ทริปนี้ไปแบบไม่ได้คาดหวังอะไรแค่ต้องการหนีร้อนและฝนของไทยในเดือนมิถุนายน ขอไปที่ไหนก็ได้ที่อากาศเย็นๆ แบบต่ำกว่า 10 องศาเป็นพอ หวยมาออกที่ทัวร์ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย เราเลือกใช้เอเจนซี่ Mushroom travel เพราะใช้บริการมาหลายครั้งไว้ใจได้ ไม่กล้าเลือกเจ้าที่ไม่รู้จักเพราะหลังๆได้ข่าว ทัวร์ล่มลอยคอรอกันที่สนามบินเยอะเลย Mushroom ส่งต่อให้กับ กราเซียร์ทราเวล เข้าใจว่าเป็น wholesales ที่เก่งทางด้านยุโรป กลุ่มเรามีกันไม่ค่อยเยอะ ทั้งหมดแค่ 17 คน อาจเป็นเพราะเที่ยวช่วงต้นเดือนมิถุนายน ไม่ได้มีวันหยุดยาว ต้องเป็นคนที่มีเวลาว่างจริงๆถึงจะไปเที่ยวกันได้

เราบินไปด้วย Qatar แอร์ นอนกันบนเครื่องบินหนึ่งคืนไปถึง สต๊อกโฮลม์ ก็เช้าพอดีเริ่มเที่ยวได้แบบเต็มวันกันไปเลย จุดแรกที่เราแวะกันคือ city hall เป็นอาคารอิฐแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมน้ำ อากาศที่นี่เย็นสบายค่อนข้างหนาวเลยเพราะมีลมแรง แรกๆก็งงอยู่ว่าจะมาดูศาลาว่าการทำไม? น่าจะเหมือนกับศาลาว่าการกรุงเทพรึเปล่า? ประเทศนี้ไม่มีที่เที่ยวที่น่าสนใจให้ดูแล้วหรือไง? พอเดินเข้าไปในตัวอาคารถึงทราบว่าเขาเปิดให้เข้าชมแบบจำหน่ายตั๋ว เพราะมีเรื่องราว สมบัติเก่าและประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของประเทศนี้อยู่ โดยเฉพาะห้องวิหารทองคำที่ประดับไปด้วยโมเสคเล็กๆ สีทอง สวยงามยิ่งใหญ่มาก ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย ส่วนประวัติต่างๆของแต่ละห้อง รวมถึงสถานที่นี้ใช้เป็นที่มอบรางวัลโนเบล เอาไว้ให้คนที่สนใจซาบซึ่งฟังกัน ผมสนใจแค่สถาปัตยกรรม ความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรม แค่นี้ก็ฟินแล้ว







จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปสู่ Gamla Stan เป็นเหมือนเกาะเล็กๆที่มีน้ำล้อมรอบอยู่ เรียกว่าเป็นถนนคนเดินสายช้อปปิ้งของสวิเดนก็ได้ครับ แต่ของที่นี่ค่อนข้างแพงทุกอย่าง ถ้าเทียบกับราคาในไทย เป็นเพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีค่าครองชีพสูงนั่นเอง อาคารที่นี่นิยมเล่นสีสันแดงส้มเขียวฟ้า สลับกันไป ดูน่าสนใจดีเข้าใจว่าคงมีการอนุรักษ์เอาไว้ เรากินอาหารเที่ยงกันที่นี่ เดินชมบ้านเมืองของเขาและถ่ายรูปจนเพลินเลย มารู้ตัวอีกที่ก็บ่ายสามละ ต้องเดินทางข้ามไปเมือง Karlstads เมืองชายแดนระหว่างสวิเดนกับนอร์เวย์ และนอนพักเอาแรงกันที่เมืองนี้



ช่วงเช้าเราออกจากเมือง Karlstads และข้ามชายแดนไปสู่นอร์เวย์ เราแวะเที่ยวที่ป้อมปราการ Akershus เป็นป้อมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องเมืองหลวงของนอร์เวย์, ออสโล ที่นอร์เวย์เราเริ่มเห็นรูปปั้นประติมากรรมขนาดใหญ่อยู่ที่หนแห่ง แสดงว่าผู้คนที่นี่ให้ความสำคัญกับศิลปะ ซึ่งแต่ละชิ้นงานมีขนาดใหญ่มากจนน่าทึ่ง



