หนังสือเล่มนี้ให้อะไรมากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ เรียกได้ว่า Crypto currency 101 เลยก็ว่าได้ ใครได้อ่านเล่มนี้ก่อนเข้าวงการคริปโตถือว่าได้เปรียบเลย เพราะจะรู้จริง ทฤษฏีจะแน่นเปรี๊ยะ หนังสือเล่มนี้แบ่งออกมาเป็น 3 ส่วน คือ WHAT, WHY และ HOW ผู้เขียนเรียบเรียงข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดมาเป็นอย่างดีเยี่ยม อ่านจบแล้วจะทำให้เรารวยขึ้นในโลกของคริปโตรึเปล่า? ตอบเลย ‘ไม่ครับ’ แต่มันจะทำให้เราคิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้นในการลงทุนในโลกของคริปโตครับ เรียกว่าลดความเสี่ยงในการขาดทุนในตลาดคริปโตได้ บางหัวข้อในเล่มผมว่าผมเจอประสบการณ์ตรงมาเลย ถ้าได้อ่านเล่มนี้ก่อนน่าจะลดความเสี่ยงของตัวเองได้เยอะ
บทแรกเริ่มจาก WHAT ทรัพย์สินคริปโต คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร?
ข้อคิดที่ผมได้จาก WHAT section
Bitcoin ถือกำเนิดหลังจากวิกฤตซัพไพร์มในสหรัฐ ซึ่งแสดงถึงจุดอ่อนในระบบการเงินแบบรวมศูนย์ ซึ่งเริ่มมาจากแนวคิดในการปลดแอกออกจากระบบการเงินที่มีผู้กุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะทุกคนรับรู้ถึงวิกฤตครั้งใหญ่ร่วมกันทั้งโลก อะไรที่มาก่อนเวลาที่เหมาะสมมักจะไม่ประสบความสำเร็จ
การที่จะทำให้ระบบใหม่เกิดขึ้นได้ มันก็ไม่ได้มีคุณธรรมในทุกย่างก้าวเสมอไป Bitcoin เริ่มต้นมีการใช้อย่างแพร่หลายในตลาดมืดที่เรียกว่า Silk Road ที่ซึ่งใช้ในการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนที่ผิดกฏหมาย เพราะการออกแบบ decentralize network มีคุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการของมิชฉาชีพ คือ มีการเข้ารหัสและไม่สามารถสืบหาตัวตนได้ มีระบบการสร้าง block และขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้ใช้ โดยไม่อิงกับสถาบันการเงินใดๆ (proof of work) และที่สำคัญคือเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ทำให้เกิด network effect ขึ้น
ความแพร่หลายจำเป็นต้องมีคนช่วยกระพือ ซึ่ง Bitcoin จริงๆแล้วเกิดขึ้นมาได้เพราะ Bloomberg นำเสนอข่าวออกไปจากวิกฤตการเงินอีกครั้งในไซปรัส และข่าวที่เป็น wake up call ให้กับคนทั้งโลกรู้จักบิทคอยท์คือ เมื่อจีนออกกฏหมายเกี่ยวกับ Crypto currency เป็นครั้งแรก เพราะเห็นโอกาสก่อนคนอื่นๆ จำไม่น่าแปลกที่จีนจะเป็นเจ้าโลกในการทำเหมืองคริปโตในเวลาต่อมา
การรับรู้ไม่เที่ยบเท่าการเข้าถึง การที่จะทำให้ผู้คนเข้าถึงและใช้งานได้มันต้องมีตัวเชื่อมมายังโลกปัจจุบัน หัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามาใช้บิทคอยท์คือ บริษัท Mt. Gok ก่อตั้งในญี่ปุ่น ซึ่งเป็น exchange แรกของโลกที่ทำการซื้อขายบิทคอยท์ได้ แรกเป็นเงินในโลกปัจจุบันได้จริง
โลกของ Open source เติบโตได้เร็วกว่าโลกยุคก่อน เพราะทุกๆคนสามารถเอา source code ที่มีอยู่มาพัฒนาให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เช่น ทุกคนเห็นจุดอ่อนของ Bitcoin ที่ใช้เวลาในการสร้างบล๊อคใหม่ด้วยเวลา 10 นาที ไม่เหมาะสมในการทำธุรกรรมทางการเงิน จึงมีคน copy source code ของ Bitcoin และไปต่อยอดทำให้สร้าง block ใหม่ด้วยเวลาที่น้อยกว่า เช่น Lite Coin หรือการที่ Bitcoin ออกแบบมาให้เป็นสกุลเงินดิจิตอลเทียบเท่าทองคำ ทำให้ไม่สามารถรองรับหรือทดแทน ธุรกรรมการเงินต่างๆในโลกปัจจุบันได้ ทำให้เกิด Smart Contract platform ขึ้นมาเป็น Ethereum และสามารถทดแทนบริการการเงินต่างๆของธนาคารในปัจจุบัน สู่โลกของ Cryptoasset
ข้อคิดที่ผมได้จาก WHY section
