ช่วงนี้สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังคงลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว ผลกระทบค่อยๆ สร้างความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และจะเริ่มแผ่ขยายออกไปในวงกว้าง และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบราคาสินค้าที่ต้องพึ่งค่าขนส่งเนื่องจาก supply ของน้ำมันน้อยลง ราคาสินค้าแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้น กำลังซื้อลดลง ราคาหุ้นตกต่ำเพราะกำลังซื้อหดตัวลง ทองคำถูกเทขายทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็น safe haven เนื่องจากมีการเก็งกำไรมาก่อนหน้านี้และตลาดคริปโตก็มีราคาตกลงเช่นกัน เพราะเงินทุนจากสถาบันถูกขายออกจากตลาดเช่นกัน ส่วนตัวผมคิดว่าช่วงนี้ไม่เหมาะแก่การลงทุนเพราะฝุ่นยังตะหลบฟุ้งอยู่ ระหว่างที่รอความชัดเจนของตลาด ผมขอเล่าบทเรียนชีวิตในโลกคริปโตของผมให้ฟังกันว่าล้มลุกคลุกคลานมายังไงบ้าง

ถ้าจะบอกว่าผมเข้าสู่โลกคริปโตเพราะวิสัยทัศน์สุดล้ำมองไกลกว่าคนอื่น ๆ ก็คงโกหก
ความจริงคือ — ผมเป็นคนไอทีที่ได้ยินคำว่า ‘blockchain’ แล้วสงสัยอยากรู้ แค่นั้นเอง ในปี 2016 ผมเริ่มต้นกับเหรียญชื่อ XZC หรือ Zcoin ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นเหรียญคริปโตเหรียญแรกของไทย ตอนนั้นความเข้าใจของผมมีแค่ว่า ‘มันอยู่บน blockchain ปลอมแปลงไม่ได้ และอนาคตอาจกลายเป็นเงินสากล’ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นและก็ทำการทดลองซื้อไว้จำนวนไม่มากเพื่อเกาะกระแสและติดตามเทคโนโลยี ซื้อไว้ไม่นานราคาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้อยากรู้จัก crypto currency มากขึ้น
ก้าวแรกของการซื้อเหรียญยานแม่: ผมซื้อ BTC ครั้งแรก ใจสั่นทั้งวัน
เหรียญแรกที่ผมซื้อจริงจังคือ Bitcoin ผ่าน Coin.co.th ซึ่งเป็น Exchange ไทยเจ้าแรกที่ขายเฉพาะ BTC ราคาตอนนั้นเหรียญละประมาณ 60,000 บาท ผมซื้อ 2 BTC รวม 1.2 แสนบาท — สำหรับผมตอนนั้นถือว่าสูงมากแล้วสำหรับผม
หลังจากโอนเงินบาทไปผมรอเกือบหนึ่งวัน กว่าเหรียญ BTC จะเข้ากระเป๋า ระหว่างรอเหรียญใจสั่นไม่หยุด กลัวโดนโกง กลัวเงินหาย ในใจคิดว่าถ้ามันนานขนาดนี้คงมาใช้แทนเงินสดไม่ได้หรอก แต่พอเห็นตัวเลขในกระเป๋า ก็เหมือนข้ามผ่านเส้นแบ่งโลกเดิมกับโลกใบใหม่ ความฝุ้งซ่านก็หายไป แต่ย้ำกับตัวเองว่าถ้าเราจะซื้อขายครั้งถัดไปเราต้องลองซื้อล๊อตเล็กๆ จนมั่นใจก่อนว่าเหรียญมันเข้ากระเป๋าเราจริง ๆ ถึงสั่งซื้อล๊อตใหญ่อย่างไปเสียดายค่าคอม
ราคา BTC ขึ้นไปอีกแบบอ้าปากค้างในระยะสั้น ๆ ผมตัดสินใจขาย 1 BTC เอากำไรที่ได้ไปซ่อมบ้าน แล้วก็เพื่อลดความเครียดไปในตัวเพราะคิดกับตัวเองตลอดว่าเราซื้อเยอะไป — มันเป็นกำไรก้อนแรกที่จับต้องได้จริงและได้เงินบาทกลับเข้าบัญชีจริง
