สรุปหนังสือ: Intelligent Investor (Part 2 – บทที่ 9-20 มาวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงกันหลังจบหลักสูตรครบทุกบท)

ภาคสองนี้จะครอบคลุมจำนวนบทที่เหลือ เพราะมีเนื้อหาที่สำคัญในการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริง หรือที่ในหนังสือฉบับแปลเรียกว่ามูลค่าคาดการณ์ ถึงแม้ว่าในหนังสือจะไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักแต่พอผมเห็นสูตรการคำนวณราคาที่แท้จริงแบบง่าย ๆ ของเกรแฮม ก็ทำให้ผมตื่นเต้นมาก มันเป็นสิ่งที่ผมมองหามาตั้งแต่สมัยเริ่มเล่นหุ้นใหม่ ๆ พึ่งที่จะมาค้นพบจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผมได้แสดงวิธีการคำนวณรวมถึงการรอระยะเวลาจนถึงต้นปี 2025 กว่าจะ publish บทความนี้เพื่อที่จะได้เห็นราคาที่เกิดขึ้นจริงตอนต้นปีเปรียบเทียบกับราคาที่คำนวณได้ ว่าสูตรของเกรแฮมมันจะตรงแค่ไหน ตามมาดูกัน

เริ่มต้นที่บทที่ 9 พูดเกี่ยวกับกองทุนรวม ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ๆ ดังนี้

กองทุนมีแบบเปิดและแบบปิด แบบปิดดูเหมือนจะดีกว่าแต่ข้อจำกัดเยอะและแพงเมื่อเทียบกับแบบเปิด เพราะแบบเปิดนั้นนักลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ตลอดเวลา

หัวใจสำคัญของกองทุนรวม คือ ผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้ความสามารถในการเลือกลงทุนได้ดีกว่าเรา อีกทั้งกองทุนรวมยังช่วยกระจายความเสี่ยงอีกด้วย ผมของแบ่งกองทุนรวมออกเป็น 3 ประเภท คือ

  • กองทุนรวมที่ลงทุนในดัชนีหุ้น กองทุนพวกนี้ปลอดภัยให้ผลตอบแทนตามค่าเฉลี่ยตลาด หรือกลุ่มอุตสาหกรรม ที่เลือกตามนโยบายการลงทุน
  • กองทุนรวมที่พยายามเอาชนะค่าเฉลี่ยตลาด เลือกลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนสูงกว่าเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากกว่า
  • กองทุนรวมแบบผสม คือ กองทุนที่เน้นกระจายความเสี่ยง โดยเลือกลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นตามสัดส่วนที่กำหนด เหมือนกับวิธีที่เราเอาไว้สร้างพอร์ตโฟลิโอของเรานั่นเอง

หนังสือบอกว่ากองทุนรวมแบบเปิดมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ มันเปิดรับเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งมันทำให้เกิดข้อจำกัดการลงทุน และอาจทำให้ผลตอบแทนระยะยาวลดลงดังนี้

  • จากความสำเร็จเมื่อกองทุนรวมแบบเปิดเริ่มทำกำไรและมีนโยบายการลงทุนชัดเจน โดนใจนักลงทุน ทำให้นักลงทุนเห็นและพยายามโยกเงินเข้ามาลงทุนเพิ่มทำให้มีเงินก้อนใหญ่ขึ้นที่ต้องบริหารจัดการ แต่ปัญหาคือ
    • หุ้นที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้และทำให้กองทุนประสบความสำเร็จมีราคาแพงไปหมดแล้ว ลงทุนแบบเดิมไม่ได้ ต้องหาวิธีใหม่ซึ่งเหลือแต่วิธีแย่ ๆ ทั้งนั้นในการจัดการเงินก้อนใหม่ที่เข้ามา
    • พอผู้จัดการกองทุนต้องบริหารเงินก้อนใหญ่มาก ๆ จะเกิดความกลัวไม่กล้าตัดสินใจเหมือนก่อนหน้า และเลือกใช้วิธีลดความเสี่ยงทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลดลง
    • เมื่อกองทุนใหญ่ขึ้น ค่าจัดการกองทุนและค่าฟีต่าง ๆ ก็จะแพงขึ้นไปด้วย
    • พอไม่มีทางเลือกมากนักแต่ต้องตัดสินใจลงทุนเพื่อลดจำนวนเงินสดในมือ ก็จะเลือกที่จะลงทุนตามผู้จัดการกองทุนคนอื่น เหมือนกับแกะ

