สรุปหนังสือ: Asset Allocation DeMYSTiFieD มารักษาเงินลงทุนให้เหลือใช้หลังเกษียณกัน

คำถามง่ายๆไม่ต้องอ่านก็ได้ ก็คือต้องเก็บออมตั้งแต่วันนี้ไงครับ จะมากหรือจะน้อยก็ค่อยๆเริ่มสะสมไป แน่นอนใครๆก็อยากได้ผลตอบแทนเยอะๆ มากกว่าการฝากธนาคารจึงนำเงินไปลงทุนในช่องทางที่เสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น แต่เราจะลดความเสี่ยงไม่ให้มันมากเกินไปจนต้องเสียเงินต้นออกไปได้อย่างไร เป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้ครับ คือวิธีการจัดพอร์ตการลงทุนนั้นเอง ที่เราได้ยินนักวิเคราะห์การเงินว่า จัดพอร์ตๆ เบื้องหลังมันมีทฤษฏีและเครื่องมือทางการเงินอยู่ เรามารู้จักไปทีละขั้นกับหนังสือเล่มนี้กัน

บทที่ 1 ทำไม asset allocation จึงสำคัญ

เงินด้อยค่าลงทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อ (inflation) นั่นแปลว่าทุกๆเดือนที่คุณได้เงินเดือนมามันจะมีอำนาจในการซื้อของได้น้อยลงถ้าคุณมีรายได้เท่าเดิมหรือเงินเดือนไม่ขึ้นมากกว่าอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี ถ้าจะอยู่รอดได้ไปจนวันตายคุณจะต้องมีรายได้หลังเกษียณให้มากกว่าอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี คือต้องลงทุนให้ชนะ inflation ให้ได้ทุกปีครับ

การลงทุนไม่เหมือนทำขนมเค้กที่มีอัตราส่วนแน่นอนและจะทำออกมาอร่อยเหมือนทุกๆครั้งเสมอ การลงทุนมันขึ้นกับสภาวะแวดล้อมอื่นๆที่เปลี่ยนไปทุกๆปีของคุณด้วยถึงจะสามารถให้ผลรับที่อร่อยตลอดเวลา เช่น

  • อายุ
  • ระยะเวลาเกษียณ
  • เงินทุน
  • ความสามารถในการรับความเสี่ยง
  • สภาพเศรษฐกิจ และสงคราม
  • ทิศทางการลงทุน เช่นช่วงนี้เอไอกำลังมา สินค้าทุกอย่างที่มีเอไอจะได้รับความนิยม

มีการศึกษาค้นพบว่าคนที่มีเงินสำรองน้อยจะรับความเสี่ยงได้น้อยกว่าคนที่มีเงินทุนสำรองมาก เพราะคนมีเงินเยอะล้มบนฟูกได้ คือพลาดแล้วยังลุกกลับขึ้นมาได้ ส่วนคนที่มีเงินสำรองน้อยหรือมีหนี้สินต้องผ่อนจะหลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยงหรือการลงทุนมีโอกาสเงินต้นหายในระยะสั้น เพราะลำพังแค่เงินจะกินในแต่ละเดือนก็แทบจะไม่เหลือเก็บแล้ว ถ้าหดหายไปมีหวังกินมาม่าทั้งเดือน

แต่ไม่มีใครอยากล้มเพราะความเสี่ยงจากการลงทุนถึงแม้จะรู้แน่ๆว่าในระยะยาวมันจะสร้างผลกำไรอย่างแน่นอน เช่นการลงทุนในทองคำระยะยาวจะขึ้นเสมอและชนะอัตราเงินเฟ้อทุกปีด้วย แต่เงินต้นจะเสี่ยงที่จะหายไปในระยะสั้นได้เนื่องจากการแกว่งตัวของราคา ดังนั้น asset allocation จึงสำคัญในการลดความเสี่ยงและทำให้ได้ผลตอบแทนระยะยาวตามที่คาดหวังไว้ เพราะไม่มีใครเลือกลงทุนแล้วได้กำไรทุกตัว แม้แต่กองทุนรวมหรือ ETF ที่มี performance ที่ดีที่สุดในโลก ถ้าไปเปิดดูไส้ในดูก็จะเห็นว่าเขาลงทุนในหุ้นที่ขาดทุนอยู่หลายตัวแต่ผลประกอบการโดยรวมยังทำให้ชนะตลาดมากกว่าคู่แข่ง หัวใจสำคัญคือจะจัดสัดส่วนอย่างไรให้เงินลงทุนโดยรวมไม่เสี่ยงที่จะต้องขาดทุนหรืออยู่ในวิสัยที่ผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้

บทที่ 2 ชำแหละแนวคิดเรื่อง Asset allocation

อย่าวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพราะถ้าสะดุดหกล้มไข่จะแตกหมดไม่มีเหลือกินและไม่สามารถเอาไปขายได้ เป็นคำพูดคลาสสิคในการลงทุนที่ยังคงใช้ได้เสมอ

การทำ asset allocation ก็เหมือนการซื้อประกันความเสี่ยง เพราะตะกร้าไข่ที่แตกไปถึงจะทำให้เราขาดทุนแต่ก็ยังเหลือไข่ในตะกร้าอื่นๆที่เอาไปกินและไปขายทำกำไรได้ต่อไป

การทำ asset allocation จึงเป็นเสมือนดาบสองคมคือเมื่อเราใช้มัน เราก็ไม่อาจที่จะทำกำไรได้สูงสุดจากเงินลงทุนเท่าที่เป็นไปได้ เพราะต้องเอาส่วนหนึ่งไปทำ hedging นั่นเองเพื่อประกันความเสี่ยง

หลักการนี้ขัดกับปรัชญาการลงทุนของ Warren Buffett เขาเคยบอกว่า Asset allocation มันมีไว้สำหรับมือสมัครเล่น เพราะพวกนี้ขาดความรู้จริง เราต้องศึกษาให้ถ่องแท้ในธุรกิจนั้นๆแล้วถึงเริ่มลงทุนและลงทุนเป็นหุ้นรายตัวถึงจะเกิดกำไรสูงสุด

