วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2025 โดนัลทรัมป์ประกาศสงครามการค้ากับทั่วโลกด้วยการขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้าในเรทที่สูงจนช๊อคคนทั้งโลก เช้าวันจันทร์ถัดมาตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งนรกทันที รวมถึงตลาดหุ้นของสหรัฐเอง โชคดีวันจันทร์ที่ประเทศไทยตรงกับวันหยุดชดเชย ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงไม่มากเท่าประเทศอื่น ๆ ในวันอังคารต่อมา แต่พอร์ตการลงทุนของทุกคนต้องได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ทุกคนขนหัวลุก พยายามหาทางออกแต่ไม่มีใครคาดเดาอนาคตได้

และวันถัด ๆ มาหุ้นเด้งเขียวใส่หน้านักลงทุนทุกตลาดเพราะทรัมป์ประกาศพักการขึ้นภาษีเป็นเวลา 3 เดือน อารมณ์ไบโพล่าแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกกี่รอบ เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย ทำให้ผมนึกถึงคำสอนที่ได้จากหนังสือ The Psychology of Money ขึ้นมาทันที เลยถือโอกาสนี้มารีวิวข้อคิดต่าง ๆ จากหนังสือเล่มนี้ให้ฟัง ลองดูว่ามันช่วยอะไรพวกคุณได้บ้างหรือไม่?
หนังสือโปรยเรื่องจากการเปรียบเทียบระหว่างภารโรงผู้มีความมั่งคั่งจากการเก็บออม และนักวิศวกรเทคโนโลยีสุดฉลาดที่รวยจากสิ่งประดิษฐ์ของเขาแต่กลับล้มละลายเพราะรักษาความมั่งคั่งของตัวเองไม่เป็น อะไรเป็นเบื้องหลังของการตัดสินใจกับเงินในกระเป๋าของตนเองที่แตกต่างกันขนาดนั้น?
จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับความฉลาดในการรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ได้ แต่มันเป็นเพราะประสบการณ์ที่พวกเขาประสบพบเจอในอดีตนั้นแตกต่างกัน ซึ่งมีผลกับมุมมองเรื่องการเงินและการตัดสินใจที่แตกต่างกันต่างหาก อย่างเช่น คนที่เกิดมาในยุคที่ตลาดหุ้นเฟื้องฟู จะตัดสินใจลงทุนในหุ้น ในขณะที่คนที่เกิดมาในยุคสงครามหรือยุคที่เศรษฐกิจถดถอยจะตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้และมีนิสัยเก็บออมที่ดีกว่า ประสบการณ์ที่เขาเจอหล่อหลอมพวกเขาจนกลายเป็นพฤติกรรมในการตัดสินใจที่ต่างกัน แม้ว่าปัจจุบันจะได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจชุดเดียวกันมาใช้ในการตัดสินใจก็ตาม ดังนั้นคนทีเคยอดอยากมาก่อนจะเก็บออมเพราะไม่อยากแร้งแค้นอีก ส่วนคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองจะใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย
นอกจากประสบการณ์แล้ว โชคชะตาก็มีความสำคัญ ถ้าคุณอยู่ถูกที่ถูกทาง ผลก็จะออกมาดีเอง ลองดูจากเหตุการณ์ของสองคนนี้
คนหนึ่งตัดสินใจได้ดีแต่โชคร้าย = ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
อีกคนหนึ่งตัดสินใจแย่เดิมพันกับความเสี่ยงแต่เผอิญโชคดี = ประสบความสำเร็จและได้รับการยกย่อง
การตัดสินใจที่อิงกับประสบการณ์มันไม่เพียงพอมันต้องมีโชคด้วย
คนเราตัดสินใจบนความเสี่ยงเสมอไม่มากก็น้อย พึงระลึกเสมอว่าโชคเป็นปัจจัยที่ความคุมไม่ได้ แต่คุณตัดสินใจที่จะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงก็ได้
คุณต้อง balance ระหว่างโชคกับความเสี่ยงแม้พวกมันจะมองมันไม่เห็นก็ตาม
สุดท้ายคุณต้องรู้จักคำว่า “พอ” อย่าเอาความโลภไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น เพราะถ้าพลาดมันจะกลายเป็นความล้มเหลวได้
คุณต้องทำเป้าหมายทางการเงินให้นิ่งและเอื้อมถึง อย่าอยากได้อยากมีมากเกินไปแบบสุดโต่ง และไม่ต้องขยับเป้าหมายสูงขึ้นจากความฝันเดิมของคุณ หยุดเปรียบเทียบกับคนที่รวยกว่า ยึดตามเป้าหมายทางการเงินของคุณตั้งแต่ต้นที่ยังไปไม่ถึง เพราะเมื่อเปลี่ยนเป้าสูงขึ้นคุณก็ต้องแบกรับความเสี่ยงที่มากขึ้นโดยไม่จำเป็น
การสร้างความมั่งคั่งเป็นเรื่องของเวลา สะสมทบต้นไปเรื่อย ๆ จำไว้ว่า ออมก่อนย่อมรวยเร็วกว่า
วิธีการหาเงินเพิ่มจากการลงทุนเป็นความรู้เริ่มต้นที่ทุกคนต้องมีและไม่ยากที่จะเรียนรู้ แต่การรักษาเงินไว้ให้เป็นคือความรู้ที่หายากกว่ามาก
คุณควรจะมีเงินสดถือเผื่อไว้ทุกขณะ ถ้าคุณถือเงินสดไว้มากพอ คุณจะไม่ตัดสินใจขายหุ้นในตลาดขาลง แต่คุณจะสามารถซื้อทบต้นไปได้เรื่อย ๆ ในราคาที่ถูกกว่า และมันจะสร้างผลตอบแทนแบบทวีคูณกลับมาในระยะยาว การที่คุณทำตัวเป็นแมงเม่าขายหุ้นในยากวิกฤตเพราะคุณมีเงินสดในมือไม่พอ ผมยอมรับว่าผมไม่ได้ทำตามที่หนังสือบอกเหมือนกัน ส่วนตัวผมก็ขายทิ้งครึ่งหนึ่งของพอร์ตเหมือนกันเพราะหวังว่าจะซื้อกลับมาในราคาที่ต่ำลง เพราะความโลภล้วน ๆ แล้วถ้าเกิดหุ้นมันเด้งขึ้นมาแล้วไม่ลงไปต่ำกว่าราคาที่ผมขายไปหละ จะทำอย่างไร?