สิ่งที่ผมได้จากบทนี้ที่สำคัญคือ

  • มนุษย์เรามีอีโก้ และมักคิดว่าเราเก่งกว่า เรารู้เยอะ และเชื่อว่าเราเลือกลงทุนหุ้นรายตัวเองน่าจะได้กำไรมากกว่า และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่จากสถิติแล้วผู้ที่ลงทุนเองมักได้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวน้อยกว่ากองทุนรวม
  • กองทุนรวมที่มีนโยบายสร้างผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ยดัชนี ส่วนมากจะแพ้และให้ผลตอบแทนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยดัชนีในระยะยาว โดยดูจากสถิติระยะยาว โดยอาจจะชนะตลาดในบางปีแต่เวลาขาดทุนก็จะขาดทุนหนัก
  • ผู้จัดการกองทุนสำคัญมากที่จะทำให้กองทุนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และมีเพียงส่วนน้อยที่เก่งจริง ๆ

บทที่ 10 พูดเรื่องของการใช้ที่ปรึกษาทางการเงิน

สิ่งแรกที่หนังสือบอกคือ พยายามหลีกเลี่ยงการใช้เพื่อนหรือญาติพี่น้องเป็นที่ปรึกษา เพราะเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ และที่ปรึกษาจากสถาบันหรือหน่วยงานอื่น ๆ ก็มีแรงขับเคลื่อนเป็นของตัวเอง ส่วนมากจะเป็นค่าคอมมิชชั่น ซึ่งจะทำให้จรรยาบรรณของเขาเจือจางลงและหาผลประโยชน์จากเรา

โดยหลักการแล้วการทำให้ตัวเองมีความรู้และตัดสินใจด้วยตัวเองนั้นดีที่สุด แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้ที่ปรึกษาจริง ๆ ก็เหมือนมีคนมาช่วยคิด ช่วยสอนเรา ซึ่งหลาย ๆ คนใช้ที่ปรึกษาผิดวิธี คือให้เขาเหล่านั่นมาจัดการเงินของเรา จริง ๆแล้วที่ถูกต้องคือ ให้ที่ปรึกษาเหล่านั้นมาบริหารจัดการตัวเราถึงจะถูกต้อง ข้อคิดในการตัดสินใจใช้ที่ปรึกษามีดังนี้

  • เรารู้สึกว่าเราต้องใช้ที่ปรึกษาจริง ๆ เพราะมีปัญหาที่เราแก้ไม่ตก เช่น
    • ไม่รู้ว่าจะจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงอย่างไร
    • ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวของเรา
    • ไม่รู้ว่าเงินที่มีอยู่มันหายไปไหน และทำไมไม่เติบโต พูดง่าย ๆ คือไม่รู้จักวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่าย

เราต้องให้ที่ปรึกษามาแนะนำสิ่งเหล่านี้ และเราต้องตรวจเช็คก่อนที่จะตัดสินใจใช้บริการที่ปรึกษาท่านใดท่านหนึ่ง

  • เขาต้องเป็นคนที่มีรายได้มากกว่าเราหรือมีทรัพย์สินมากกว่าเรา แสดงว่าเขาบริหารเงินเราได้จริง ๆ เราคนไม่อยากได้ที่ปรึกษาเงินเดือน 15000 บาทและมีหนึ้สินต้องผ่อนเดือนชนเดือน หรือที่ปรึกษาที่เจอหน้าปุ๊บขอให้เราช่วยซื้อประกันชีวิต มาบริหารพอร์ตขนาดเป็นหลักล้านบาทของเรา
  • เราต้องแน่ใจว่าเขาเข้าใจเป้าหมายทางการเงินของเรา และพยายามแนะนำเราให้ไปถึงเป้าหมายในแบบที่เราเข้าใจได้ ไม่ใช่แนะนำให้ซื้อ ๆ ขาย ๆ ตลอดเวลา
  • จำไว้ว่าที่ปรึกษาการเงินเก่ง ๆ เขามีลูกค้าเต็มมือเขาอยู่แล้ว เราจะไม่ได้ไปเดินชนเขาได้ง่าย ๆ และเขาจะรับเราเป็นลูกค้าได้ง่าย ๆ เหมือนกัน
  • เมื่อมีที่ปรึกษาแล้วต้องฟังอย่างชั่งใจ อย่าเชื่อไปเสียหมด ต้องตรวจสอบสิ่งที่เขาแนะนำด้วย

ส่วนตัวผมว่าสมัยนี้เข้าถึงข้อมูลวิเคราะห์ทางการเงินได้ง่าย หรือแม้กระทั่งใช้พวก Generative AI ให้คำแนะนำในการลงทุนน่าจะดีกว่า เพราะวิธีนี้เราต้องตัดสินใจเองเสมอ และทำให้เราเรียนรู้อีกด้วย