ใช่เลย แต่เป็นเพราะเราไม่เข้าใจถ่องแท้ และเราไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาเต็มเวลา เราเลยต้องพึ่งผู้จัดการกองทุนศึกษาและกระจายความเสี่ยงแทนเรา

จากการศึกษาสถิติย้อนหลังไป 10 ปีพบ fact findings ที่น่าสนใจว่า

การใช้สถิติทำนายราคาหุ้นในระยะสั้นไม่เกิน 1 ปีไม่ตรงเลย

  • ถ้าจะใช้ความสัมพันธ์ในการคาดเดาทิศทางของราคาหุ้นกับปัจจัยแวดล้อมในระยะสั้น 1 ปีจะพบว่าราคาหุ้นไม่สัมพันธ์กับปัจจัยอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น earning growth, GDP, ผลประกอบการย้อนหลัง 10 ปี, ผลประกอบการตลาดรวม, เงินปันผล, หนี้สินรัฐบาลหรือแม้แต่ค่า P/E ของหุ้นตัวนั้นๆ
  • ถ้าเราเพิ่มอัตราส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ก็จะทำให้อัตราเฉลี่ยผลตอบแทนของทั้งพอร์ตลดลงตามปริมาณอัตราส่วนที่ใส่เพิ่มขึ้นแต่ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของผลกำไรที่เหวี่ยงลงไปด้วย
  • ถ้าเรากระจายการลงทุนไปบนหุ้นมากกว่า 100 ตัว เปรียบเทียบกับการกระจายในหุ้น 50 ตัว และ 20 ตัว จะพบว่ากระจายในหุ้นมากกว่า 100 ตัวให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวสูงกว่า แต่ในความเป็นจริงความรู้ของผู้จัดการกองทุนก็มีจำกัดและจะเลือกลงทุนแทนเราไม่หลากหลายตัวนักเช่นกัน นี่ขนาดเราเลือกลงทุนกับกองทุนรวมชั้นนำที่มีทีมงานพร้อมที่จะศึกษารายละเอียดของหุ้นแต่ละตัวนะ นับประสาอะไรกับการที่เราต้องศึกษาและเลือกลงทุนหุ้นรายตัวด้วยตัวเอง

แต่ถ้าเราใช้ปัจจัยที่กล่าวมาเหล่านี้คำนวณหาทิศทางราคาหุ้นในระยะยาวกลับได้ผลที่ดี เพราะ

  • ราคาหุ้นจะกลับไปหาราคาเฉลี่ยเสมอ (reversion to the mean)
  • ข่าวร้ายคือการกลับมาสู่ค่าเฉลี่ยบางครั้งกินเวลายาวนานถึง 10 ปีเช่นเหตุการณ์ the lost decade of Wall Street
  • ข่าวดีคือเวลาที่เกิดวิกฤติการลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเทศอื่นๆอาจไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย จึงควรมีการแบ่ง allocation ไปในตลาดต่างประเทศด้วย
  • สำหรับคนที่ไม่ถนัดหรือไม่อยากลงทุนในตลาดต่างประเทศ สามารถเลือกลงทุนใน asset class อื่นๆได้เพราะแต่ละ asset clase ก็มี cycle ในการขึ้นลงของราคาที่แตกต่างกันออกไปแบบไม่มีความสัมพันธ์ในทิศทางกับหุ้น เช่นตัวอย่าง asset class ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในแต่ละปีของฝั่งอเมริกาเป็นดังนี้
    • 2012 Real Estate
    • 2011 Long term Treasury bonds
    • 2010 Real Estate
    • 2009 Small company stock
    • 2009 Global bond
    • 2007 Commodity
    • 2006 Real Estate
    • 2005 Commodity

พอเราเข้าใจแล้วว่าหุ้นและ asset class ต่างก็มีรอบการขึ้นลงของราคาที่แตกต่างกันอย่างสะเปะสะปะ ไม่สามารถเลือก asset class ตัวใดตัวหนึ่งแล้วถือไปทั้งชีวิตได้ เราจึงต้องรู้ว่าแต่ละตัวมีค่าความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่เราจะถือหรือลงทุนได้ เราเลยต้องรู้จักกับค่าวัดความเสี่ยงสองตัวนี้

  • Beta คือค่าวัดความเสี่ยงเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาด เช่นถ้าหุ้นหนึ่งตัวมีค่า beta = 1.2 แสดงว่าหุ้นตัวนี้มีราคาเหวี่ยงขึ้นลงมากกว่าค่าเฉลี่ยของ SET Index อยู่ 20% (มีโอกาสกำไรมากกว่า ค่าเฉลี่ยของ SET 20% และช่วงหุ้นตกก็จะขาดทุนมากกว่า SET อยู่ 20%เช่นกัน)
  • Standard Deviation เป็นค่าวัดการแกว่งตัวของราคาจากค่าเฉลี่ยหุ้นตัวนั้นๆ เช่นถ้าหุ้นตัวหนึ่งมีค่า SD 10% แสดงว่าราคาหุ้นตัวนั้นเหวี่ยงขึ้นลงไม่เกิน 10% ของราคาเฉลี่ย

บทที่ 3 องค์ประกอบของ Asset allocation

ในการทำ Asset allocation นั้นควรประกอบไปด้วย Core asset สองประเภทด้วยกันคือ Stock and Bond