แต่พอถึงสถานที่เที่ยวถัดไปของวันนี้คือ Frogner Park รูปปั้นที่เห็นมาก่อนหน้านี่คือขึ้เล็บเลย ที่ Frogner Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะของเมืองออสโลว เต็มไปด้วยงานประติมากรรมของ Gustav Vigeland ที่เป็นรูปคนในอริยาบทต่างๆ มากกว่า 200 ชิ้นงาน วันนี้แดดดีมากและลมเย็นสบาย ข้อดีของการเที่ยวหน้าร้อนของประเทศนี้คือ ไม่มีฝนตก ผมเดินไปชมผลงานไป รู้สึกตื่นเต้นในใจมากทั้งๆที่ไม่ได้มีความรู้ด้านศิลปะมากเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่ารูปปั้นบางรูปแสดงอารมณ์และทำให้เรารู้สึกตามได้ ขนลุกเลยทีเดียว นับว่าเป็นหนึ่งในสถานที่โปรดในนอร์เวย์เลย ตกบ่ายเราแวะไปเยี่ยม Royal palace และเดินย่านช็อปปิ้งบนถนน Stortinget และทานข้าวเย็นกันแถวนั้น










เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็เดินทางข้ามเมืองจากออสโลไปที่เมือง Geilo เพื่อทานอาหารเที่ยง เที่ยวระแวงเมืองนี้และแวะถ่ายรูปตามข้างทางที่ผ่านมาบ้าง ไปไหนไม่ได้ไกลเพื่อจุดหมายถัดไปคือการขึ้นเรือล่องฟยอร์ดในเช้าวันถัดไปที่เมือง Gudvangen เรารู้สึกได้เลยว่าอากาศมันค่อยๆหนาวขึ้นเมื่อห่างออกจากออสโลมาทางตะวันตก จากแดดจ้ากลายเป็นเมฆครึ้ม อุณหภูมิลดต่ำลงเหลือแค่หลักเดียว ระหว่างทางเรายังเห็นหิมะที่ยังไม่ละลายตามพื้นข้างทางและเนินเขา นี่มันหน้าร้อนของที่นี่จริงๆใช่ไหม








เรือล่องฟยอร์ดเป็นเรือระดับหรูหราเลย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ สะอาด สามารถเดินชมฟยอร์ดได้แบบ 360 องศารอบเรือ มีทางเดินรอบเรือไปได้ทั่ว ทั้งดาดฟ้า หัวเรือหรือท้ายเรือ ชมวิวได้หมด บรรยากาศข้างทางก็เป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีกับบ้านเล็กๆน่ารักเหมือนดินแดนในฝัน แต่ในใจคิดว่าถ้าต้องอยู่ที่บ้านแบบนี้แล้วเกิดอยากกินของที่ 7-11 (กลุ่มประเทศนี้มี 7-11 เป็น supermarket อันดับหนึ่งแบบเดียวกับไทย เจอได้ทุกที่) จะเดินทางไปยังไง? ถ้าป่วยจะตายก่อนถึงโรงพยาบาลไหม? (555 ปล่อยให้เป็นปัญหาของคนรวยคิดเถอะเรามีหน้าที่แค่เที่ยวแล้วกลับไปทำงานต่อ ไม่ต้องฝันไกลมาก)





เรือมาจอดเทียบท่าที่เมืองฟลอม อีกเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของนอร์เวย์ เพราะทุกคนมาเมืองนี้เพื่อขึ้นรถไฟโบราณสายโรแมนติก Flambana, พวกเราขึ้นรถไฟสายนี้เพื่อไปที่เมืองเบอร์เก็น ที่เที่ยวถัดไปของพวกเรา ระหว่างทางรถไฟจอดแวะให้ถ่ายรูปกับน้ำตก Kjosfossen มีการแสดงร่ายรำข้างๆน้ำตกให้ชมด้วย จากนั้นก็เดินขบวนต่อจนถึงเบอร์เกน ระหว่างทางก็เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามที่เขียวขจีและค่อยๆมืนครึมเมื่อเข้าใกล้เบอร์เกน พบฝนตกสั้นๆเป็นระยะๆ จากพื้นที่สีเขียวก่อนหน้านี้กลายเป็นทุ่งหญ้าแห้งชื้นแฉะและหิมะมาแทนที่ คืนนี้เราพักกันที่เบอร์เกน





เช้าวันใหม่เราออกจากโรงแรมแต่เช้าเพื่อขึ้นกระเช้าไปบน Mount Floyen ที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา seven mountains จุดท่องเที่ยวที่ทุกคนต้องมาถ้ามาเที่ยวเมืองนี้ บนยอดเขาที่สามารถมองเห็นวิว 360 องศา เห็นเมืองเบอร์เกนได้ทั้งเมืองสวยงามมาก เราแวะถ่ายรูปกับ Bergenhus Fortress เป็นป้อมปราการขนาดใหญ่อันนี้งั้นๆ สู้ป้อม Akershus ก่อนหน้านี้ไม่ได้




จากนั้นเราก็ไปเที่ยวต่อที่เมืองท่าเรือเก่า Bryggen ที่เป็นมรดกโลก เป็นเมืองที่อนุรักษ์ไว้ดีมากถึงแม้ว่าจะเกิดไฟไหม้ใหญ่ในสมัยโบราณไปก็ตาม พอเดินเสร็จก็แวะไปเดินดูตลาดปลาแถวนั้น เป็นตลาดไม่ใหญ่มาก เหมือนร้านอาหารข้างทางมากกว่า มีพ่อครัวปรุงอาหารให้เลยถ้าเราเลือกซื้อปลาไป คนอื่นกินปลา กินไส้กรอกกวางกัน เราเลือกกินไอติม Yummy!











