ด้วยความอยากรู้ที่ถูกจุดประกายจากคลิปในติ๊กต๊อก ภาพน้ำร้อนที่ถูกสาดไปในอากาศแล้วกลายเป็นละอองหิมะในพริบตาทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ร่างกายมนุษย์อย่างเราจะรู้สึกอย่างไรในอุณหภูมิที่เย็นยะเยือกขนาดนั้น ความอยากรู้นี้ผลักดันให้ผมรีบจองตั๋วไปฮาร์บิ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม เพราะเทศกาลหิมะที่นั่นมีให้ชมเฉพาะช่วงสิ้นปีถึงต้นปีเท่านั้น

วันแรก: การเดินทางที่แสนยาวนานกับตุ๊กตาหิมะยักษ์
การเดินทางไปฮาร์บิ้นยาวนานมาก ต้องนั่งเครื่องไปลงที่สนามบินเหลียงหยุนกังก่อนที่จะไปลงที่สนามบินฉางฉุน เหมือนแวะลงกลางทางเพื่อทำขั้นตอนการเข้าประเทศผ่านพิธีการกงศุล จะได้นั่งไม่เมื่อยมาก พี่จีนแกเข้มมาก ไม่สนใจว่าจะมาเป็นทัวร์กรุ๊ปหรือเปล่า ยิงคำถามรายคน ใช้เวลาค่อนข้างนาน กว่าทุกคนในทัวร์จะผ่านพิธีการไปได้ก็กินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า เสร็จแล้วก็ไปรับกระเป๋าเพื่อเช็คอินและโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องภายในประเทศเพื่อไปลงฮาร์บิ้นกัน ซึ่งก็ใช้เครื่องบินลำเดิมนี่แหละ! และเครื่องบินก็ไม่ออกไปไหนจนกว่าผู้โดยสารจะผ่านพิธีการขึ้นมาครบลำ พอไปถึงสนามบินฉางฉุนแล้วก็นั่งรถโค้ชต่อ รวมเวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 9 ชั่วโมง ขากลับเราก็ต้องเจอแบบนี้เหมือนกัน โชคดีที่โหลดซีรีส์ใน Netflix เตรียมไว้ กลับถึงกรุงเทพดูจบหมดทั้ง 3 ซีซั่นที่โหลดไว้เลย

วันแรกในฮาร์บิ้นถือว่าเป็นการเดินทางและการปรับตัว เราแวะถ่ายรูปกับตุ๊กตาหิมะยักษ์ริมแม่น้ำซองหัวนิดหน่อย เนื่องจากเสียเวลามากกับการตรวจเข้มเข้าเมือง เลยไม่สามารถแวะชมอาคารกรมการปกครองแมนจูเรียได้ตามโปรแกรม ก่อนจะเข้าโรงแรม Holiday Inn Express เราแวะกินข้าวเย็นกัน เป็นอาหารจีนมื้อแรก ทุกคนประทับใจโต๊ะจีนแบบจัดเต็ม อะไร ๆ ก็อร่อยไปหมดเพราะเดินทางมา 9 ชั่วโมงไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ยกเว้นแซนวิชที่แจกบนเครื่อง ถึงโรงแรมก็หลับสบายถึงเช้าเพราะเดินทางเหนื่อย

วันที่สอง: ความสนุกและความหนาวที่แท้จริง
ความท้าทายที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น เมื่อเราต้องเผชิญกับอากาศติดลบที่หนาวเหน็บกว่าที่คิด การแต่งตัวกลายเป็นศิลปะการเอาตัวรอด แต่งตัวอย่างไรให้สนุกในความหนาวและตัวไม่บวม ผมเลือกใส่เสื้อผ้าแบบ layer-by-layer อย่างพิถีพิถัน แต่ละคนยังไม่มีใครรู้ซึ้งถึงอุณหภูมิติดลบจริง ๆ ว่ามันจะหนักหนาแค่ไหน แต่โปรแกรมทัวร์ก็ให้แวะซื้อเสื้อหนาวกันก่อนสำหรับคนที่คิดว่าเตรียมตัวมาไม่ดีพอ ก็ซื้อเพิ่มได้ ครอบครัวผมไม่ได้ซื้ออะไรเพราะศึกษามาค่อนข้างดีพอสมควร แต่กลุ่มเราไม่ได้ใส่จัดเต็มตั้งแต่วันแรกนะ เพราะได้ยินว่าโปรแกรมเราจะค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงไปเรื่อย ๆ จนจบที่หมู่บ้านหิมะ วันนี้เลยใช่กันแค่ 2 ชั้น คือ layer ในสุดเป็น Ultra heat ทั้งเสื้อและกางเกง และชั้นข้างนอกเป็นกางเกงยีน กับเสื้อ Down jacket ของ Decathlon ที่กันได้ -10 องศา ของภรรยาผมกันได้ -20 องศา ส่วนเด็ก ๆ ใส่เป็น 3 layers (Ultra heat, heat tech และ Down jacket) เมื่อรวมกับพลังของวัยรุ่นแล้วลูก ๆ ผมไม่น่าห่วง น่าจะรอดได้ ส่วนผมเองไม่ค่อยแน่ใจเลยเตรียม overcoat ไว้สำรองอีกตัว