หัวใจสำคัญของบทนี้คือ คำตอบที่ว่าทำไมโลกถึงยอมรับ Crypto currency เป็นทรัพย์สินทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน การอธิบายทฤษฏี Modern Portfolio Theory (MPT) อย่างละเอียดเข้าใจง่ายว่า คนสมัยก่อนลดความเสี่ยงในการลงทุนโดยการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ (Bond) เพราะ 3 ปัจจัยหลักคือ Standard deviation, Sharp ration และ correlation ที่สวนทางกัน เมื่อตลาดทุนมีความเสี่ยงมาก หรือเริ่มไม่ทำกำไร เงินทุนทั้งหมดก็จะถูกย้ายมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพื่อลดความเสี่ยง แต่สิ่งที่ค้นพบในทฤษฏียุคใหม่คือ ตลาดคริปโตมีผลตอบแทนต่อความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นในตลาดทุน แถมยังมี correlation ที่ไม่สัมพันธ์กับตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้อีกด้วย จึงเป็นทางเลือกที่ 3 เป็นตัวเลือกใหม่ในการลงทุนทำให้ portfolio มีความเสี่ยงต่ำลง และให้ผลตอบแทนโดยรวมที่สูงขึ้นอีกด้วย เป็น new asset class ที่โลกยอมรับแล้วในปัจจุบัน
จากนี้ไปต้องคอยติดตามพฤติกรรมของตลาดคริปโตให้ดี เนื่องจากพอโลกยอมรับมันแล้ว ทุกๆประเทศจะค่อยๆเปิดรับมัน และผลที่ตามมาคือ จะเริ่มมีกฏ กติกาต่างๆออกมาจากภาครัฐ ความผันผวนของราคาจะค่อยๆแคบลง เพราะเหรียญต่างๆจะเข้าสู่ Matuarity stage จะเห็นราคาเหวี่ยง 1000 เท่าน้อยลง จนทำให้ correlation กับตลาดทุนจะเริ่มมีมากขึ้นเนื่องจากกฏกติกาภาครัฐ ข้อดีคือพวกต้มตุ่น และฟองสบู่คริปโตจะลดลงด้วย
ข้อคิดที่ผมได้จาก HOW section
ทำให้เข้าใจถึงวิธีการวัดมูลค่าในตลาดคริปโตมากขึ้น ว่า มันไม่เหมือนตลาดหุ้น และจะใช้ technical analysis หรือการดูปัจจัยพื้นฐานเหมือนหุ้นมาวิเคราะห์เหรียญเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเป็นตลาดที่เกิดมาใหม่มาก ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆเฉพาะทางประกอบด้วย
เหรียญคริปโตแต่ละเหรียญจะดังและมีราคาได้จะต้องมีจุดขายทางด้านเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ ลอกเลียนแบบได้ยาก ต้องอย่าลืมหัวใจของคริปโต คือการขายนวัตกรรม ความคิดจากอากาศ ไม่ได้มีมูลค่าพื้นฐานของทรัพย์สินเหมือนหุ้น ซึ่งนวัตกรรมในโลกคริปโตจะเขียนไว้ใน White paper เราต้องสามารถเข้าใจให้ได้ว่านวัตกรรมของเหรียญใดเหรียญหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ pain point เรื่องอะไร และเรา buy-in กับสิ่งที่เขียนไว้หรือไม่ ถ้าไม่ make sense สักวันมันก็จะตายหายไป อีกประเด็นคือเรากำลังเล่นกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าไม่มี roadmap ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เหรียญนั้นก็อาจถูกทดแทนด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กว่าในอนาคตได้ เหมือนกับ DeFi ที่กำลังเขย่าตลาดคริปโตในปัจจุบัน ทำให้เหรียญเก่าๆตกอันดับกันหมดเลยทีเดียว
เราสามารถหามูลค่าของเหรียญได้ โดยดูจาก market cap, จำนวนเหรียญที่ supply อยู่ในตลาด จำนวนผู้ใช้ที่ถือยึดครองเหรียญ และจำนวนเหรียญที่จะเกิดใหม่จากการทำเหมืองในอนาคต รวมถึง geographic ในการครอบครองเหรียญซึ่งจะทำให้เห็นว่าเหรียญมีความเป็น decentralize มากน้อยแค่ไหน โดยการครอบครองเหรียญต้องดูละเอียดลงไปถึง จำนวน Miner, hash rate และจำนวน blockchain transaction ด้วย
Developer ของเหรียญนั้นๆก็มีความสำคัญ แต่เป็นปัจจัยที่ดูยาก เหรียญยอดนิยมจะดึงดูด developer เพราะผลตอบแทนดี และจะทำให้เหรียญเหล่านั้นพัฒนาต่อเนื่องไปตาม roadmap ได้ง่าย หนังสือเล่มนี้ยังอธิบายถึงการระดมทุนในตลาดคริปโตอีกด้วย
ข้อดีของตลาดคริปโต คือมีวิธีทำกำไรได้หลายแบบ สุดท้าย คุณต้องตัดสินใจว่าคุณเหมาะกับวิธีการทำเงินแบบไหน ซึ่งหลักๆมีดังนี้คือ
การซื้อขายเก็งกำไรเหมือนในตลาดหุ้น
การทำเหมืองเพื่อขุดเหรียญต่างๆ (Mining)
การฝากเหรียญเพื่อกินดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าทางธนาคาร (Staking)
การสร้าง MasterNode เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของคริปโต ecosystem
การปล่อยกู้เหรียญผ่าน liquidity pool
สะสมเป็นรูปแบบของ NFT
เล่มนี้ผมให้ 5 ดาวครับ