ในส่วนของหุ้น ตัว Stock เองก็ถูกแบ่งแยกเป็นประเภทย่อยๆดังนี้

  • หุ้น Blue chip (large stock) คือหุ้นที่มี market capital สูง สามารถอ้างอิงได้จากหุ้นที่อยู่ใน SET50 หรือ S&P500 เป็นต้น
    • หุ้นพวกนี้มีความมั่นคงสูง และไม่ล้มหายตายจากไปได้ง่ายๆ ให้ผมตอบแทนตามค่าเฉลี่ยของตลาด ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเกือบทุกปีตามภาวะเศรษฐกิจ อีกทั้งยังให้ผลตอบแทนมากกว่า bond ส่วนนี้ซื้อผ่าน ETF จะง่ายกว่า
  • หุ้น Small stock หุ้นขนาดเล็กที่มีโอกาสแสดงปาฏิหารย์ให้ผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด แต่ต้องใช้ฝีมือในการเฟ้นหา อย่างที่กล่าวมาข้างต้น เราอาจไม่มีความรู้มากพอที่จะคอยติดตามและค้นหาหุ้นรายตัวได้ ถึงแม้ว่าจะซื้อผ่าน ETF ได้เหมือนกันแต่กองทุนรวมประเภทนี้มีไม่ค่อยเยอะส่วนมากจะมาในรูปของกองทุน mid/small cap ซึ่งกว้างมากและเราอาจไม่เข้าใจ criteria หรือนโยบายในการเลือกหุ้นเข้าพอร์ต แสดงว่าหุ้นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงไม่ควรมีมากเกิน 10-20% ของ stock portfolio
  • หุ้น Growth stock คือหุ้นที่มี PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด หรือเรียกว่าหุ้นที่ทุกคนยอมจ่ายเงินซื้อทั้งที่รู้ว่าราคาแพง เช่นพวกหุ้น Technology อย่าง Apple หุ้นพวกนี้ควรมีติด port เอาไว้ตอนที่ตลาดเป็นขาขึ้นเข้าสู่ bull run เพราะพอคนเริ่มมีเงินก็จะเริ่มมีกำลังซื้อพวกของแพงของหรูนั่นเอง
  • หุ้น Value stock หรือหุ้นที่มี PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาด เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง ค่อยๆโตไม่เร่งรีบ สัดส่วนที่ควรจะเป็นจะเท่ากันกับ growth stock ที่มีอยู่ใน port คือราวๆ 50% เมื่อรวมส่วนของ growth & value เข้าด้วยกัน
  • หุ้นต่างประเทศ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหุ้นจะไม่ตกเหมือนกันทั่วโลก บางประเทศอาจขึ้นด้วยซ้ำ ถือไว้ลดความเสี่ยงได้ หุ้นต่างประเทศ ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
    • หุ้นในกลุ่ม Developed market อันได้แก่หุ้นทางฝั่งยุโรปและอเมริกาซึ่งมีทิศทางของราคาสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน
    • หุ้นกลุ่ม Emerging market คือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ทางอีกซีกโลก อันได้แก่หุ้นในกลุ่ม BRIC มีจำนวนประชากรโลกรวมกันมากกว่า และมี global brand ที่เติบโตเร็วเช่น Samsung ของเกาหลี, Baidu ของจีน เป็นต้น
    • ถือหุ้นต่างประเทศเอาไว้ใน port สัก 40% ของพอร์ตหุ้นทั้งหมดจะสร้าง diversity ที่แข็งแกร่งให้กับ port ได้ดี เดี๋ยวนี้น่าจะติดตามกระแสหุ้นโลกได้ง่ายขึ้นและหาซื้อผ่านกองทุนรวมต่างๆได้ง่ายขึ้นอีกด้วยเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

ในส่วนของตราสารหนี้ Bonds

ถึงแม้ว่า Bond จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้น แต่ bond มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นมาก เพราะนักลงทุนเปรียบเสมือนเล่นบทเป็นนายธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทโดยได้ดอกเบี้ยเงินกู้เป็นผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ ในฐานะเป็นนายธนาคารก็ต้องกังวลว่าบริษัทที่มากู้มีศักยภาพที่จะจ่ายเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาหรือไม่ ถ้าบริษัทที่ขอกู้มีความเสี่ยงสูงดอกเบี้ยเงินกู้ก็ย่อมสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น ทั้งนี้ผู้ลงทุนจะตัดสินใจเองว่าจะซื้อหุ้นกู้ตัวนี้ดีไหม รับความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระได้หรือไม่

แต่ในความเป็นจริงการเอา Bond เข้ามาอยู่ใน port นั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงของการเหวี่ยงราคาขึ้นลงในหุ้นต่างหาก จากผลวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าการมีอัตราส่วนของการมี Bond อยู่ในพอร์ตสามารถช่วยลดอัตราขาดทุนของทั้งพอร์ตลงได้เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยการทำตัวเป็นเสมือนฟูก มีผลในการลดแรงกระแทกทางการเงินได้อย่างชัดเจนสำหรับการลงทุนในระยะสั้นไม่เกิน 5 ปี เพราะเมื่อเวลายาวนานขึ้นแนวโน้มเศรษฐกิจจะเริ่มปรับกลับมาเป็นขาขึ้นและผลตอบแทนจาก bond ในระยะยาวมักมีแนวโน้มลดลงนั่นเอง

ตัว Bond ก็มรการแบ่งแยกเป็นประเภทย่อยๆดังนี้

  • Government bond ความเสี่ยงต่ำสุดของกลุ่มเพราะค้ำประกันโดยชื่อเสียงของรัฐบาล ดอกเบี้ยเลยต่ำสุดไปด้วย
  • High quality corporate bond คือตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน โดยมีหน่วยงานกำหนดความเสี่ยงให้อยู่ในช่วง rating BBB-AAA ให้ดอกเบี้ยสูงกว่ารัฐบาลหน่อยนึงแต่มั่นคงปลอดภัย
  • Low quality corporate bond (junk bond) คือบริษัทที่เคยมีประวัติผิดชำระหนี้หรือมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายแต่บริษัทหาช่องทางในการระดมทุนที่มีต้นทุนต่ำผ่านการขายหุ้นกู้ของบริษัทตัวเองโดยให้อัตราดอกเบี้ยสูงน่าดึงดูดใจ ถึงแม้นักลงทุนจะรู้ว่ามีความเสี่ยงสูงทำไมยังยอมซื้อ ก็เพราะในทางสถิติบริษัทที่ออก junk bond พวกนี้มีอัตราการผิดนัดชำระหรือล้มละลายเพียงแค่ 5% จากทั้งหมด ทำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ยินดีลงทุนเพื่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า
  • หุ้นกู้ต่างประเทศ โดยเฉพาะใน emerging market ให้อัตราดอกเบี้ยที่สูง อาจให้สูงมากกว่า junk bond ในประเทศอีกด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเพราะพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศอื่นอาจดีกว่าในประเทศเรา ทำให้อัตราดอกเบี้ยน่าสนใจกว่าแต่ยังคงต้องคำนึงถึงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงินที่แปรผันตามเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ไม่ควรมีหุ้นกู้ต่างประเทศเกิน 10% ของ bond port ทั้งหมด