บทที่ 11 – 12 จะพูดถึงการวิเคราห์หุ้นและตราสารหนี้เป็นหลัก

การวิเคราะห์ตราสารหนี้

หลักการในการดูอัตราดอกเบี้ยจ่ายตราสารหนี้ที่เหมาะสม ให้ดูผลกำไรในอดีตว่าสูงกี่เท่าของดอกเบี้ยจ่าย รวมปันผลด้วย ถ้ายังน้อยกว่ากำไรเฉลี่ยถือว่าสมเหตุสมผล ปัจจุบันหน่วยงานที่วิเคราะห์บริษัทเหล่านี้ทำได้ดีอยู่แล้ว โดยออกมาเป็นรูปแบบของ rating ที่ใช้กันทั่วโลก เช่นพวก tris rating ไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง จำเอาไว้ว่านักลงทุนไม่ควรลงทุนใน Junk bond หรือต้องลงทุนในเกรด A- ขึ้นไปแค่นั้นพอ

หรือถ้าอยากจะใช้การคำนวณเองคร่าว ๆ เพราะบริษัทอาจจะไม่ได้ให้เรทติ้งกับบริษัทที่เราสนใจอยู่ ก็ทำได้โดย

ให้ดูกำไรเฉลี่ยปีที่แย่ที่สุดต้องมากกว่า yield ตราสารหนี้ถึงจะดี หรือจะใช้เฉลี่ย 7 ปีก็ได้

สิ่งที่ต้องดูประกอบคือ ขนาดบริษัท, stock/equity, มูลค่าทรัพย์สิน

มาถึงการวิเคราะห์หุ้นสามัญ ที่ทำให้หัวใจผมเต้นตูมตาม

มันคือการหา มูลค่าที่ควรจะเป็น = กำไรเฉลี่ยต่อหุ้น* capitalization factor แบบง่าย ๆ จะได้รู้ว่าเราซื้อหุ้นที่ราคาถูกแล้วหรือยัง และเมื่อไหร่ควรจะขายหุ้นออกไป ผมเชื่อว่านักลงทุนหลาย ๆ คนมีคำถามนี้เช่นเดียวกับผม

สิ่งที่ต้องดูประกอบจากราคาที่คำนวณได้ ก็ต้องว่าเป็นบริษัทที่น่าลงทุนระยะยาวด้วยหรือไม่ คือ ต้องดูธุรกิจของบริษัทและการก่อหนี้, PE ไม่สูงเกินไป, ผู้บริหารมีธรรมาภิบาลไหม, นโยบายจ่ายปันผล ซึ่งควรเป็น 2/3 ของกำไร จะได้มีเงินส่วนหนึ่งไปขยายกิจการต่อ

ถ้าเป็นบริษัทโตเร็วต้องเอาผลกำไรเฉลี่ยต่อปีคูณด้วย 8.5+2เท่าของ growth rate ต่อปี (8.5 เป็นค่า PE เฉลี่ย แบบกลาง ๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นได้ตามอุตสาหกรรมที่ต่างกันแต่ไม่ความสูงเกินไป เพราะจากสถิติค่า PE ของอุตสาหกรรมไม่ค่อยน่าเชื่อถือ)

เผื่อ margin of safety ไปด้วย ราคาคาดการณ์ที่คำนวณออกมาจะได้ไม่เวอร์จนเกินไป

จำไว้ว่าการประเมินราคาหุ้นคาดการณ์นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเฟ้นหาหุ้นที่น่าลงทุนเพราะเราต้องการดูบริษัทที่มีความมั่นคงในระยะยาวเหมือนกับการวิ่งมาราธอน

สูตรคำนวณค่า growth rate:

อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี = [(EPS ปีปัจจุบัน / EPS ปีฐาน)^(1/จำนวนปี-1) – 1] x 100

ค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมคือระยะเวลา 5-7ปี ถ้าใช้ปีปัจจุบันหารปีฐานอาจมีค่าติดลบซึ่งแปลว่าไม่มี growth rate นั่นเอง กรณีนี้ใช้แทนค่า g ด้วย 0 ก็ได้

แต่จำไว้ว่า การหา intrinsic value แบบนี้คือการนำ growth rate มาเป็นปัจจัยสำคัญในการคำนวณหามูลค่าจาก earning per share (EPS) ล่าสุด ถ้าไม่มี growth rate การคำนวณอาจจะไม่เที่ยงตรง เพราะไม่มี momentum ของราคา หรือพูดอีกนัยหนึ่งคืออาจจะใช้สูตรนี้มาคำนวณราคาไม่ได้ถ้าค่า g เป็น 0

