สรุปหนังสือ: The 2-step Stock Market Strategy หนังสือที่เตือนให้คุณใส่ใจรายละเอียดในการเลือกหุ้นที่จะลงทุน

ช่วงที่ผมเอาบทความนี้ลง Blog เป็นช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 บริษัทในตลาดหุ้นกำลังทะยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 เป็นช่วงเวลาที่ผมต้องนำผลประกอบการทั้งปีของหุ้นที่ผมสนใจมาคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของปีหน้า ผมว่าหลักในการคัดเลือกหุ้นของหนังสือเล่มนี้น่าสนใจ เราจะมาถอดกลยุทธ์ของ Daniel Jiwani กันว่าเลือกลงทุนหุ้นอย่างไรให้รอด?

การเลือกหุ้นสักตัวไม่ใช่แค่การดูค่า P/E แล้วตัดสินว่า “ถูก” หรือ “แพง” หรือจ่ายปันผลมากแค่ไหน ในหนังสือ The 2-Step Stock Market Strategy โดย Daniel Jiwani ได้ให้บทเรียนที่น่าสนใจเกี่ยวกับการคัดกรองหุ้นคุณภาพ แต่เมื่อเรานำมาปรับใช้ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่างประเทศไทย เราอาจต้อง “ตีความใหม่” เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริง หนังสือเล่มนี้อ่านเพลินและเข้าใจง่าย และนี่คือบทสรุป 7 ประเด็นสำคัญพร้อมมุมมองวิเคราะห์ของผมครับ


1. เลิกยึดติด P/E แล้วหันไปหา “เงินสด”

Jiwani เน้นว่ากำไรทางบัญชีอาจถูกตกแต่งได้ แต่ กระแสเงินสด (Cash Flow) คือของจริง

  • แนวคิดในหนังสือ: บริษัทที่มีกำไรแต่ไม่มีเงินสดไหลเข้า คือบริษัทที่เสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่อง
  • มุมมองวิพากษ์: ในตลาดหุ้นไทย หลายบริษัทกู้เงินมาบริหารและมาจ่ายหุ้นกู้ที่ใกล้หมดสัญญาเวียนไปมากกว่าการใช้เงินจากกำไรสะสมมาบริหารหรือขยายกิจการ ดังนั้นเราต้องดู Free Cash Flow (FCF) ควบคู่ไปกับ D/E Ratio (หนี้สินต่อทุน) มองให้ลึกไปอีกนิดก่อนจะเลือกหุ้น แต่ถ้าหาก FCF ติดลบเพราะนำไปลงทุนต่อ (CAPEX) ในโครงการที่สร้างรายได้จริง ก็ยังถือว่ายอมรับได้

2. กับดักเงินปันผล: อย่าจ่ายจนหมดตัว

นโยบายการจ่ายปันผลที่ดีตามสไตล์ Jiwani คือ ไม่ควรเกิน 70% ของกำไร

  • แนวคิดในหนังสือ: บริษัทที่ดีควรเก็บกำไรไว้อย่างน้อย 30% เพื่อ Reinvest ให้ธุรกิจเติบโต
  • มุมมองวิพากษ์: สำหรับหุ้นไทยที่เป็น “Dividend Stock” เราอาจเห็นการจ่ายสูงกว่า 70% บ่อยครั้ง บางบริษัทผมถึงกับงงเลยที่เห็นการจ่ายเงินปันผลเกิน 100% เพื่อที่จะรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังทุก ๆ ปีให้เท่ากัน หรือมี dividend growth ให้ดูเหมือนเป็นบริษัทที่ดีและเติบโตต่อเนื่อง ต้องระวังว่าหากบริษัทจ่ายหนักแต่ไม่มีแผนเติบโต ราคาหุ้นมักจะนิ่ง (Side-way) นานหลายปี การรักษาความสมดุลระหว่างปันผลกับการเติบโตจึงสำคัญที่สุด

3. ป้อมปราการและการเติบโต 4% (โจทย์หินของตลาดไทย)

Jiwani บอกว่าธุรกิจที่ดีต้องมีป้อมปราการ (Moat) และโตอย่างน้อย 4% ทุกปี

  • แนวคิดในหนังสือ: ป้อมปราการหมายถึงสิ่งที่ทำให้คู่แข่งข้ามมาแข่งในธุรกิจที่บริษัททำอยู่ได้ยาก (เช่น Brand ที่แข็งแกร่ง, สิทธิบัตร, สัมปทาน หรือต้นทุนที่ต่ำกว่าคนอื่น) นอกจากมีปราการที่แข็งแกร่งแล้ว การเติบโตที่สม่ำเสมอมากกว่า 4% คือสัญญาณของหุ้นที่น่าลงทุนเพราะสามารถเติบโตชนะเงินเฟ้อเฉลี่ยในแต่ละปีได้นั่นเอง
  • มุมมองวิพากษ์: ในตลาดเกิดใหม่อย่างไทย การโต “ทุกปี” เป็นเรื่องยากมาก เพราะความผันผวนทางเศรษฐกิจอาจทำให้บางปีขาดทุน อาจไม่เหลือหุ้นให้เราเลือกลงทุนมากพอ เราจึงควรเปลี่ยนมาดู CAGR (อัตราเติบโตทบต้นเฉลี่ย 5 ปี) แทน และป้อมปราการในไทยมักไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “สัมปทาน” หรือมองหา “เครือข่ายกลุ่มทุน” ที่ยากจะเลียนแบบ