คุณต้องมีแผนสำรองเอาไว้รับกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหวังด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเสมือน safety of margin ในการลงทุน เพราะตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
จำเอาไว้ว่าระหว่างทางของการสร้างความมั่งคั่งจะเต็มไปด้วยขวากหนาม การเจ็บตัวเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนเจอ และหุ้นในพอร์ตของทุกคนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จกำไรทุกตัว หุ้นส่วนใหญ่อาจจะขาดทุนด้วยซ้ำ แต่ขอให้มีแค่หุ้นตัวเดียวที่สร้างปาฏิหารได้เท่านั้นก็เพียงพอ ไม่มีใครรู้ว่าหุ้นปาฏิหารคือตัวไหน คุณเลยต้องกระจายการลงทุนออกไป ในหนังสือใช้คำว่าเหตุการณ์ของปลายหางยาวๆ (Tail events) และไม่มีใครรู้หรอกว่าควรลงทุนช่วงเวลาไหนถึงจะได้ผลตอบแทนสูงสุด คุณจึงควรลงทุนอย่างสม่ำเสมอแบบ DCA
จากงานวิจัยพบว่าความสุขไม่ได้มาจากการที่มีเงินเยอะ ๆ แต่มาจากความสามารถในการควบคุมเวลา มีอิสระในการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ วิธีเช็คง่าย ๆ คือทุกคืนคุณต้องหลับสนิท ไม่ต้องตื่นผวาทุกคืนว่าเงินของคุณปลอดภัยไหม พอร์ตจะแตกหรือเปล่า?
ผมชอบประโยคเหล่านี้ในหนังสือ “ความมั่งคั่งคือสินทรัพย์ทางการเงินที่ยังไม่ได้ถูกแปรสภาพไปเป็นสิ่งของที่คุณซื้อ” มันโครตจะจริงเพราะเมื่อถูกนำไปซื้อสิ่งของจำนวนเงินของคุณจะลดลง
หนทางเดียวที่คุณจะมั่งคั่งได้คือ “ไม่ใช้เงินที่คุณไม่มีอยู่“
“ต้นแบบความรวยนั้นหาง่าย แต่ต้นแบบความมั่งคั่งนั้นหายาก”
พอคุณเห็นคนอื่นมีก็อยากมีบ้าง เมื่อไหร่ที่คุณเลิกสนใจคนอื่นว่าเขาจะคิดกับคุณยังไง เขาจะหาว่าเราจนหรือเปล่าได้ คุณจะออมเงินได้มากขึ้นเอง
อย่ายึดติดกับสูตรคณิตศาสาตร์หรือเทคนิคมากเกินไป อย่าลงทุนตามคนอื่นโดยขาดความเข้าใจเพราะนักวิเคราะห์หรือกูรูบอกว่าอย่างนั้น การลงทุนที่ดีต้องใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไปด้วย ต้องมีความรักในหุ้นที่ซื้อด้วย เหมือนคุณตัดสินใจซื้อบ้านหลังใหญ่ ถึงแม้คุณจะรู้ว่าค่าซ่อมจะแพงและเสื่อมค่าลงทุกวัน คุณอาจประสบปัญหาจากเงินเดือนชนเดือนจนบางเดือนจ่ายค่าผ่อนบ้านแทบไม่ไหว คุณก็ยังรู้สึกดีที่ได้ครอบครองมัน บ้านหลังนี้เป็นเรื่องราวในชีวิตของคุณและคุณรู้สึกสมเหตุสมผลในการตัดสินใจซื้อมัน ที่สำคัญคุณมีความสุขกับมัน ไม่ว่าคนอื่นจะมองยังไงก็ตาม อย่าไปแคร์กับคำพูดเหล่านั้น เพราะเขามีประสบการณ์หล่อหลอมมาต่างจากคุณ