บทที่ 4 การวางกลยุทธ เพื่อการเกษียณอย่างมีคุณภาพ

ปัจจัยที่สำคัญในการพิจารณาการวางกลยุทธ Asset portfolio คือ

  • อายุและระยะเวลาก่อนถึงวันเกษียณ
  • ความสามารถในการรับความเสี่ยงได้

ในหนังสือบอกว่ายิ่งอายุน้อยยิ่งต้อง aggressive ในการลงทุน โดยลงทุนใน Stock ให้มากและลงทุนใน Bond แต่น้อย สาเหตุเป็นเพราะตอนอายุยังน้อย นักลงทุนยังมีพลังและโอกาสที่จะล้มและเริ่มต้นใหม่ได้ แต่พออายุมากขึ้นคนส่วนมากจะถูกเลิกจ้างงานก่อนอายุเกษียณและหางานทำใหม่ไม่ได้ ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงลงทุนกับเงินที่เหลืออยู่ มิหนำซ้ำคนเรามีแนวโน้มอายุจะยืนมากขึ้นอีกด้วย ก็จำเป็นที่จะต้องหาเงินต้นให้งอกเงยเร็วขึ้นเพื่อใช้ในยามหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้นและวันเกษียณอาจมาถึงเร็วกว่าที่คิด

สูตรง่ายๆในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนคือ เอา 100 ลบด้วยอายุปัจจุบัน เช่น

  • ตอนอายุ 20 ให้จัดพอร์ตลงทุนในหุ้น 80% และตราสารหนึ้ 20% (100-20 = 80 stock port)
  • พออายุ 40 ให้ลงทุนในหุ้นเหลือ 60% และตราสารหนี้ 40% (100-40 = 60 stock port)

แต่หนังสือบอกว่าโลกปัจจุบันอาจใช้สูตรนี้ไม่ได้แล้ว อาจต้องตั้งด้วย 110 หรือ 120 แทนถึงจะเก็บเงินได้ทัน และต้องจัดพอร์ตให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยตามช่วงอายุดังนี้

  • ช่วงอายุ 20-30 ให้คาดหวังผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ย 9.4% ต่อปี
  • ช่วงอายุ 30-40 ให้คาดหวังผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ย 9.1% ตอ่ปี
  • ช่วงอายุ 40-50 ให้คาดหวังผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ย 8.7% ต่อปี
  • ช่วงอายุ 50-60 ให้คาดหวังผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ย 8.3% ต่อปี
  • หลังเกษียณให้แบ่งสัดส่วน stock = 30% และ Bonds = 70% โดยคาดหวังผลตอบแทนที่ 7% ต่อปี

จากข้อมูลทางสถิติ ตัวเลขเหล่านี้สามารถทำได้ด้วยการจัด Asset allocation และยังช่วยลดความเสี่ยงในแต่ละช่วงอายุได้ด้วย แน่นอนตัวเลขนี้ไม่รวมวิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญ ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแย่ลงกว่าเป้าหมาย แต่ตัวเลขสัดส่วนนี้จะทำให้คุณอยู่หลังเกษียณไปจนตายได้

บทที่ 5 Subasset allocation

จากกลยุทธในการแบ่งสัดส่วนของบทที่แล้วจะเห็นว่าผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งชีวิตอยู่ที่ 7-9.4% หรือเฉลี่ยราวๆ 8% กว่าๆทุกปี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การที่จะเลือกลงทุนตามอัตราส่วนหลักแล้วรักษาสมดุลย์ความเสี่ยงในแต่ละช่วงอายุ ต้องลงรายละเอียดการถือสินทรัพย์ในแต่ละส่วนดังนี้

  • กลุ่มแรก เริ่มต้นจากสัดส่วนของ Small stock ต้องไม่เกิน 10% ของพอร์ตหุ้นในประเทศทั้งหมด ถึงแม้ว่า Small stock จะให้ผลตอบแทนสูงกว่า หุ้น Blue chip แต่ถ้าเลือกผิดตัวหรือในช่วงเศรษฐกิจขาลง Small stock จะขาดทุนสูงกว่า Blue chip
  • หลังจากเลือกหุ้นกลุ่มแรกได้ ให้มองมาที่สัดส่วนหุ้นต่างประเทศให้มีอยู่ราวๆ 30-40% ของพอร์ตหุ้นทั้งหมด โดยจำกัดการลงทุนในกลุ่ม Emerging market ไว้แค่ไม่เกิน 20% เพราะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่ม Developed market ถึงแม้จะมีโอกาสขาดทุนต่ำกว่าก็ตาม
  • ที่เหลือก็เป็นการลงทุนใน ETF และหุ้นปันผลแล้วแต่ชอบเลย โดยคำนึงถึงผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  • จากนั้นเริ่มมาจัดสัดส่วนในฝั่ง Bond
    • 50% เป็น Government bond
    • 50% เป็น หุ้นกู้เอกชนรวมต่างประเทศด้วย โดยให้สัดส่วน Foreign bonds อยู่ที่ 20%

การจัดสรรและข้อมูลทางสถิติในเล่มนี้มาจาก Vanguard รวมถึงตัวอย่าง Asset allocation port ช่วงอายุ 40-50ปีในหนังสือเป็นดังนี้

  • Stock port 60%
    • 35% Large cap stock (blue chip)
    • 5% Small cap stock
    • 15% Foreign developed market stock
    • 5% Foreign emerging market stock
  • Bonds port 40%
    • 30% Government bond
    • 10% Foreign bond
  • ด้วยการจัดพอร์ตแบบนี้จะทำให้เกิด SD ประมาณ 10% และ Sharpe Ratio ที่ 0.24 ถ้าเราพอใจกับผลตอบแทนเฉลี่ย 8.7% ต่อปี พอเราจัดพอร์ตเสร็จแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ได้เลยโดยไม่หวั่นไหว จงเชื่อในแนวคิด Reversion to the mean