ตอนเที่ยงเราแวะกินร้านอาหารไทยแถวนั้น ชื่อร้านสำรับไทย เจ้าของเป็นคนไทยอยู่มา 20 ปีละ อาหารอร่อยรสชาดแบบไทยสุดๆ ใครมาเบอร์เกนแนะนำเลยครับร้านนี้

หลังทานข้าวเสร็จเราต้องขึ้นรถเพื่อที่จะกลับไปนอนค้างที่ Geilo เป็นสกีรีสอร์ตหรูหราชื่อ Vestlia อาหารอร่อยห้องหรูอยู่สบาย เพื่อวันต่อไปจะได้ไปขึ้นเรือข้ามไปยังเดนมาร์ก นั่งรถกันยาวเลยมีแวะเที่ยวถ่ายรูปน้ำตก Voringsfossen หนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงของนอร์เวย์ เป็นน้ำตกสองสายจากสองเทือกเขาไหลมาบรรจบกัน กลายเป็นธารน้ำด้านล่าง เราอยู่บนยอดเขาและมีทางเดินให้ไปถ่ายรูปตามจุดต่างๆสวยงามมาก









เช้าวันถัดมาเราเดินทางกลับถึงออสโล แวะถ่ายรูปเล่นกันที่โอเปร่าเฮ้าส์ก่อนที่จะขึ้นเรือสำราญ DSDF เพื่อข้ามไปยังเดนมาร์ค เป็นเรือสำราญประเทศข้ามประเทศไม่ใช้สำหรับการท่องเที่ยวเป็นหลัก ก็จะไม่มีแหล่งบันเทิงอะไรมากนักบนเรือ มีการแสดงเล่นดนตรีบนเวทีขนาดเล็กเป็นรอบๆ มีอ่างแช่น้ำไม่ใช่สวนน้ำหรือสระว่ายน้ำแต่อย่างใด มีร้าน duty free shop หลังจากเราสำรวจเรือจนทั่วก็กลับไปนอนเล่นในห้องดีกว่า








ถึงฝั่งปุ๊บเรากก็เดินทางไปจุดเที่ยวแรกคือ little mermaid ประติมากรรมชื่อก้องโลก ที่สร้างชื่อให้กับ Denmark โดยส่วนตัวผมว่ามันเป็นเรื่องของ story telling ล้วนๆ มันไม่ได้มีอะไรประทับใจขนาดนั้นเมื่อพบเห็นตัวงานจริงๆ

ไม่ไกลจากรูปปั้น เราสามารถเดินไปพบจุดท่องเที่ยวอีก 2 – 3 แห่งคือ น้ำพุ Gefion, St Alban’s Anglian church และป้อมปราการ Kastellet เราเดินเที่ยวละแวกนี้แบบอิสระเพลินดีเหมือนกัน




หลังทานอาหารเที่ยง เราเที่ยวต่อกันที่ย่าน Nyhavn จุดถ่ายภาพอาคารหลากสีที่มีคลองขั้นระหว่างสองฟากถนนที่ใครมาที่เมืองโคปาเฮเกนห้ามพลาด จากจุดถ่ายภาพนี้สามารถเดินเที่ยวใจกลางเมือง ชมสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ และถนนช้อปปิ้งที่ยาวที่สุดในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เดินเที่ยวจนหมดวันถึงเข้าที่พัก













วันสุดท้ายของทริปนี้เราเที่ยวกันที่ปราสาท Rosenborg เคยเป็นพระราชวังเก่า ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์และเก็บมงกุฎกับของมีค่าของราชวงศ์







ทริปนี้โดยรวม อาหารอร่อย ที่พักดี อากาศดีมาก ได้เห็นทั้งธรรมชาติเขียวขจีในฤดูร้อนที่ไม่ร้อนเลยสำหรับเรา พระอาทิตย์ตอนเที่ยงคืน เพราะในแต่ละวันจะมืดอยู่แค่ 2 ชั่วโมงระหว่างตีหนึ่งถึงตีสามเท่านั้น แปลกดี เจอฝนตกบ้าง เห็นหิมะตามพื้นและบางวันที่อุณหภูมิติดลบ -2 องศา ครบรสไปเลย สนุกและประทับใจเกินคาดจริงๆ