โบสถ์เซนต์โซเฟียและถนนสตาลิน

สถานที่แรกของวันคือโบสถ์เซนต์โซเฟียที่มีลักษณะเหมือนสถาปัตยกรรมของรัสเซีย อาคารสวยงามบวกกับลมแรง ๆ ทำให้เราเริ่มรู้แล้วว่าเสื้อผ้าพอไหว แต่กางเกงยีนไม่ได้ช่วยกันลมหนาวได้เลย ทำให้เราต้องปรับกลยุทธ์การแต่งตัวใหม่ทั้งหมด วันต่อ ๆ ไปต้องห้ามใส่ยีนเลย ถุงมือที่มีอยู่ช่วยได้แต่ไม่ดีพอ แต่ถ้าจะใส่ 2 ชั้นก็ดูเทอะทะเกินไป โดยเฉพาะผมที่ต้องถ่ายรูป ต้องถอดเข้าออกตลอดเวลา รองเท้ากับถุงเท้า heat tech กันได้แต่ไม่ดีพอเหมือนกัน แต่โดยรวมแล้วก็ยังเที่ยวสนุกตลอดทั้งทริป
กลุ่มคนเลือดเย็นกับเทศกาลหิมะฮาร์บิ้น

จบจากโบสถ์เราต้องเดินบนถนนสตาลินเพื่อไปดูอนุสาวรีย์ฝั่งหง และเดินเล่นบนถนนคนเดินจงหยาง แล้วถึงจะแวะกินอาหารเย็นกัน แต่โปรแกรมวันนี้มันไม่ได้จบแค่นี้ เพราะกินข้าวเสร็จ เราจะไปอยู่ที่เทศกาลหิมะฮาร์บิ้นกันต่ออีก 2 ชั่วโมง

นี่มันเป็นกิจกรรมกลางแจ้งท้าลมหนาวทั้งวันเลย ลืมอ่านโปรแกรมให้ละเอียด แต่ร่างกายเราเจอมาหนัก ชินกับความหนาว กลายเป็นคนเลือดเย็นกันทั้งบ้านแล้ว ความสวยงามของเทศกาลหิมะทำให้เราลืมความหนาวไปชั่วขณะ ถ่ายรูปสนุก ตระการตาไปด้วยแสงสีสวยงามกับปฏิมากรรมน้ำแข็ง กลับถึงโรงแรมนอนหลับสบายถึงเช้าตามเคย





วันที่สาม: ตลาดบาโรคและการผจญภัยบนลานสกี
เช้าวันใหม่เราเริ่มออกเดินทางแวะตลาดสไตล์บาโรค แต่เหมือนตลาดร้างเพราะพวกราเราอาจจะไปถึงเช้าเกินไป ร้านค้ายังไม่เปิด เป็นเสมือนการแวะมาฉี่ก่อนเดินทางข้ามไปเมืองย่าปู้ลี่ ที่ซึ่งหนึ่งในโปรแกรมสำคัญของเราจะเริ่มขึ้นที่เมืองนี้ นั่นก็คือโปรแกรมทางเลือกในการหัดเล่นสกี คนละ 300หยวน รวมอุปกรณ์และรองเท้า

โปรแกรมทางเลือกต้องเสียเงินเพิ่มจากค่าทัวร์ มีทั้งหมด 4 โปรแกรมสำหรับสองวัน ช่วงเช้าเป็นการนั่งห่วงยางไถลไปบนหิมะ ครอบครัวเราไม่ได้เลือกโปรแกรมนี้ก็จะต้องนั่งดมบุหรี่ในห้องรับรองแขกของสถานที่เที่ยวไปหนึ่งชั่วโมง หลังจากแวะกินข้าวเที่ยงเสร็จก็เดินทางสู่ลานสกีกัน ผมและลูก ๆ เลือก Snow board แทนสกีขาคู่เพราะคิดว่าง่ายกว่า น่าจะเหมือน Surf skate ที่เล่นที่บ้าน


เข้าไปในลานสกีก็งง เพราะไม่มีคนสอน ต้องลองผิดลองถูกกันเอง พวกเราฝึกทรงตัวบนลานหน้าอาคารสักพัก ก็เริ่มแบก snow board ขึ้นไปที่เนินด้วยทางเลื่อนไฟฟ้า และก็เริ่มไถลลงมา ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบ เป็นการผจญกับภัยบนเนินสกีจริง ๆ กลัวล้มเจ็บก้น กลัวพุ่งไปชนคนอื่น กลัวคนอื่นไถล่มาทับ เจ็บจนลูก ๆ บอกไม่ไหวแล้ว แต่ก็สนุกดีทุกคนยังมีรอยยิ้มจนจบ แป๊บเดียวผ่านไปละ 2 ชั่วโมง ถึงเวลาต้องกลับขึ้นรถ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่สนุกดี ส่วนภรรยาผมถึงไม่ได้เล่นก็สนุกกับการถ่ายรูปและลุ้นว่าลูก ๆ จะเป็นอะไรมั๊ย ตื่นเต้นไปอีกแบบ หลังจบจากลานสกีก็แวะกินข้าวเย็นก่อนเข้าโรงแรม อาหารทุกมื้อทุกวันเหมือนกันหมด จากที่อร่อย ๆ ในวันแรก ตอนนี้เริ่มเบื่อละ
วันที่สี่: Snow mobile และการสำรวจหมู่บ้านหิมะ
เช้าวันถัดมาก็เริ่มโปรแกรมทางเลือกอีกอันคือการนั่ง Snow mobile ขึ้นไปบนภูเขาหิมะ ไม่ได้ขับเองนะแค่นั่งซ้อนท้ายขึ้นไป โดยเริ่มจากนั่งรถตีนตะขาบขึ้นไปก่อน จากนั้นก็ถ่ายคนขึ้น Snow mobile คันละ 2 คน คิดคนละ 360หยวน

