เองก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 200% QoQ เช่นกัน ส่วนตัวผมคิดว่าราคาของ STX น่าจะขึ้นได้มากกว่านี้ ถ้าดูจากภาพรวมของเหรียญแล้วมีองค์ประกอบที่ยอดเยี่ยมตามข้างล่างนี้ ยังขาดแค่ STX ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักทำให้ ecosystem ยังมีขนาดเล็กอยู่
- เทคโนโลยีล้ำสมัยใน 3 แกนหลัก:
- Stacks Blockchain ช่วยให้ Bitcoin รองรับ Smart Contracts
- Microblocks เพิ่ม scalability ให้กับ dApps บน Stacks
- Clarity ภาษา Smart Contract ที่ปลอดภัยและใช้งานง่าย
- ทีมงานที่แข็งแกร่ง:
- ทีมงาน Stacks ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก Bitcoin, Ethereum และ academia
- มุ่งมั่นพัฒนา Stacks ให้เป็น platform ชั้นนำสำหรับ Web3
- Roadmap ที่ชัดเจน:
- แผนงานของ Stacks มุ่งเน้นไปที่การขยาย Ecosystem ของ dApps
- พัฒนาเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ใช้งานง่าย
- เพิ่ม Adoption ของ Stacks
- Ecosystem ที่กำลังเติบโต:
- มี dApps มากมายบน Stacks เช่น Alex, Boom, Arkadiko
- จำนวนผู้ใช้งาน Stacks เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีระบบการ staking ที่น่าดึงดูดไม่เหมือนใครเพราะจ่ายดอกเบี้ยเป็นเหรียญ BTC
ฟังดูอาจจะเหมือนเหรียญ layer 2 ของ BTC เหรียญอื่นๆอยู่ดีและยังดูด้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ STX นี่แหละน่าจะเป็น BTC layer 2 ตัวจริงในระยะยาว เพราะมีเจตนารมย์หลักคล้ายกับ BTC ใน 2 เรื่องหลัก คือ
คำนึงถึง Inflation-free โดยมีการ Limit supply ของเหรียญตั้งแต่ต้นเหมือน BTC และยังใช้เทคนิคการ Halving แบบเดียวกับ BTC เพื่อจะทำให้เป็นเหรียญปลอดอัตราเงินเฟ้อที่เป็นปัญหาหลักของ Fiat currency ในปัจจุบัน
- จำนวนเหรียญ STX สูงสุดจำกัดไว้ที่ 1.818 พันล้านเหรียญ ต่างจากเหรียญอื่นๆ ที่มีจำนวนเหรียญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- กลไก Halving ทุกๆ 4 ปี ของ STX คล้ายกับ Bitcoin ส่งผลดีต่อมูลค่าเหรียญ STX ในระยะยาว

ดูจาก L1 financial overview Q2 2023 ข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่า STX มุ่งมั่นที่จะเป็น asset ที่มี Inflation-free และเป็นเหรียญเดียวที่ทำได้ถ้าเทียบกับเหรียญคู่แข่งอื่นๆใน L1 เหมือนกับ BTC เหรียญ idol ของเขา (ถ้าไม่นับ ETH ที่คุม inflation ด้วยการเผาเหรียญทิ้ง)
ถ้า STX ยังคงยึดเจตนารมย์แบบนี้ต่อไปก็ไม่ยากที่จะประเมินราคาของเหรียญให้มีทิศทางเป็นไปตามราคาของเหรียญ BTC ในอนาคตด้วยราคาที่สอดคล้องกัน เคลื่อนไหวตามกัน ซึ่งการที่เหรียญ STX จะเคลื่อนไหวแบบนั้นได้จะต้องวิ่งไล่ราคาของ BTC ให้ทันด้วยอัตราส่วนที่มีดุลยภาพก่อน
ผมลองมาคิดเล่นๆดูในหลักการเท่านั้น โดยตัดปัจจัยภายนอก รวมถึงข้อมูลทางเทคนิคทิ้งออกไปก่อน โดยใช้หลักอัตราส่วนจำนวนเหรียญสูงสุดของ BTC 21 ล้านเหรียญต่อ จำนวนเหรียญสูงสุดของ STX ที่ 1.818 พันล้านเหรียญ เป็นการประมาณราคา STX ที่ควรจะเป็น โดยไม่ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ
วิธีการ:
- หารจำนวนเหรียญ BTC ทั้งหมดด้วยจำนวนเหรียญ STX ทั้งหมด:
- 21,000,000 / 1,818,000,000 = 11.56
- หารราคา BTC ปัจจุบันด้วยอัตราส่วนของเหรียญที่หาได้ข้างต้น:
- 51,833 USD / 11.56 = 4,522 USD
ราคา STX ที่ควรจะเป็น:
- 4,522 USD / 86.57 = 52.27 USD (1BTC = 86.57STX, ปัจจุบันราคา STX อยู่ที่ 2.57 USD)
มีความเป็นไปได้ว่าราคาเหรียญจะพุ่งทะยานจากราคาปัจจุบันไปอีกในรอบ Halving ครั้งถัดไปซึ่งมีรอบของการ Halving ไม่ตรงกับเหรียญ BTC, รอบการ Halving ครั้งถัดไปของ STX จะอยู่ในปี 2025
การที่เหรียญ STX จะขึ้นมาเป็น BTC L2 ตัวจริง ไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่ แต่การที่จะทำให้เกิด critical mass และกลายเป็นเหรียญ digital currency หลักของโลกที่สามารถใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแทนเงิน Fiat แบบที่เป็นความฝันของ Satoshi Nakamoto นั้นยังอีกยาวไกล เพราะอย่างน้อยเขาต้องเอาชนะคู่แข่งหลักๆทางอ้อมเพื่อที่จะมายืนหนึ่งได้ดังนี้:
- ต้องมี Ecosystem ที่ใหญ่กว่าหรือเทียบเท่า Ethereum:
- Ethereum มี Ecosystem และ dApps ที่ใหญ่กว่า STX
- แต่มีปัญหาเรื่อง scalability และ gas fees
- ต้องมีความเร็วในการทำธุรกรรมโดยที่ผู้ใช้ไม่มีความรู้สึกว่าต้องรอเลย เหมือนการจ่ายเงินผ่าน QR code payment ในบ้านเรา Solana เป็นเพียงเหรียญเดียวในตอนนี้ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงระดับนั้น:
- Soluna ยังมีความเร็วในการทำธุรกรรมสูงกว่า STX
- แต่มีความเป็น centralization มากกว่า STX และมี ecosystem ที่เล็กกว่า STX