เปิดประตูสู่ตลาดโลก: Bittrex และบทเรียนเรื่องเหรียญ
ถ้า BTC มันสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำขนาดนี้ เหรียญอื่นต้องได้มากกว่าแน่ ๆ ผมเอา BTC ที่เหลืออีก 1 เหรียญไปเปิดพอร์ตบน Bittrex — ก้าวแรกสู่ตลาดคริปโตระดับโลก ตรงนั้นเองที่ผมเริ่มเข้าใจว่าระบบทั้งหมดหมุนรอบสองเหรียญหลัก:
BTC คือ ‘ทองคำดิจิทัล’ ตัวกลางที่ทุกคู่เหรียญล้วนจับตา
USDT คือ stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์ ใช้เชื่อมโลกคริปโตกับเงินจริง และกลายเป็นสะพานหลักที่ทุกคนใช้ตีมูลค่ากลับมาเป็นเงินในโลกมนุษย์
ผมเริ่มเล่นสามแบบพร้อมกัน: เก็งกำไรรอบสั้นระหว่าง BTC กับ USDT, ซื้อ ETH เพราะ market cap สูงสุดรองจาก BTC และเริ่มลงทุนใน ICO
Humaniq: เหรียญ ICO ที่สอนให้รู้จัก ‘Adoption Rate’
ICO ที่โดนใจผมมากที่สุดคือ Humaniq — โปรเจ็กต์ที่อยากให้คนในแอฟริกาใต้ชำระเงินผ่านมือถือแทนเงินสด เพราะสัญญาณมือถือเข้าถึงผู้คนได้ทั่วถึงกว่าธนาคาร มันมีสตอรี มีปัญหาการเข้าถึงเงินจริงๆ มีกลุ่มเป้าหมายจริง และที่สำคัญมันน่าจะแก้ pain point เรื่องระยะเวลาการแลกเปลี่ยนที่ผมเจอในการซื้อ BTC ได้ มันน่าจะเป็นเหรียญที่น่าจะมาทดแทนเงินสดได้มากกว่า BTC
ผมได้กำไรจาก Humaniq และขายออกก่อนที่มันจะเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง แต่บทเรียนที่แท้จริงคือ: เหรียญที่ดีต้องมี adoption rate สูง มีผู้ใช้จริงอย่างแพร่หลาย ไม่ใช่แค่ความฝันบน white paper
มีเหรียญอยู่เป็นพันตัวที่เกิดจาก white paper แต่ไม่มีวันถูกใช้งานจริง เหรียญดีคือเหรียญที่คนหยิบขึ้นมาใช้ ไม่ใช่แค่ถือเพื่อเก็งกำไร เพราะมันจะเกิดและดับเร็วมากในโลกแห่งนี้
Node Staking: รายได้แบบที่ใช่สำหรับผม
ผมพยายามศึกษาการทำ mining จะได้เข้าใจว่าเหรียญคริปโตมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันต้องดูแล hardware เอง ซึ่งไม่ใช่สไตล์ผม จนมาค้นพบ Node Staking — การเอาเหรียญไปล็อคบน Node server แล้วได้ผลตอบแทนเป็นเหรียญเพิ่ม นำไปต่อยอดได้เรื่อยๆ
ผมทำ node กับเหรียญ Zcash และ ZEN (Horizen) ได้ผลตอบแทนดี โดยเฉพาะ ZEN ที่ได้รับความนิยมมาก อย่างไรก็ตามผมขายเหรียญพวกนี้ออกทั้งหมดในเวลาต่อมาและหันมาถือ BTC แทน — แต่ก่อนนั้นผมอยากจะลองเข้าสู่ด้านมืดดูบ้าง โดยผมตั้งเป้าไว้ว่าต้องทำกำไรจนคืนทุน เอาทุนออกจากตลาดและเริ่มเข้าสู่โหมดด้านมืดด้วยกำไรล้วนๆ
เข้าสู่ด้านมืดคริปโต: Casino, Rug Pull, NFT และ Leverage
เมื่อไม่มีต้นทุนเดิมเสี่ยงอีกต่อไป ผมเริ่มทดลองสิ่งที่เสี่ยงกว่า — และให้ผลลัพธ์เจ็บหนักทุกทาง