ในบทที่ 13-19 จะเป็นการคัดเลือกหุ้นของบริษัทว่าน่าลงทุนไหม โดยมีหลักในการดูดังนี้

  • ต้องเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ดูว่าบริษัทมีเสถียรภาพไหม โดยดูจากกำไรต่อหุ้นเฉลี่ยมีการเติบโต และไม่มีผลขาดทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาหรือไม่
  • ดูการเติบโตบริษัทด้วยค่า PE ที่ไม่ควรสูงเกินไป และมี P/BV ต่ำ < 1.5 ถ้าเอาสองค่านี้มาคูณกันต้องไม่เกิน 22.5 (Graham number) ถ้าเกินแสดงว่าหุ้นนี้มีความเสี่ยงที่ราคาจะลงได้อีก)
  • ดูความเสี่ยงว่าฐานะการเงินว่าบริษัทไม่มีหนี้สูงและมีทุนหมุนเวียน มากกว่า 2 เท่า
  • ดูจากการจ่ายเงินปันผลทุก ๆ ปี
  • ดูการเติบโตของราคาหุ้น
  • ควรหลีกห่างจากทรัพย์สินแปลงสภาพทั้งหลาย หรือบริษัทที่มีการออกทรัพย์สินเหล่านี้จำนวนมาก คือ อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถแปลงกลับมาเป็นหุ้นได้ เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ วอร์แรนต์ หุ้นบุริมสิทธิ์แปลงสภาพ เป็นต้น
  • ตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอนสูงและผันผวน ต้องคิดลงทุนระยะยาวมองข้างความผันผวนไป อย่ากลัว อย่าโลภ รู้จักกระจายความเสี่ยง และ หนึ่งในวิธีที่แนะนำในการกระจายความเสี่ยงคือ Dollar Cost Average

ซึ่งในบทที่ 17-18 เป็นการนำความรู้ทั้งหมดที่เขียนมาข้างต้นมาลองทำการเปรียบเทียบบริษัทต่าง ๆ ให้ดูว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรบ้างจากการแกะงบและเปรียบเทียบอย่างจริงจัง ประเด็นคือรายงานผลประกอบการมันตกแต่งกันได้ แต่ถ้าศึกษาดี ๆ เราจะเห็นสัญญาณบางอย่าง

ในความเห็นของผมบริษัทพวกนั้นเก่ามากแล้วและแนวทางการเลือกหุ้นเชิงรับและเชิงรุกของในหนังสือก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในยุคปัจจุบันแล้ว ผมขอดัดแปลงและเอาแกนหลักของแนวคิดนี้มาขมวดรวมเป็นแนวทางทั้งสองเป็นแบบเดียวกันเพื่อใช้คำนวณราคาคาดการณ์และวิเคราะห์ แต่ก่อนจะเริ่มคำนวณ เราคงต้องมาสรุปบทสุดท้ายที่ Buffett บอกว่าต้องอ่าน โดยมีใจความสำคัญดังนี้

สรุปเนื้อหาหลักของบทที่ 20 Margin of Safety:

  1. ส่วนเผื่อความปลอดภัยคืออะไร:
    • Margin of Safety หมายถึงการซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) อย่างมีนัยสำคัญ
    • ตัวอย่างเช่น หากคุณประเมินว่าหุ้นหนึ่งมีมูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ 100 บาท แต่คุณซื้อในราคา 70 บาท ส่วนต่าง 30 บาทนี้คือส่วนเผื่อความปลอดภัย
  2. เหตุผลที่ต้องมีส่วนเผื่อความปลอดภัย:
    • ตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอน และการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทอาจผิดพลาดได้
    • ส่วนเผื่อความปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือปัจจัยที่ไม่คาดคิด เช่น เศรษฐกิจถดถอยหรือผลประกอบการของบริษัทที่แย่ลง
  3. การประยุกต์ใช้ส่วนเผื่อความปลอดภัย:
    • นักลงทุนควรเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างชัดเจน
    • เกรแฮมแนะนำให้เน้นหุ้นที่มี P/E Ratio ต่ำ, Debt-to-Equity Ratio ต่ำ, และมีประวัติการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ
  4. ความแตกต่างระหว่างการลงทุนและการเก็งกำไร:
    • การลงทุนที่แท้จริงต้องมีส่วนเผื่อความปลอดภัย ในขณะที่การเก็งกำไรมักขาดสิ่งนี้
    • การเก็งกำไรอาจให้ผลตอบแทนสูงในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมาก
  5. ตัวอย่างที่สำคัญในการลงทุนด้วยส่วนเผื่อความปลอดภัย:
    • เกรแฮมยกตัวอย่างการลงทุนในหุ้นที่ถูกประเมินต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) หรือหุ้นที่มีเงินสดมากกว่ามูลค่าตลาด ซึ่งผมคิดว่าการที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี บริษัทนั้น ๆ ต้องพบกับเหตุการณ์พิเศษบางอย่าง และจะทำให้แนวทางในการเลือกหุ้นทั้งหมดของเกรแฮมไม่สามารถเป็นจริงได้ ต้องตัดสินใจเอาเอง
    • เขาย้ำว่าการลงทุนในหุ้นเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องให้ผลตอบแทนทันที แต่จะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว

จากนี้ไป ผมจะลองใช้สูตรมาคำนวณราคากับหุ้นหลาย ๆ ตัวจากหลาย ๆ กลุ่มอุตสาหกรรมดังต่อไปนี้ CPALL, TOP, AOT, LH, UVAN, SCB, FORTH และ TASCO โดยใช้หลักสูตรของ Benjamin Graham ที่กล่าวมาในหนังสือ และประเมินสุขภาพแบบคร่าว ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ผมไม่มีความสามารถพอในการวิเคราะห์งบการเงินเหมือนที่เกรแฮมทำในบทที่ 17-18 ขอละเอาไว้นะครับ มาเริ่มกันเลย

สูตร: Intrinsic Value ของเกรแฮม = EPS x (8.5 + 2g)

หุ้น CPALL มีค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม Commercial อยู่ที่ 22.95 เท่า โดยที่ปี 2023 ค่า PE ของ CPALL อยู่ที่ประมาณ 21 เท่า

  • EPS (2023) = 2.06 บาท (2022) = 1.48 (2021) = 1.45 (2020) = 1.79 (2019) = 2.49
  1. คำนวณอัตราการเติบโตคาดการณ์ (g) เกิดค่าติดลบเพราะปีปัจจุบัน EPS น้อยกว่าปีฐาน g = 0
  2. V = 2.06 x (22 + 2(0))
  3. V = 2.06 x (22+0)
  4. V = 2.06 x 22
  5. V = 45.32 บาท น่าจะเป็นราคาที่เหมาะสมสำหรับปี 2024  ซึ่งราคา ณ ต้นปี 2025 อยู่ที่ 54.75บาท

จะเห็นว่าราคาปัจจุบันสูงกว่าราคาคาดการณ์ถึงแม้ว่า PE จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PE ที่นำมาคำนวณอยู่พอสมควร

ผมจะคำนวณอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR – Compound Annual Growth Rate) ให้ดูอย่างละเอียดว่าเราได้ค่า g ที่ติดลบมาได้อย่างไรและมีค่าเท่าไหร่โดยใช้สูตร:

CAGR = [(EPS ปีปัจจุบัน / EPS ปีฐาน)^(1/จำนวนปี) – 1] x 100

ข้อมูล:

  • EPS ปีปัจจุบัน (2023) = 2.06
  • EPS ปีฐาน (2019) = 2.49
  • จำนวนปี = 5 – 1 = 4 ปี (ตรงนี้ต้องใช้ 4 ปีเต็มเพราะเราใช้ EPS ของปีฐาน ซึ่งเท่ากับสิ้นปี 2019 จนถึงสิ้นปี 2023 เพื่อคำนวณหา EPS growth ของปี 2024)

วิธีทำ:

  1. นำ EPS ปีปัจจุบัน หารด้วย EPS ปีฐาน
    • 2.06 / 2.49 = 0.8273
  2. นำผลลัพธ์มายกกำลัง 1/4 (เพราะเป็นช่วง 4 ปีเต็ม)
    • 0.8273^(1/4) = 0.8273^0.25 = 0.9538
  3. นำผลลัพธ์ลบด้วย 1
    • 0.9538 – 1 = -0.0462
  4. คูณด้วย 100 เพื่อแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์
    • -0.0462 x 100 = -4.62%