การลงทุนก็เหมือนกัน เราเลือกลงทุนในหุ้นที่เรารัก เราชอบในตัวสินค้า เราอยากเห็นมันเติบโต เมื่อเวลาที่ราคามันลงเนื่องจากธุรกิจเป็นขาลง หรือทุกคนขายเพราะสติแตกจากข่าว คุณรู้ดีและเชื่อมั่นว่าเดี่ยวราคามันก็กลับมา และมันก็ดูเป็นเรื่องราวที่สมเหตุสมผล คิดได้แบบนี้คุณจะผ่านมันไปได้โดยไม่กลายเป็นแมงเม่า มันไม่มีหรอกที่เราจะได้กำไรตลอดเวลา ช่วงเวลาที่หุ้นตกแล้วเราขาดทุนก็เปลี่ยนมุมมองซะว่ามันคือค่าธรรมเนียมค่าประสบการณ์ที่เราต้องจ่าย เหมือนการซึ้อบัตรผ่านประตูเพื่อเล่นสวนสนุกดีสนีย์ คุณยังจ่ายได้เลยเพื่อแลกกับความสุข ความพอใจของคุณ ขนาดคุณเสียค่าตั๋วไปเลยนะ คุณยังคิดว่ามันคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปเลย
ย้ำอีกครั้ง คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดในการใช้ข้อมูลสถิติในอดีตมาคาดการณ์อนาคต โดยที่มองข้ามไปว่าข้อมูลในอดีตเหล่านั้นไม่ได้รวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเลย
เช่น การที่ทรัมพ์ประกาศขึ้น Tariff กับทั่วทั้งโลก ก็ไม่เคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์มาก่อน เราต้องเปลี่ยนมุมมองในการวิเคราะห์ใหม่ โดยการคาดการณ์ราคาในอนาคตจากเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และคาดการณ์จากความรู้สึกของนักลงทุนที่มีต่อเหตุการณ์นั้น ๆ ต่างหาก เพราะทิศทางราคาในอนาคตมันมาจากความรู้สึกกลัวและโลภของนักลงทุนในตลาดต่างหาก
ผมไม่ได้หมายถึงให้ทิ้งการวิเคราะห์กราฟไปเลย ยังคงใช้ดูประกอบโดยใช้หลักสถิติเป็นแนวทางได้เพราะคนส่วนใหญ่เรียนมาแบบนั้นและยังมีความเชื่อแบบนั้นอยู่ แต่ให้ระลึกเสมอว่า มันอาจจะไม่เป็นไปตามนั้นเสมอไป ให้ดูเรื่องราวและอารมณ์ของผู้คนเป็นหลัก ต้องยอมรับว่าเราคาดเดาไม่ได้ทุกอย่าง
จงมีความอดทนและนิ่งอย่างน้ำแข็ง ทนกับความผันผวนของตลาดให้ได้ เพราะการที่ข่าวดีจะเกิดขึ้นนั้นต้องใช้เวลา แต่ระหว่างทางเราจะพบกับข่าวร้ายที่ผุดขึ้นยังกับดอกเห็ด ปัญหาคือคนเราชอบมองโลกในแง่ร้ายและชอบหาทางแก้ไขเพื่อเอาตัวรอดทันที
อีกข้อที่ต้องระวังคือมนุษย์เรามีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่เราตัดสินใจลงทุนไปแล้ว เราจะโฟกัสและพยายามหาข้อมูลมาสนับสนุนการตัดสินใจของเราว่าถูกต้อง พยายามมองข้ามในสิ่งที่เราไม่รู้และแต่งเติมสิ่งที่เราไม่รู้ขึ้นมาเองเพื่อให้ตัวเองสบายใจ จนถึงขั้นละเลยที่จะฟังความเห็นที่แตกต่างจากภายนอก อย่างไปหลงรักหรือปักใจกับการตัดสินใจขนาดนั้น จงเผื่อพื้นที่สำหรับความผิดพลาดเอาไว้ด้วย เป็น safety of margin ในแง่ของข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เราจะได้ไม่พลาดหรือถลำลึกเกินไป
หวังว่าข้อคิดการหนังสือเล่มนี้จะยังไม่สายเกินไปที่จะช่วยเตือนสติพวกคุณในยามวิกฤตนี้ เพราะสงครามการค้ามันยังไม่จบ ส่วนตัวผมมันช่วยย้ำเตือนผมอีกครั้งในวันที่ผมลืมเลือนเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว และผมก็ตัดสินใจบางอย่างพลาดไปแล้วด้วย ผมให้หนังสือเล่มนี้ 4 ดาวครับ หักหนึ่งดาวเนื่องจากไม่มีประโยคเด็ดพอที่ทำให้ผมนึกถึงได้ก่อนตัดสินใจในยามวิกฤต