บทที่ 6 ยุทธวิธีการปรับแต่งสัดส่วน

โดยหลักการในการทำ Asset allocation นั้น เราคาดหวังผลในผลตอบแทนระยะยาว และเชื่อมั่นว่า Asset allocation portfolio จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวตามเปอร์เซนต์ที่คาดหวังไว้อย่างแน่นอน โดยเราจะไม่หวั่นไหวกับการแกว่งตัวของราคาในระยะสั้น การจะปรับเปลี่ยนอัตราส่วนของ Core port ระหว่าง Stock และ Bond จะทำก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยน ช่วงอายุตามที่ได้กล่าวมา หรือเมื่อความสามารถในการรับความเสี่ยงเปลี่ยนไปจากเดิม เช่นอยู่ๆก็ถูกเลิกจ้างทำให้รายได้ในอนาคตสะดุดลง ต้องอาศัยเงินเก็บประทังชีวิต ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทันทีไม่เป็นไปตามกลยุทธของ Core port ที่จัดเอาไว้อีกต่อไป ต้อมาจัด allocation ใหม่

แต่ก็มีทฤษฏีความเชื่อในการปรับแต่งทั้ง 2 Core asset อยู่ว่า

  • ราคาของหุ้นจะมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงเมื่อค่า P/E สูงกว่าค่า P/E เฉลี่ยของกลุ่ม และจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อค่า P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ถ้า P/E ในพอร์ตที่มีอยู่สูงเกินไป เช่นนั้นจะถือต่อให้ขาดทุนทำไม
  • ผลตอบแทนของ Long term bond มีแนวโน้มที่จะด้อยค่าลงในระยะยาวในบางช่วงของวงจรเศรษฐกิจ ถ้า Long term bond ของเราถูกขายทิ้งเพราะ Bond รุ่นใหม่ที่ออกมาให้ Yeild ที่สูงกว่า เราจะทนถือต่อไปไหม

ถ้าแนวโน้มเหล่านี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ก็ไม่แปลกอะไรถ้าเราจะมีการปรับเปลี่ยนทางยุทธวิธีในการปรับแต่ง Port ของเรา ซึ่งโดยมากแล้วเราจะมียุทธวิธีในการปรับแต่งอยู่ 3 แบบ คือ

  • การปรับแต่งสัดส่วนระหว่าง Core port เช่นเมื่อเราเห็นว่าแนวโน้มของ Bond จะให้ return ต่ำกว่าผลตอบแทนคาดหวังเราอาจจะปันบางส่วนมาอยู่ในฝั่งหุ้นแทนจาก 60/40 กลายเป็น 65/35 เป็นต้น
  • การปรับแต่งระหว่าง Subassets ด้วยกันเอง ในกรณีที่เรายึดมั่นในหลักการ Core port มากๆ แต่ต้องการเพิ่มผลตอบแทนในเทรนระยะยาวที่เห็น เราก็สามารถปรับแต่งอัตราส่วนของ Subassets ในแต่ละซีกกันเอง เช่น
    • ทางสถิติมีความเชื่อว่าถ้าตลาดหุ้นเข้าสู่ขาลง การถือหุ้นที่มีค่า Beta ต่ำจะสามารถลดแรงกระแทกลงได้ดี คือเจ็บตัวน้อยกว่ากลุ่มอื่นเพราะมีการเคลื่อนไหวราคาที่เหวี่ยงน้อยกว่า หรือในช่วงที่ตลาดหุ้นเข้าสู่ขาขึ้น พวก small stock จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงกว่า ซึ่งดูได้จาก Sharpe ratio ที่สูงกว่า (แปลว่ามีผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยงที่ดีกว่า)
  • การปรับแต่งด้วยการพักเงินไว้ใน Money market ส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปเสริม Core port ที่จำเป็นในเวลาที่เหมาะสม หรือลงทุนใน Asset class อื่นๆ ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะเอาชนะอัตราเงินเฟ้อ เป้าหมายหลักของการทำ Asset allocation คืออย่างน้อยต้องสร้างรายได้ให้สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ทุกปี แน่นอนเงินส่วนนี้ไม่ได้ลงแล้วทิ้งไว้ถาวรแต่เป็นเงินเฉพาะกิจซึ่งทิ้งเอาไว้ประมาณ 5-10% ของพอร์ต ซึ่งส่วนใหญ่จะเอาไว้ลงทุนใน Asset class ดังต่อไปนี้
    • Commodity เมื่อเงินเฟ้อสูงจน ราคาข้าวของก็จะแพงขึ้นไปด้วย ในขณะที่ Stock and Bond ไม่ได้แปรผันไปในทิศทางเดียวกัน เงินส่วนนี้มักถูกนำไปซือ้วัตถุมีค่า เช่น ทองคำ ทองแดง หรือ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต, พืชผลทางการเกษตร หรือพลังงาน เพราะจะมีราคาสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เมื่อภาวะเงินเฟ้อกลับสู่ปรกติ สินทรัพย์พวกนี้ก็จะไม่สร้างผลตอบแทนที่น่าดึงดูดอีกต่อไป
    • TIPS เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือทางการเงินชนิดใหม่เป็นตราสารหนี้ที่เอาไว้ต่อสู้กับเงินเฟ้อ คือจะให้ผลตอบแทนเท่ากับเงินเฟ้อเสมอเรียกว่า Tresuary Inflation Protected Security
    • REIT เป็นการลงทุนในกลุ่มให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ได้รับรายได้จากค่าเช่าที่ ซึ่งให้ผลตอบแทนแบบไม่สัมพันธ์กับทั้ง Stock & Bond จะน่าสนใจเมื่อ Real Estate กลับมาบูม

บทที่ 7 มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะทำให้ผลตอบแทนเติบโตเร็วขึ้น