ดังนั้น อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี = -4.62%

ความหมายคือ บริษัทมีอัตราการลดลงของ EPS เฉลี่ยปีละ 4.62% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ g ควรเป็น 0 ถ้าดูตามสูตรและการเติบโตดูเหมือนหุ้น CPALL จะไม่น่าลงทุน และไม่มีเสถียรภาพเพราะค่า g ติดลบ มีสภาพคล่องต่ำอยู่ประมาณ 0.5 มีหนึ้มากกว่ากำไรประมาณ 2 เท่า ราคาหุ้นไม่ค่อยเติบโตถึงแม้จะมีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอทุกปี ทั้ง ๆ ที่เป็นร้านสะดวกซื้อที่อยู่คู่กับสังคมไทยและมีอัตราการขยายสาขาเพิ่มขึ้นทุกปี มันดูแย้ง ๆ ยังไงชอบกล เกรแฮมบอกว่าต้องหัดแกะข้อมูลงบการเงินดูจะได้เข้าใจถ่องแท้ เอาเป็นว่าหุ้นตัวนี้คงไม่ถูกใจเกรแฮมสักเท่าไหร่ ใครมีข้อมูลหรือแนวคิดมาแชร์กันได้นะครับ

*** ราคาเป้าหมายปี 2025 อยู่ที่ = 2.82*21.0504 = 59.3621    

หุ้น TOP (Thai Oil) มาลองคำนวณกับอุตสาหกรรมพลังงานกันบ้าง PE เฉลี่ยอยู่ที่ 12.63

  • EPS (2023) = 8.71 บาท (2022) = 14.63 (2021) = 5.63 (2020) = -1.48 (2019) = 2.81 สังเกตุว่ามีปีหนึ่งขาดทุนเมื่อนับย้อนหลังไป 5 ปีทำให้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของเกรแฮม
  1. อัตราการเติบโตคาดการณ์ (g) = 31.69%
  2. V = 8.71 x (8.5 + 2(0.3169)) อย่าลืมแปลงเปอร์เซ็นต์ให้อยู่ในรูปของทศนิยม
  3. V = 8.71 x (8.5 + 0.6338)
  4. V = 8.71 x 9.1338
  5. V = 79.57 บาท

คำนวณค่า g  ให้ดูแบบสรุปย่อให้ดูอีกครั้ง

CAGR= (8.71/2.81)^(1/4)-1*100

CAGR=1.3169−1=0.3169*100 หรือ 31.69%

ราคาต้นปี 2025 อยู่ที่ 25.75 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาคาดการณ์อยู่มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่า PE ของหุ้น TOP อยู่ที่ 7.21 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณหนึ่งเท่ากว่า

PE*P/BV (7.21*0.75=5.4075 ) อยู่ในกฏ Graham number บริษัทน่าจะเจอวิกฤตอะไรบางอย่างเข้าสูตรของเกรแฮมเลย ที่ว่าจงหาซื้อหุ้นราคาถูกจากเหตุการณ์พิเศษ ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีค่อนข้างมาก อันนี้ก็เข้าสูตร Margin of Safety หุ้นตัวนี้มีสภาพคล่องอยู่ประมาณ 1.73 และมีหนี้มากกว่ากำไรประมาณ 1.5 เท่า แต่ว่าราคาหุ้นไม่โตต่อเนื่องและเคยขาดทุนถ้าดูย้อนหลัง 5 ปี ถ้าคุณคิดว่าเงื่อนไขของเกรแฮมเข้มงวดเกินไป อาจต้องมีตัวนี้ติดพอร์ตเอาไว้บ้าง

*** ราคาเป้าหมายปี 2025 อยู่ที่ = 4.46*8.6936 = 38.7735  

หุ้น AOT (Airports of Thailand) อยู่อุตสาหกรรมขนส่งโลจิสติค PE 33.98

  • EPS (2023) = 0.62 บาท (2022) = -0.78 (2021) = -1.14 (2020) = 1.34 (2019) = 2.81
  • อัตราการเติบโตคาดการณ์ (g) = 0% เนื่องจากการเติบโตติดลบ
  • V = 1.34 x (30 + 2(0))
  • V = 1.34 x (30 + 0)
  • V = 1.34 x 30
  • V = 40.2 บาท
  • ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 56.75 บาท สูงกว่าราคาคาดการณ์ที่คำนวณได้เยอะเลย เพราะมี PE อยู่ที่ 43.38 เท่า แปลว่านักลงทุนให้ราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นเพราะคาดว่าการท่องเที่ยวกำลังจะกลับมา หรือแปลอีกความหมายคือนักลงทุนติดดอยกันเยอะ ซื้อตั้งแต่บริษัทมี earning เยอะมาก ๆ แต่แล้ว earning ก็หดลงทุกปีกลายเป็นหุ้นราคาแพงไปเลย หุ้นตัวนี้เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าสูตรของเกรแฮมนั้นเก่าไปแล้วไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับหุ้น PE สูง ๆ เพราะที่เขาบอกว่าเอา PE คูณด้วย P/BV ต้องไม่เกิน 22.5 นั้น ลำพังแค่ค่า PE ของหุ้นตัวนี้อย่างเดียวก็เกินไปเยอะแล้ว

