กิจกรรมครอบครัวประจำปีเพื่อท้าทายขีดจำกัดของร่างกายอย่างปลอดภัย

ปีละครั้ง กิจกรรมของครอบครัวเราที่ทุกคนตั้งตารอ—Ram Hero Run 2024 ลูกชายทั้งสองคนเลือกระยะทาง 10 กิโลเมตร ส่วนผมกับภรรยาเลือกระยะทาง 5 กิโลเมตร สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่เป็นการทดสอบขีดจำกัดของตัวเอง และต้องการฟังสัญญาณจากร่างกายตัวเองเมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละปีกับอายุที่เพิ่มขึ้น

เช้ามืดตอนตีสอง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ทุกคนในบ้านรีบลุกขึ้นเตรียมตัว เราออกจากบ้านเพื่อให้ทันการปล่อยตัวตอน 4:00 น. สำหรับระยะ 10KM และ 4:15 น. สำหรับระยะ 5KM

ทันทีที่ออกวิ่ง กิโลเมตรแรกผ่านไปแบบทุลักทุเล หัวใจเต้นเร็วถึง 160 ครั้งต่อนาที ผมต้องบอกตัวเองว่า “อย่าให้เกิน 165 นะ! ช้าลงหน่อยก็ได้ ไม่ต้องรีบ” แต่ในใจก็อดกังวลไม่ได้ ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณ มือเย็น ปากเย็น เราคิดว่า “จะไหวไหมเนี่ย”

ผมเริ่มเห็นนักวิ่งคนอื่น ๆ แซงไปทีละคน บางคนวิ่งเบาสบายเหมือนกำลังลอยอยู่ แต่ผมบอกตัวเองว่า “ไม่ต้องแข่งกับใคร เอาเท่าที่ไหว” เพราะแต่ละคนมีขีดจำกัดที่ไม่เท่ากัน

กิโลเมตรที่สอง เพลงจังหวะสนุก ๆ จาก Scary Pockets ช่วยพยุงผมไว้ด้วยย่างก้าวไปตามจังหวะ ข้างหน้ามีคนเริ่มเปลี่ยนมาวิ่งสลับเดิน แต่ผมยังย้ำกับตัวเองว่า “อย่าหยุดนะ” ผมไม่ต้องการให้ใจผมมีข้ออ้างที่จะหยุดเดินเหมือนคนอื่น ๆ

พยุงร่างกายต่อไปสักพักก็ไปถึงจุดกลับตัวที่ 2.5 กิโลเมตร มีน้ำเย็นแจกพอดี เรารับมาจิบแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที “ครึ่งทางแล้วสินะ” มันให้กำลังใจอย่างไม่น่าเชื่อ

กิโลเมตรที่สี่ วิ่งผ่านหน้ามหาวิทยาลัย ABAC ผมเห็นสนามกีฬาอยู่ไม่ไกล เหลือบไปดูนาฬิกาอีกครั้ง หัวใจผมเต้นเกิน 160 อีกแล้ว ผมต้องชะลอความเร็วลงนิดหน่อย ทั้งที่ในใจคิดว่าวิ่งต่อไปด้วยเพซขนาดนี้สบายอยู่แล้ว แต่ก็อยากให้ร่างกายได้พักหายใจและอยู่ให้ผมใช้ไปอีกนาน ๆ

อีกแค่ 300 เมตรเท่านั้น! ก็จะถึงเส้นชัย ได้ยินเสียงพิธีกรรายการวิ่งจากเวทีไกล ๆ แล้วจู่ ๆ ก็มีคนมาตบไหล่เบา ๆ—หันไปดูเป็นจีโน่นี่เอง ขนาดลงวิ่งระยะ 10 กิโลเมตรยังแซงพ่อได้เลย เขาวิ่งแซงผมไปแบบตัวปลิวเลย ผมฮึดวิ่งตามเขาเข้าเส้นชัยไปในที่สุด

ถึงแล้ว! ผมทำได้จริง ๆ! ความเหนื่อยกลายเป็นความดีใจและภูมิใจ รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังบอกว่า “ยังไหวอยู่!”

และนี่คืออีกหนึ่งวันสำคัญที่เตือนใจเราว่า การท้าทายตัวเองไม่จำเป็นต้องเร็วกว่าใคร แต่ขอแค่ชนะใจตัวเองก็พอ พวกเรามานั่งกินข้าวเช้าที่รายการวิ่งแจกกันข้างถนน และผมก็โชว์ผลการวิ่งให้ทุกคนดูว่า ผมสามารถควบคุมการเต้นของหัวใจไม่ให้เกิน 160 ในทุกระยะกิโลเลย

ทุกคนแปลกใจกันใหญ่ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย ผมเลยอธิบายไปว่า จีโน่ และนาโนยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ร่างกายยังแข็งแรงรวมถึงหลอดเลือดยังมีความยืดหยุ่นได้สูง ทำให้วิ่งด้วยอัตราหัวใจที่เต้นเร็วติดต่อกันได้ยาวนาน ในขณะที่ผู้สูงวัยอย่างพ่อแม่ต้องระมัดระวังมากขึ้น เราต้องรู้จักขีดจำกัดของตัวเอง โดยเฉพาะ Max Heart Rate หรืออัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมกับช่วงวัย ซึ่งจะช่วยให้เราสนุกกับการวิ่ง ทำกิจกรรมต่าง ๆ และใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

สำหรับพ่ออัตราการเต้นของหัวใจที่ 160 bpm ก็ตกอยู่ใน Zone 5 แล้ว ถ้ามันเกินกว่าที่มีอยู่ในตารางมันคงไม่ดีต่อร่างกายแน่ ๆ และผมไม่อยากรู้ด้วยว่าถ้าอัตราการเต้นเกินกว่าตารางคำนวณเป็นระยะเวลานาน ๆ ร่างกายจะเป็นอย่างไร

อย่างน้อยการรู้จักและเคารพ max heart rate ของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะ:

1. ช่วยป้องกันการหักโหมเกินไป

2. ทำให้วิ่งได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อยเกิน

3. ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บหรือเกิดปัญหาสุขภาพ

4. ช่วยให้การฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Leave a comment