เงินส่วนแลกเข้า Bitcoin Casino: หมดเกลี้ยง มี logic ลึกๆ ที่ทำให้รอบที่ได้น้อยกว่ารอบที่เสียเสมอ ผมคิดเสมอว่าถ้าได้กำไรมากกว่าหรือเท่ากับเงินที่ลงไปตอนแรกจะถอนและเลิกเลย แต่ไม่มีรอบไหนเลยที่เป็นแบบนั้น อยากเอาคืนแต่ไม่มีทางชนะ จนสุดท้ายขอทุ่มสุดตัวด้วยเงินที่กันมาเสี่ยงทั้งหมด แล้วก็หมดจริง ๆ
ICO Double Rug Pull: คนอื่นอาจจะเคยโดย rug pull แค่ครั้งเดียวก็เข็ดแล้ว แต่ผมโดนถึงสองครั้ง ในยุคเฟื่องฟูของคริปโตมีเหรียญเกิดใหม่เต็มไปหมด ใครที่ร่วมลงทุนตั้งแต่ก่อนเหรียญออกเทรดในตลาดจะได้ส่วนลดราคาเหรียญ ผมรู้ว่าไม่ใช่ทุกเหรียญใหม่จะอยู่รอด และพยายามเลือกเหรียญ ICO ที่ดูน่าเชื่อถือ แม้จะมีอดีตผู้ว่าฯ ประเทศหนึ่งเป็น committee ของเหรียญที่ผมเลือก ถือไปสักพักก็ยังประกาศว่าเหรียญ ‘ไปต่อไม่ไหว’ แต่ด้วยความรับผิดชอบของทีมงาน จะให้ส่วนลดที่ลึกมากกับผู้ที่ถือเหรียญนี้โดยนำมาเทรดเป็นเหรียญใหม่ที่กำลังจะนำเข้าตลาดหรือจะเลือกขายเหรียญทิ้งซึ่งเหลือเพียงมูลค่าขยะก่อนจะปิดตัวลงก็ได้ ผมเลือกเปลี่ยนไป ICO ใหม่ที่ discount ลึกและต้องเพิ่มเงินอีกนิดหน่อย แล้วก็เจอชะตากรรมเดิม เหรียญถูก delist เหลืออยู่แค่บน HitBTC ที่เปรียบเหมือนป่าช้าเหรียญขยะ ค่า fee สูงกว่ามูลค่าเหรียญทั้งหมดอีก
เงินส่วนที่สาม เข้า NFT: ภาพ JPG ที่มี serial number แสดงความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวบน blockchain ฟังดูดี แต่ถ้า exchange ปิด blockchain ที่บันทึกความเป็นเจ้าของก็หายตามไปด้วย ภาพยังอยู่ แต่ขาดสภาพคล่องโดยสิ้นเชิง ผมมีรูป JPG เหล่านี้เหลือเป็น collection เลย ใครอยากจะซื้อต่อทักมาได้
เงินส่วนสุดท้าย เข้า Leverage: คือบทเรียนที่ขมที่สุด หลังจากทดลองใช้เผื่อจะรวยเร็ว คืนนั้นตอนตี 3 ผมตื่นขึ้นเพราะ notification ดัง พอเปิดแอปดูพอร์ตก็แตกแล้ว เติมเงินไม่ทัน บทเรียนชัดเจนมาก: ผมเหมาะกับการลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การพนันหรืออาศัยดวงเพื่อรวยเร็ว
โดยรวมแล้วถึงจะเสี่ยงในทุกทางก็ยังคงเหลือเงินก้นถุงอยู่บ้าง
Zipmex VIP: ความโลภที่แพงที่สุดในชีวิต
ช่วงที่ Exchange ไทยเริ่มมาเฟื่องฟู ผมก็ปิดพอร์ตต่างประเทศทั้งหมดแล้วกลับมาใช้บริการ Exchange ของไทยแทน ผมสมัครทุกที่ แต่ที่ชอบเป็นพิเศษคือ Zipmex ซื้อ ZMT 20,000 เหรียญ (แสนกว่าบาทตอนนั้น) จะได้สถานะ VIP ทันที มีของขวัญส่งถึงบ้าน ได้รับเชิญงานต่างๆ ใช้เวลาไม่ถึงปี ZMT ที่ผมถืออยู่มีมูลค่าหลายล้านบาท