*** คำนวณราคาออกมาแล้วไม่ใกล้เคียงความเป็นจริง ไม่สามารถใช้วิธีของเกรแฮมคำนวณได้

หุ้น LH (Land and Houses) อยู่กลุ่มอุตสาหกรรม Property มีค่าเฉลี่ย PE ที่ 12.4 ตัวนี้เราจะใช้ค่า PE เฉลี่ย 8.5 เหมือนที่ Graham ให้ไว้เป็นค่ากลาง

  • EPS (2023) = 0.62 บาท (2022) = 0.7 (2021) = 0.58 (2020) = 0.6 (2019) = 0.84
  1. อัตราการเติบโตคาดการณ์ (g) = 0% เนื่องจากการเติบโตติดลบ
  2. V = 0.62 x (8.5 + 2(0))
  3. V = 0.62 x (8.5 + 0)
  4. V = 0.62 x 8.5
  5. V = 5.27 บาท ซึ่งราคา ตอนต้นปี 2025 อยู่ที่ 4.78 บาทและมีแนวโน้มขาลงต่อไปอีก โดยที่ PE อยู่ที่ 9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย Props นับว่าราคาถูกน่าสนใจ หาโอกาสเข้าสะสมได้ PE*P/BV (9.44*1.19=11.2336 ) อยู่ในกฏ Graham number แต่เป็นหุ้นที่ไม่มีการเติบโตมาเป็นเวลานาน มีสภาพคล่องอยู่ที่ 1.83 มี D/E อยู่ที่ 1.53 ราคาหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง เกรแฮมคงไม่ค่อยอยากให้ถือเท่าไหร่ แต่คงแนะนำว่าลองแกะงบการเงินดูจะเห็นว่ามีอะไรซ่อนอยู่ที่ทำให้ราคาต่ำลง

*** ราคาเป้าหมายปี 2025 อยู่ที่ = 0.46*10 = 4.6  ต่ำกว่าราคาปัจจุบันอีก เป็นเพราะกำไรสุทธิลดลงทุกปี ราคาลงมาเกือบเท่า BV แล้ว ช่วงนี้อสังหาอยู่ในขาลง คนไม่มีเงินซื้อ นอกจากว่ารัฐบาลจะลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าสนใจเพียงอย่างเดียวคือเงินปันผลที่จ่าย 11% ต่อปี  แต่ต้องช่างใจเอาว่าถ้าได้ปันผลสูงแต่ capital gain ติดลบมากกว่านั้นจะยังอยากลงทุนหรือไม่

หุ้น UVAN (Union Vanachai) อยู่กลุ่มเกษตร (Agri) มี PE เฉลี่ยอยู่ที่ 12.84

  • EPS (2023) = 1.00 บาท (2022) = 1.52 (2021) = 0.89 (2020) = 0.35 (2019) = 0.23
  1. อัตราการเติบโตคาดการณ์ (g) = 44.4% ใช้ PE ที่ 9.5 ในการคำนวณ
  2. V = 1 x (9.5 + 2(0.444))
  3. V = 1 x (9.5 + 0.888)
  4. V = 1 x 10.388
  5. V = 10.388 บาท ซึ่งราคาต้นปี 2025 อยู่ที่ 9.45 บาท ราคาต่ำกว่าราคาคาดการณ์ PE อยู่ที่ 6.3 ยังต่ำกว่าราคาคาดการณ์ หนึ้สินต่ำและมีสภาพคล่องสูง PE*P/BV (6.3*1.8=11.34  ) อยู่ในกฏ Graham number จ่ายปันผลต่อเนื่องและราคาหุ้นสูงขึ้นทุกปี เข้าทุกเงื่อนไขของเกรแฮม เป็นหุ้นที่น่าสนใจมากตัวหนึ่ง

*** ราคาเป้าหมายปี 2025 อยู่ที่ = 1.35*10.3494 = 13.9717    

หุ้น SCB (SCB X) อยู่กลุ่มธนาคาร PE เฉลี่ยที่ 7.8

  • EPS (2023) = 12.92 บาท (2022) = 11.15 (2021) = 10.57 (2020) = 8.09 (2019) = 12.01
  1. อัตราการเติบโตคาดการณ์ (g) = 1.84%
  2. V = 12.92 x (8.5 + 2(0.0184))
  3. V = 12.92 x (8.5 + 0.0368)
  4. V = 12.92 x 8.5368
  5. V = 110.29 บาท ราคาต้นปีอยู่ที่ 119 และมี PE อยู่ที่ 9.27 คาดการณ์ได้ค่อนข้างตรงและมีราคาสูงกว่าเพราะนักลงทุนยอมซื้อที่ราคาเป้าหมายสูงกว่าคาดการณ์ ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี เป็นหุ้นที่มีอนาคตสดใส และมี margin of safety ถึงแม้จะเต็มมูลค่าของปี 2024 แล้ว รอดู EPS 2024 แล้วคำนวณอีกที