4. ความสามารถในการคาดการณ์อนาคต

บริษัทที่น่าลงทุนต้องมีโมเดลธุรกิจที่เรียบง่ายจนคาดการณ์กระแสเงินสดได้

  • แนวคิดในหนังสือ: หากเราประเมินกระแสเงินสดใน 5 ปีข้างหน้าไม่ได้ เราก็ประเมินมูลค่าหุ้นไม่ได้
  • มุมมองวิพากษ์: เหมือนหนังสือจะแนะนำให้เลือกหุ้นที่มี Recurring Income เช่น หุ้นโรงไฟฟ้า หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากการคาดการณ์ผิดพลาดในตลาดที่มีความผันผวนสูง แต่จริง ๆ แล้วธุรกิจที่ต้องประมูลงานเป็น project ในตลาดหุ้นไทยก็มีไม่น้อย ยิ่งผูกกับสัมปทานด้วยแล้วก็เหมือนมี Moat เข้าใจว่าผู้เขียนให้ใช้เป็นแนวทางในการเลือกไม่ใช่ว่าตกข้อใดข้อหนึ่งไปคือไม่ผ่านเกณฑ์

5. กระจายความเสี่ยงในตะกร้าคนละใบ

อย่าลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน (Uncorrelated Assets)

  • แนวคิดในหนังสือ: เพื่อป้องกันไม่ให้พอร์ตพังเมื่ออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเกิดวิกฤต อันนี้ไม่แปลก ใคร ๆ ก็พูดถึงว่าอย่างใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน
  • มุมมองวิพากษ์: ในปัจจุบันโลกเชื่อมต่อกันหมด การกระจายความเสี่ยงที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนไทยยุคนี้คือ “การกระจายไปต่างประเทศ” เพื่อลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของประเทศ (Country Risk) เช่น การถือหุ้นไทยคู่กับหุ้นสหรัฐฯ หรือเวียดนาม แต่การเลือกลงทุนหุ้นรายตัวในต่างประเทศ เราต้องมองย้อนมาดูตัวเองว่าเราสามารถเข้าใจและวิเคราะห์หุ้นต่างประเทศรายตัวได้ตามแนวคิดทั้ง 7 ข้อได้หรือไม่ ถ้าไม่มีเวลามากพอเลือกลงทุนใน ETF หรือ กองทุนรวมน่าจะง่ายและเร็วกว่าในการกระจายความเสี่ยง

6. อดีตไม่ใช่กระจกวิเศษสำหรับอนาคต

อย่าใช้กราฟหรือเหตุการณ์ในอดีตมาทำนายอนาคต 100%

  • แนวคิดในหนังสือ: โลกเปลี่ยนไปทุกวัน คู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นได้เสมอ รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มีเปลี่ยนโลกและ disrupt ธุรกิจเก่าให้หายไปจากตลาดด้วย
  • มุมมองวิพากษ์: ข้อมูลอดีตมีไว้เพื่อดู “วินัยของผู้บริหาร” ว่าที่ผ่านมาทำตามสัญญาได้ไหมและจัดการกับวิกฤตที่เกิดขึ้นกับบริษัทได้ดีหรือไม่ ไม่น่าแปลกถ้าการเปลี่ยนผู้บริหารหลักแล้วจะสั่นคลอนราคาหุ้นของบริษัทได้ เช่นเหตุการณ์ที่ Warren Buffett ประกาศลงจากตำแหน่งแล้วส่งต่อให้ Abel แต่สำหรับการเติบโตของธุรกิจ เราต้องมองไปข้างหน้า (Forward-looking) เสมอ เราต้องมองไปข้างหน้าว่า “พรุ่งนี้” ธุรกิจนี้จะยังอยู่รอดหรือไม่ โดยเฉพาะในยุคที่ AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจอย่างรวดเร็ว

7. วินัยเหล็ก: ห้ามใช้เงินร้อน และห้ามลงทุนระยะสั้น

การลงทุนคือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งซิ่ง

  • แนวคิดในหนังสือ: ห้ามนำเงินสำรองฉุกเฉินมาลงทุนเด็ดขาด เพราะจะทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดเวลาตลาดตื่นตระหนก
  • มุมมองวิพากษ์: นี่คือข้อที่ “สำคัญที่สุด” ไม่ว่าทฤษฎีการคัดหุ้นจะดีแค่ไหน แต่ถ้าสภาพจิตใจนักลงทุนไม่นิ่ง นักลงทุนส่วนใหญ่ที่พังเพราะ “รอไม่ไหว” เนื่องจากต้องรีบใช้เงิน สุดท้ายมักจบลงที่การ “ขายคัดขาดทุน” (Panic Sell) ในจังหวะที่ไม่ควร ส่วนตัวเองผมก็ทำไม่ค่อยได้ครับเพราะ mindset ของผมคือ ถ้าเราเลือกหุ้นในพอร์ตของเราได้ดีแล้ว มันควรจะเขียวทั้งพอร์ต เมื่อวิกฤตมาถึงก็แค่ขายหุ้นที่กำไรอยู่แล้วออกไป มันก็แค่กำไรจะลดลงก่อนที่จะถึงมูลค่าที่แท้จริง แต่วิธีนี้จะทำให้เกิดภาวะกระสุนหมดเมื่อราคาหุ้นตกลงมาเพราะวิกฤตแต่เสียดายที่ซื้อไม่ได้

บทสรุปจาก Blog

ทฤษฎีของ Daniel Jiwani คือเข็มทิศชั้นดีในการหาหุ้นที่มีคุณภาพ แต่ในฐานะนักลงทุน เราต้องรู้จัก “ยืดหยุ่น” ตามสภาพตลาด การมองหาธุรกิจที่กระแสเงินสดดีและมีป้อมปราการแข็งแกร่งยังคงเป็นหัวใจหลัก เพียงแค่ต้องปรับตัวเลขคาดหวังให้สอดคล้องกับความจริงของเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่ครับ

Leave a comment