นั่งไปสักประมาณนาทีกว่า ๆ ก็ไปถึงจุดกลางหุบเขาหิมะ ตรงนี้มีหิมะฟูฟ่องมาก ย่ำเท้าไปทีนึงจมลงไปถึงเข่า พวกเราสนุกกับการถ่ายรูปบนเนินนี้มาก

ที่ด้านข้างมีทางเดินลอดท้องมังกรขึ้นไปด้านบนได้ เดินขึ้นไปก็ได้ออกกำลังกายดี พอได้เวลาก็เดินกลับลงมาและนั่ง Snow mobile กลับไปฐานด้านล่าง และออกรถเพื่่อไปทางข้าวเที่ยงกัน หลังข้าวเที่ยงยังมีกิจกรรมทางเลือกอีกอย่างแต่เราไม่ได้เข้าร่วม ผมก็นั่งรอดู Netflix รอไปจนกว่าจะจบโปรแกรม

เรานั่งรถเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านหิมะ ไฮไลท์ของโปรแกรมทัวร์นี้ มาถึงช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกพอดี บรรยากาศครึกครื้น รีบเก็บกระเป๋าเข้าห้องพักและออกมาเก็บภาพบรรยากาศตอนเย็น ก่อนกินข้าวเย็นร่วมกันกับทัวร์ วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าเลยมีคนเยอะและกิจกรรมมากมายในหมู่บ้าน มีการแสดงดนตรี มีการจุดพลุ แต่ครอบครัวผมอยู่กันไม่ถึง count down activity ขอไปนอนก่อน



วันที่ห้า: แสงแรกของปีใหม่ที่หมู่บ้านหิมะ
แม้จะไม่ได้อยู่ร่วม count down แต่ผมกับภรรยาวางแผนว่าจะตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืด เพื่อดูแสงแรกของปีใหม่กัน แล้วมันก็สงบเงียบสวยงามจริง ๆ นับว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยจับใจมากและจะอยู่ในความทรงจำของเราไม่รู้เลือน



พวกเราเดินทางออกจากหมู่บ้านตอนสาย ๆ มุ่งหน้าสู่ตัวเมือง ระหว่างทางแวะสวนสาธารณะเพื่อให้เป็นปรากฏการทะเลสาบเป็นน้ำแข็ง ผมกับลูกชายเดินลงไปถ่ายรูปกัน ส่วนภรรยาอยู่กับลูกคนเล็กข้างทะเลสาบ เพราะลูกคนเล็กเริ่มมีอาการป่วยและเจ็บคอ คงเป็นเพราะอากาศเปลี่ยนอย่างเฉียบพลันระหว่างบนรถที่มีฮีทเตอร์และข้างนอกลดที่ติดลบเกือบ 20 องศาทุกวัน ทุกคนอยากกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมกันแล้ว คืนสุดท้ายเราไปพักที่ Holiday Inn Express อีกครั้ง ได้ยินแค่นี้ก็รู้สึกผ่อนคลายละ

วันสุดท้าย: สิ้นสุดการผจญภัย
เช้าวันสุดท้ายก่อนจะไปสนามบิน พวกเราไม่ต้องตื่นกันเช้ามากเหมือนทุกวันที่ผ่านมา เพราะโปรแกรมทัวร์ใกล้หมดแล้ว เหลือแค่การแวะไปไหว้พระที่วัดก่อนกลับและการเดินทางอันยาวนานจาก ฮาร์บิ้นกลับสู่กรุงเทพเท่านั้น



และสิ่งที่คาดว่าจะต้องเจอสำหรับ budget airline ก็คือ ไฟลท์ดีเลย์นั่นเอง เลยต้องแช่อยู่ที่สนามบินเพิ่มอีก 1 ชั่วโมงก่อนจะกลับถึงกรุงเทพประมาณตีสองของอีกวัน
แต่ทั้งหมดนี้ก็คุ้มค่ากับประสบการณ์และความทรงจำที่ได้รับ การได้สัมผัสกับความหนาวเย็นที่แท้จริงและความงดงามของธรรมชาติที่ฮาร์บิ้น ทำให้ความยากลำบากทั้งหมดกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการผจญภัยที่น่าจดจำ กับรูปสวย ๆ มาฝากกัน