*** คำนวณแล้วราคาเกินมูลค่าตลาดไปแล้วแต่ยังไม่หยุดขึ้น เป็นเรื่องของความโลภอยากได้อยากมีซึ่งจะทำให้ PE ของหุ้นตัวนี้สูงขึ้นในอนาคต

หุ้น FORTH (Forth Corporation) มีค่า PE เฉลี่ยอุตสาหกรรม ICT อยู่ที่ 27.44 แต่ขอใช้ที่ 20 พอ

  • EPS (2023) = 0.61 บาท (2022) = 0.83 (2021) = 0.77 (2020) = 0.47 (2019) = 0.35
  1. อัตราการเติบโตคาดการณ์ (g) = 14.9%
  2. V = 0.61 x (20 + 2(0.149))
  3. V = 0.61 x (20 + 0.298)
  4. V = 0.61 x 20.298
  5. V = 12.38 บาท ราคาที่ต้นปีอยู่ที่ 9.80 บาท และมี PE อยู่ที่ 40.37 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบเท่าตัวแต่ราคาต่ำกว่าราคาคาดการณ์ เดาว่าเป็นหุ้นที่นักลงทุนติดดอย คล้าย story ของ AOT ข้างต้น มีการเติบโตแต่มี Earning ปีล่าสุดที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับราคาทำให้ PE สูง ทั้งยังมีหนึ้สินสูงและสภาพคล่องต่ำอีก ราคาหุ้นก็ต่ำลงทุกปี

*** ราคาเป้าหมายปี 2025 อยู่ที่ = 0.24*35 = 8.4      โดยเปลี่ยนมาใช้ PE เฉลี่ยของกลุ่มที่ 35 เท่า ดูท่าทางแล้วหุ้น ICT ไม่น่าจะใช้สูตรของเกรแฮมได้นะครับ เป็นการตอกย้ำไปว่าสูตรของเกรแฮมไม่สามารถใช้กับหุ้น PE สูง ๆ ได้

หุ้น TASCO (Tipco Asphalt) มีค่า PE เฉลี่ยอุตสาหกรรม CONMAT อยู่ที่ 19.81 แต่ขอใช้ที่ 15

  • EPS (2023) = 1.46 บาท (2022) = 1.50 (2021) = 1.41 (2020) = 2.27 (2019) = 1.98
  • อัตราการเติบโตคาดการณ์ (g) = 0% เพราะ growth ติดลบ
  • V = 1.46 x (15 + 2(0))
  • V = 1.46 x (15 + 0)
  • V = 1.46 x 15
  • V = 21.9 บาท ราคาต้นปีอยู่ที่ 18.20 บาทและมี PE 21.21 สูงกว่าค่าเฉลี่ยแต่ราคาหุ้นยังคงต่ำกว่าราคาคาดการณ์ ราคาไปต่อได้แต่ไม่ค่อยเติบโต ตัวนี้หนี้สินต่ำ สภาพคล่องสูง จ่ายผลต่อเนื่อง แต่ราคาค่อนข้างคงตัว หุ้นตัวนี้มี Graham number ที่สูงไปนิด

*** ราคาเป้าหมายปี 2025 อยู่ที่ = 0.9*15 = 13.5  ไม่น่าลงทุนถึงแม้ปันผลดีและราคาคาดการณ์จะสูงขึ้นมาจากปีที่แล้ว  

นับว่าเป็นหนังสือที่ดีครับ สามารถเติมเต็มความรู้ที่ขาดหายไปในการตัดสินใจว่าควรเข้าซื้อหุ้นที่ราคาใดและควรขายออกเมื่อไหร่ อย่างมีหลักการ สุดท้ายนี้ เสียอย่างเดียวหนังสือเล่มนี้อ่านแล้วง่วงนอนมาก เหมือนอ่านหนังสือสมัยอยู่มหาวิทยาลัย แต่รางวัลเมื่อพิชิตมันได้ชั่งยิ่งใหญ่ เล่มนี้ผมให้ 4 ดาวครับ

Leave a comment