ตั้งแต่บทที่ 1-6 หนังสือพยายามจะปลูกฝั่งทฤษฎีการกระจายความเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนระยะยาวด้วยการลดความเสี่ยงของพอร์ตลงเมื่ออายุมากขึ้นด้วยการใส่เงินลงไปใน Bond allocation มากขึ้น ตากกฎสัดส่วน 100-อายุ แต่วิธีนี้มี pain point อยู่อย่างหนึ่ง คือ ตอนเราอายุ 20 ปีเรายังมีเงินเดือนน้อยอยู่ ถึงแม้เราจะรับความเสี่ยงได้มากและปรับเปลี่ยนกฏสัดส่วนเป็น 110-อายุ แล้วก็ตามจำนวนเงินที่ถูกใส่เข้าไปใน stock port ก็ยังคงน้อยอยู่ดี เช่นถ้าได้เงินเดือน 10,000 บาท เราก็จะได้เงินลงทุน stock แค่เดือนละ 9,000 บาท เท่านั้นเอง แล้วเมื่อไหร่มันจะถึงเป้าหมายเงินเกษียณสักที หรือมันอาจจะไม่ถึงด้วยถ้าเงินเดือนไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วพอ

ยังมีอีกหลายวิธีคิดแนวใหม่ที่จะแก้ pain point นี้ได้ ลองมาฟังดู

  • ใช้ leverage เข้าช่วย เมื่อเรายังหนุ่มสาว ล้มและลุกได้เร็วอยู่แล้ว ถ้างั้นทำไมไม่ลงทุนใน stock on margin ซะเลยหละ ใช้ leverage  2 เท่า เงินลงทุนรายเดือนใน stock ก็จะกลายเป็นเดือนละ 18,000 บาท พออายุมากขึ้นค่อยๆลด leverage ลงก็ได้ แต่วิธีมีความเสี่ยงเรื่อง force sales เข้ามาแทน ต้องระวังด้วย
  • ลงทุนในความรู้ ก็รู้อยู่แล้วว่าตอนยังหนุ่มสาวเงินเดือนน้อย พยายามลงทุนในความรู้ด้วย 2 เหตุผล
    • ทำให้มีความรู้ทางด้านการเงินมากขึ้นเพื่อที่จะสามารถสร้างรายได้จากการลงทุนให้มากขึ้น เมื่อมีความรู้เราก็จะไม่เป็นมือสมัครเล่นอย่างที่ Warren Buffett สบประมาทไว้อีกต่อไป ไม่ต้องลงทุนผ่านกองทุนรวมและ ETF
    • สำหรับคนที่ไม่มีหัวทางการลงทุนหรือไม่สนใจที่จะรู้ลึกทางด้านนี้ก็สามารถพัฒนาความรู้ในสายงานตัวเองและทีบตัวเองขึ้นให้ได้เงินเดือนเติบโตเร็วขึ้น ก็จะทำให้เงินลงทุนสูงขึ้นไปโดยปริยาย
  • ใช้วิธี flat 60/40 ตลอดชีวิต จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องลดความเสี่ยงเมื่ออายุมากขึ้นก็ได้ ถ้าเรารับความเสี่ยงในระดับ 60/40 จนคุ้นชินและแก้ไขสถานการณ์ในแต่ละปีได้โดยที่เงินต้นในการลงทุนไม่ลดลง วิธีนี้ก็สามารถเพิ่มผลตอบแทนได้ดี
  • ปรับสัดส่วนแม้หลังเกษียณ ก็เราเข้าใจวิธีการจัดสัดส่วนมาทั้งชีวิต ถึงแม้จะไม่มีเงินลงทุนจากเงินเดือนเพิ่ม ทำไมเราจะไม่สามารถหาผลตอบแทนเพิ่มได้จากกับปรับเปลี่ยนสัดส่วนใน Subassets ต้องทำได้อยู่แล้ว
  • ลงทุนใน asset class ทางเลือกแทน เช่น commodity, REIT, small cap stock หรือ frontier market (กลุ่มประเทศด้วยพัฒนา เช่น แอฟริกา เวียดนาม ศรีลังกา) แทน เพื่อหวังการเติมโตแบบก้าวกระโดด อันนี้ก็เสี่ยงสูงมากที่จะติดลบ แต่ถ้าเรามีความสามารถในการหาเพชรในตม ก็มีหลายคนกล้าที่จะเสี่ยง พออายุมากแล้วค่อยกลับมาสู่ธรรมเนียบปฏิบัติก็ได้
  • Fixed Immediate Annuity คือการที่ผู้ลงทุนจ่ายเงินรายเดือนล่วงหน้าตามสัญญากรรมธรรม์ที่ระบุเพื่อแลกกับการได้รับเงินคืนหลังเกษียณอายุเป็นรายเดือนไปจนตายแต่ไม่ได้เงินต้นคืน แนวคิดคล้ายๆกับพวก หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpeptual bond) แต่วิธีนี้มีความเสี่ยงที่ต้องระวังอยู่ 2 เรื่อง
    • เรื่องแรกคือต้องเลือกบริษัทประกันที่มี risk rating AAA เท่านั้นเพราะเราต้องมั่นใจว่าบริษัทจะไม่ล้มก่อนเราตาย ไม่เช่นนั้นจะไม่มีคนจ่ายเงินเดือนให้เราตอนแก่
    • อีกเรื่องคือเงินเดือนที่ได้รับจนตายมันไม่ได้รวมค่ารักษาพยาบาลยากแก่ จำเป็นต้องมีเงินสำรองอีกก้อนมากพอที่จะรักษาตัวเองอยู่ดี
  • Hedging ด้วย inverse fund (กองทุนที่ให้ผลตอบแทนผกผันกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่นถ้าหุ้นตกกองทุนจะขึ้นสวนทาง) หรือ market neutral fund (กองทุนที่เน้นในการทำให้ค่า Beta เป็น 0 ด้วยการ short และ long สินทรัพย์ต่างๆ มีชื่อเล่นว่า long-short fund) จะเห็นได้ว่ากองทุนทั้งสองแบบนี้มีวัตถุประสงค์เหมือนกันคือลดความเสี่ยงลงให้เหลือน้อยที่สุด ฟังดูดีแต่ในความเป็นจริงแล้วการที่จะหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถ hedge ความเสี่ยงให้เหลือ 0 นั้นยากมาก โดยเฉพาะวิธีของ long-short fund ถ้าจับคู่ผิดชีวิตเปลี่ยนได้