แล้วก็เริ่มงมโข่ง — เขาบอกอะไรดีก็เชื่อหมด รวมทั้งการล็อคเหรียญกินดอกเบี้ยสูง ผมเคลิ้มจนโอนเหรียญ BTC ที่เก็บไว้ใน hardware wallet ทั้งหมดเข้ามาล๊อคที่ Zipmex เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยทบเข้าไปอีกดีกว่าเก็บไว้เฉย ๆ ใน hardware wallet ตอนนั้นลืมแนวคิดไปหมดแล้วว่าทำไมถึงซื้อ hardware wallet มาใช้
เมื่อสัญญาณเตือนภาวะตลาดคริปโทขาลงเริ่มปรากฏ ผมพยายามทยอยขาย แต่ก็ยังเสียดาย ราคาดิ่งลงเร็วมาก ในใจลึกๆ หวังว่าเดี๋ยวมันก็ดีดกลับ แต่ก็รินขายออกเรื่อย ๆ ย้ายเหรียญออกได้แค่ครึ่งเดียว ก่อนที่กระเป๋า Zipmex จะถูกล็อค ภายหลังถึงรู้ว่าผู้บริหารเอาเงินลูกค้าไปลงทุน แล้วบริษัทที่เอาเงินไปลงทุนก็ล้มละลายในฤดูหนาวคริปโตเช่นกัน
เรื่องขึ้นสู่ศาลสิงคโปร์ รอผู้ชำระบัญชีมาจัดการทรัพย์สินคือเจ้าหนี้อยู่ นี่ก็ คาดว่าจะได้คืนบ้าง แต่คงไม่มาก BTC ส่วนนั้นยังติดค้างอยู่จนถึงวันนี้
เงินสดที่ขายออกได้ก่อนฤดูหนาวคริปโต ผมนำไปซื้อรถ EV 2 คัน และมีกระแสเงินสดใช้ได้อีกปีหนึ่ง แต่มันทำลายแผนเกษียณอันสวยหรูที่วางไว้แบบไม่คาดฝัน ที่สำคัญผมเกษียณออกมาแล้วด้วย
บทเรียนและการกลับมา: มองคริปโตเหมือนหุ้นปันผล
หลังจากเจ็บหนัก ผมหันไปศึกษาหุ้นและกองทุนต่างประเทศอย่างจริงจัง ค้นพบว่าตัวเองชอบหุ้นที่ราคาเสถียร เติบโตทุกปี และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ มันสร้างความมั่งคั่งได้ เพียงแต่ต้องวางแผนเฉลี่ยรายได้จากปันผลรายปีหรือครึ่งปี ซึ่งก็ไม่ต่างจากการ stake เหรียญที่ผมเคยทำมากนัก
ความคิดนั้นพาผมกลับมาสู่โลกคริปโตอีกครั้ง แต่ด้วยมุมมองใหม่: ไม่ใช่แค่เก็งกำไร แต่หา passive income ที่สม่ำเสมอ จากเหรียญที่เก็บในกระเป๋าของตัวเอง ไม่ฝากใคร
เกณฑ์ที่ผมใช้ตอนนี้: market cap สูง, เป็นเหรียญที่มีโอกาสใช้งานอย่างแพร่หลายในอนาคต, สร้าง passive income ได้โดยไม่ต้องฝากกับ exchange และมีเป้าหมายพัฒนาเหรียญให้ใช้แทนเงินสดได้จริง
เหรียญที่ตอบโจทย์ทั้งหมดนั้นคือ STX (Stacks) — ตอนนี้ยังไม่แพร่หลายมาก แต่ระยะยาวน่าสนใจเพราะเป็นผู้นำในการเป็นเหรียญ Layer 2 ของ BTC และที่สำคัญ สามารถ stake เพื่อรับผลตอบแทนเป็น BTC ได้
วันนี้ผมมองมันยังไง?
วันนี้คริปโตมีพื้นที่เล็กๆ ในพอร์ตของผม ไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ส่วนใหญ่ แต่พอให้ได้เรียนรู้ ได้ติดตาม และได้สร้างรายได้แบบที่ใช่สำหรับตัวผมเอง
10 ปีในโลกนี้สอนผมหลายเรื่อง: เรื่องความโลภ เรื่องการตัดสินใจใต้แรงกดดัน เรื่องว่าระบบที่ดูน่าเชื่อถือก็พังได้ ทุกอย่างมีวัฏจักรของมันไม่มีอะไรยังยืนยงและที่สำคัญที่สุด — เรื่องการรู้จักตัวเอง
ผมไม่ใช่นักเก็งกำไร ผมเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้แล้วรอกินผล ช้าหน่อยอร่อยแน่ ที่สำคัญลงทุนแล้วต้องนอนหลับได้