บทที่ 8 กลยุทธในการ Rebalancing port

บนพื้นฐานของความเป็นจริง สินทรัพย์ในพอร์ตของคุณจะขึ้นลงไม่เท่ากันอยู่แล้ว มันทำให้อัตราส่วนที่คุณตั้งไว้ตอนต้นที่ 60/40 เปลี่ยนไป มันเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องขายสินทรัพย์กลุ่มที่โตกว่าค่าเฉลี่ยออกและนำไปซื้อสินทรัพย์ที่โตต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพื่อที่จะรักษาสัดส่วน 60/40 เอาไว้เพราะว่าคุณจัดพอร์ตเพื่อคาดหวังอัตราการเติบโตในแต่ละปีให้เป็นไปตามที่คาดหวัง และที่สำคัญมีความเสี่ยงในระดับที่คุณรับได้

ถ้าคุณไม่ rebalance port อัตราส่วนที่คุณตั้งไว้มันจะเปลี่ยนไปและคุณก็จะไม่ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง คุณอาจจะมองว่าหุ้นกำลังขึ้น ทิ้งไว้แบบนั้นจะทำให้คุณมีกำไรมากกว่าอัตราเฉลี่ยคาดหวังรายปี แต่ลองมองกลับกันดูเมื่อหุ้นมัน overprice สักพักมันจะกลับมาเป็นขาลงและอาจจะทำให้หุ้นกลุ่มนั้นกลับมาขาดทุนก็ได้

ความจริงที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Math of recovery คือ เวลาที่หุ้นตกลงและขาดทุน คุณต้องใช้เวลาและกำลังทรัพย์มากกว่าเดิมที่จะทำให้มันกลับมาเท่าทุน ยกตัวอย่าง ถ้าคุณซื้อหุ้นที่ราคา 100 บาท เป็นจำนวน 1 ล้านบาทแล้วหุ้นตกลงไป 10% เหลือ 90 บาท คุณต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มถึง 11.1% ของราคา 90บาท เพื่อให้ได้หุ้นมูลค่า 1 ล้านบาทกลับมา แล้วถ้า

  • ขาดทุน 20% จะต้องใช้เงินทุนเพิ่มอีก 25%
  • ขาดทุน 40% จะต้องใช้เงินทุนเพิ่มอีก 66.7%
  • ขาดทุน 50% จะต้องใช้เงินทุนเพิ่มอีก 100%

ถ้าไม่อยากเพิ่มทุนถือไว้ระยะยาวให้มันขึ้นเองมาถึงจุดเดิมอาจต้องใช้เวลาหลายปีเลยครับ นั่นเป็นเหตุผลที่คุณต้องทำการ Rebalance port อย่างสม่ำเสมอ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ 3 อย่างด้วยกัน คือ

  • ลดความเสี่ยงของพอร์ตลง มาฟื้นแนวคิดของ Asset allocation กันนิดนึงการที่เราต้องถือ Core asset ทั้งสองแบบในพอร์ตก็เพื่อลดความเสี่ยงโดยไม่เอาไข่ทั้งหมดของคุณลงไปอยู่บนตะกร้าใบเดียวกัน และได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง
  • เพื่อให้แน่ใจว่าเราขายทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ
  • มันเป็นกลยุทธที่จะทำให้เราซื้อถูกขายแพงได้ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ

กลยุทธในการ Rebalance port ถูกแบ่งเป็น 2 แนวทางหลักๆดังนี้

  • Time base strategy คือการปรับพอรต์ตามระยะเวลาที่กำหนด อาจจะเป็นรายเดือน รายปักษ์ รายปี แล้วแต่ถนัด เพราะจากสถิติแล้ว ความถี่ในการปรับพอร์ตให้ผลตอบแทนคาดหวังไม่ต่างกันเท่าไหร่ในระยะยาว ถ้าปรับถี่หน่อยก็อาจเปลืองค่าคอมมิชชั่นมากหน่อย ถ้าปรับช้าปีละหนก็อาจไม่ทันเหตุการณ์เฉพาะบางอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้ว
  • Performance base strategy คือการปรับเมื่อสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกินกว่าเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด เช่นปรับทุกครั้งเมื่อสัดส่วนโตเกิน 10% หรือ 20% เป็นต้น

จะเห็นว่าทั้งสองกลยุทธนั้นคือการขายหุ้นที่กำไรออกมาอย่างมีวินัยนั้นเอง คือขายเมื่อแพง และนำกำไรที่ได้มาไปโปะ Core asset ฝั่งตรงข้าม ซึ่งก็คือซื้อเพิ่มฝั่งตราสารหนี้เพื่อลดความเสี่ยง แล้ววิธีการขายสัดส่วนที่เกินก็มีอยู่ 3 แบบด้วยกัน ชอบแบบไหนก็ใช้แบบนั้นคือ

  • ขายทุกตัวถัวเฉลี่ยกันในฝั่ง Core asset ที่เกินขึ้นมา ไม่ต้องคิดมากว่าตัวไหนกำไรตัวไหนขาดทุนเอามันออกให้เหลือสัดส่วนเท่าเดิม
  • ขายเฉพาะตัวที่กำไรสูงขึ้นไปมากที่สุด เพราะเชื่อว่าขึ้นไปมาแล้วจะกลับสู่ขาลง แต่มันก็เหมือนกับว่าไม่ปล่อยให้กำไรมันทำงานเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น
  • ขายเฉพาะตัวที่ขาดทุนออกไป อันนี้คือสายที่คิดว่าให้กำไรมันทำงานให้เต็มศักยภาพต่อไปแล้วขายเอาตัวที่ขาดทุนออกจากพอร์ตเพราะกำไรที่ได้นั้นสามารถไป offset การขาดทุนเอาไว้แล้ว ถือโอกาสตัดหุ้นหรือกองทุนที่เราเก็งไว้ผิดออกไปแทน เหลือไว้แต่คุณภาพที่คู่ควร

บทที่ 9 ปรับพอร์ตยากจังมี autopilot mode ไหม ขอนั่งเฉยๆ

อย่างที่กล่าวไว้เรายอมรับว่าเราไม่เก่งเหมือน Warren Buffett เราเลยต้องลงทุนผ่านกองทุนรวมให้ผู้จัดการกองทุนเก่งๆทำงานแทน แต่พอเขาทำงานได้ดีมากเราก็ไม่เก่งพออีกที่จะ Rebalance เองอีกเพราะเราก็ไม่ได้ซื้อแค่กองทุนเดียวในแต่ละ Core asset ซะด้วย ทำยังไงดี มีคนเก่งๆมาช่วย Rebalance port ให้ได้ไหม แบบซื้อแล้วทิ้งลืมได้เลย

คำตอบคือ มีครับ เรียกว่ากลุ่ม all-in-one fund คือกองทุนเดียวครบจบ ผมชอบเรียกว่า turn key มากกว่า เพราะเหมือนเราเอากุญแจบ้านส่งมอบให้เขาดูแลไปเลย มารู้จักแนวคิดนี้กันว่ามีกี่แบบ

  • ลงทุนผ่านกองทุนรวม balanced fund กองทุนประเภทนี้จะทำ mix balance ตามทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดภายในกองเดียว อีกทั้งยังช่วย rebalance port ให้เป็นไปตามทฤษฏีอีกด้วย เรียกง่ายๆก็คือจ้างให้เขาลงทุนให้เรานั้นเองแบบ turn key
    • ข้อระวังคือแต่ละกองทุนมี mix balance ระหว่าง Core port ไม่เท่ากัน และมีกลยุทธในการ rebalance ไม่เหมือนกัน เราไม่อาจมั่นใจได้ว่าเขาจะสามารถสร้างผลตอบแทนตามที่เราคาดหวังหรือไม่ โดยเฉพาะ balance fund ในไทยผลประกอบการแต่ละปีก็ไม่น่าดึงดูดสักเท่าไหร่ ถ้าสนใจที่จะ turn key วิธีนี้แนะนำให้ลงทุนในกองทุน balance fund ระดับโลกอย่าง Vanguard Balance Index Fund (VBIAX) เมื่อดูผลตอบแทนย้อนหลังแล้วค่อนข้างน่าพอใจ อีกเหตุผลที่ผมชอบคือ เขากระจายการลงทุนไปในหุ้นมากกว่า 3000 ตัวเลย ถ้าจำได้ในบทต้นๆเคยบอกว่ายิ่งกระจายมากยิ่งมีผลตอบแทนมากแต่ผู้จัดการกองทุนและทีมงานต้องเก่งจริงๆถึงจะทำไหว อาจจะได้ผลตอบแทนมากกว่าที่เราคาดหวังด้วยซ้ำ
    • ถ้ายังไม่มั่นใจ เราอาจปันเงินทุนของเราสักครึ่งหนึ่งมาให้ Vangard ดูแลแล้วอีกครึ่งจัดการเองก็ได้
  • ลงทุนผ่าน Risk based asset allocation fund  เป็นการลงทุนแบบ turn key อีกประเภทที่ไม่คำนึงถึงทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้นแต่จะจัดการสินทรัพย์ตามสภาวะตลาดและแบ่งสัดส่วนของเงินลงทุนมากกว่าแค่ Stock หรือ Bond โดยจะมีพวก Commodity และ Money market อยู่ด้วย พูดง่ายๆคืออะไรที่สร้างรายได้ ฉันลงทุนหมดถ้าต้องปรับลดความเสี่ยงตอนไหนก็ปรับทันที ทำให้มีความเหวี่ยงมากกว่าแต่ก็ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเทียบกับ Balanced fund โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกระดับความเข้มข้นได้แบ่งเป็น 3 ประเภทตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุน
    • ระดับความเสี่ยงต่ำ (Conservative): กองทุนประเภทนี้จะมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นปันผล และเงินสด เพื่อเน้นการรักษาเงินต้น
    • ระดับความเสี่ยงปานกลาง (Moderate): กองทุนประเภทนี้จะมีการลงทุนที่สมดุลระหว่างหุ้นและพันธบัตร เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและความเสี่ยง
    • ระดับความเสี่ยงสูง (Aggressive): กองทุนประเภทนี้จะมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้นเติบโตและหุ้นระหว่างประเทศ เพื่อเน้นการเติบโตของเงินลงทุน
  • ลงทุนผ่าน Target date life cycle fund เป็นกองทุนที่ระบุปลายทางอายุเกษียณ หรือเรียกอีกชื่อว่า Target date fund เช่นถ้าคุณมีแผนที่จะเกษียณในปี 2030 ก็ลงทุนในกองทุน target date ที่ระบุปี 2030 โดยกองทุนประเภทนี้ก็จะปรับเปลี่ยนสัดส่วนของ core asset ให้อัตโนมัติโดยดูจากปีปัจจุบันและลดความเสี่ยงของสัดส่วนลงเรื่อยๆเมื่อเข้าใกล้ปีที่เกษียณ แต่ว่าเมื่อถึงปีที่เกษียณแล้วกองทุนเหล่านี้ก็ยังคงดำเนินงานต่อไป ถ้าเราอยากขายออกก็ต้องขายออกเองหรือเราจะปล่อยให้เขาบริหารเงินของเราต่อไปก็ได้

สรุปหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้สำหรับผมแล้วถือว่าอ่านยากและทำความเข้าใจยากอยู่พอสมควร แต่ก็ได้แนวคิดที่ดีมากๆในการจัดสัดส่วนกองทุน ถึงแม้ว่าพออ่านจบแล้วจะยังงงๆว่าจะเริ่มจัดพอร์ตยังไงดี หรือมีคำถามที่ว่าเราจะ rebalance พอร์ตได้หรือ อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมรู้จักกองทุนรวมรูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีกด้วย ผมขอให้เรทติ้งเล่มนี้ที่ 3 ดาวครับ

Leave a comment