นาโน เจ้าจำคำสอนของพ่อได้ดีจริงๆ

นาโนเป็นคนที่จริงจังกับการเล่นฟุตบอลมาก อาทิตย์ไหนไม่สามารถยิงประตูได้จะเสียใจ ร้องไห้ คุณพ่อเลยต้องปลอบไปว่า นาโน มีแพ้ก็ต้องมีชนะ การที่พ่อพามาเล่น พ่อไม่ได้คาดหวังให้นาโนเก่งที่สุด แต่ต้องการให้นาโนได้ออกกำลังกาย และสนุกไปกับมัน แค่นาโนเล่นแล้วสนุกมีความสุข พ่อก็พอใจแล้ว จากนั้นนาโนก็ไม่เคยร้องไห้อีกเลยเมื่อเตะไม่เข้าหรือสู้พี่ๆที่เล่นด้วยไม่ได้

จนกระทั่งอาทิตย์ที่ผ่านมามีการแข่งกระฉับมิตรกับโรงเรียนญี่ปุ่นในไทย ทีมรุ่นนาโนแพ้ 7-2 และทีมรุ่นอายุอื่นคงแพ้ด้วยเหมือนกัน แต่นาโนดีใจมากที่สามารถยิงเข้าได้ 1 ประตูแก่ทีม แต่โค้ชดูไม่ค่อยแฮปปี้กับการพ่ายแพ้ครั้งนี้ จึงเรียกนักเรียนทั้งหมดทุกรุ่นเข้ามาฟังอบรมแกมดุ ว่า

ทุกคนต้องจริงจังมากกว่านี้ ต้องใช้สมองเล่นจะได้พัฒนาขึ้น
พวกเราทุกคนมาเล่นบอลเพื่อที่จะได้โตเป็นนักบอลที่เก่งในอนาคต ถ้าใครแค่มาเล่นเพื่อความสนุกเฉยๆ กลับบ้านไปเลย
เสียเวลาของโค้ช และ ผู้ปกครองที่ต้องมาคอยดูแลส่งเสียค่าเล่าเรียนให้

โค้ชฟุตบอล: ไหนใครมาเล่นที่นี่เพื่อความสนุกบ้าง ยกมือซิ?

นาโน: (ยกมือสุดแขนคนเดียวจากทั้งหมด 40 คน เพราะจำคำสอนของพ่อได้ดี)

โค้ชฟุตบอล:
???????

สัญญาณของความชรา

ต้นเดือนมิถุนายน 2011 เป็นช่วงเวลาปิดเทอมสั้นของโรงเรืยน นาโน จีโน
ผมเลยลาพักร้อนหนึ่งวันเพื่อพาลูกกับกบไปเที่ยว Siam Paragon
ที่ Paragon มีลานสเก็ตน้ำแข็งเปิดใหม่ เลยพานาโนไปฝึกเล่น นาโนมีทักษะด้านกีฬา
หัดให้หนึ่งชั่วโมงก็เล่นได้ ทรงตัวได้เอง แต่ทำเราล้มเข่ากระแทกพื้นไปสองครั้ง
แต่ไม่เป็นไร สนุกมากหลังจากไม่ได้เล่นมา 10 กว่าปี
อาทิตย์ต่อมารู้สึกปวดหัวเข่า และปวดหลัง ตอนแรกก็นึกไม่ออกว่าทำไมถึงปวดหลังและเข่าได้
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ถึงนึกขึ้นได้ว่าน่าจะเป็นเพราะสเก็ต
ตอนนี้เข้าอาทิตย์ที่สอง หายปวดหลังแล้วแต่หัวเข่ายังรู้สึกเจ็บถ้าคุกเข่า หรือเอามือไปกด
ร่างกายรักษาตัวเองใช้เวลานานกว่าตอนเป็นวัยรุ่นมาก
นี่คงเป็นสัญญาณจากร่างกายบอกเราว่า เราเริ่มแก่แล้วจะผาดโผนเหมือนตอนหนุ่มไม่ได้ ต้องระวังตัวเองด้วย

ซื้อทองก้อนแรกในชีวิต

พึ่งซื้อทองแท่งน้ำหนัก 10 บาทก้อนแรกในชีวิต ในวันเกิดนาโน 29 เมษา 2554
เอาเงินโบนัสส่วนหนึ่งไปซื้อราคาบาทละ 21700 บาท
ทำให้รู้ว่า ทอง 10 บาทก้อนนิดเดียวเอง ขนาดประมาณ 3นิ้ว x 1นิ้ว x 3 มิล ได้ แต่หนักทีเดียว
ทำให้รู้ว่า ทองรูปพรรณ หนัก 1 บาท หนักไม่เท่ากับ ทองแท่งหนัก 1 บาท
ทำให้รู้ว่า ทองประเทศไทยมีความบริสุทธิ ที่ 96.5% ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ
ทำให้รู้ว่า ยังมีการลงทุนที่น่าสนใจอีกประเภท เรียกว่า gold future ซึ่งคงต้องศึกษาดูในรายละเอียดอีกที

ตะแกรงร่อนหุ้น เพื่อหาเพชรในตม

ในที่สุดก็เจอหุ้นตัวใหม่ที่น่าลงทุนปี 2011 ในช่วงสงกรานต์นี้เอง
ผมเลือกหุ้นของ WG เพราะเกือบทุกกรณีตรงตามหลักเกณฑ์การร่อนตะแกรงหุ้นของผม
– มี ROE เกิน 12% ทุกปี
– มีอัตรา net debt/ EBIT ต่ำกว่า 2
– มี Free cash flow โตขึ้นสม่ำเสมอทุกปี
– มี P/BV ต่ำกว่า 1
– มี PE ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยของ SET
– มี net profit โตขึ้นทุกปี
เสียเพียงอย่างเดียวไม่มี competitive advantage หมายถึงทุกคนสามารถสร้างตัวเป็นคู่แข่งได้ง่าย
แต่ด้วยความที่อยู่ในตลาดมายาวนานอาจทำให้ระยะสั้นถึงกลางไม่มีปัญหาในแง่ส่วนแบ่งตลาด
ตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะติดตามเพื่อเข้าลงทุน เพราะพึ่งจ่ายปันผล ราคาลงมามากกว่าปันผลที่จ่าย
แต่คาดว่าราคาคงลงไปอีกสักพักเพราะเส้นเฉลี่ย 15 วัน พึ่งตัดเส้น 50 วัน และกำลังตัดเส้น 200 วันทำให้เป็นขาลง
คงได้ของดีราคาถูกเร็วๆนี้

นี่ๆ แผนการเงินยังสดใสอยู่ไม๊?

ช่วงปี 2011 นี้ทุกอย่างมันดูยุ่งเหยิงไปหมด เคยเป็นไม๊? มันเหมือนคนมองภาพไม่ทะลุ ติดอะไรสักอย่าง

แต่ไม่รู้มันคืออะไร รู้แต่ว่าถ้ามีเวลานั่งคิดใช้เวลากับมัน ต้องคิดออกแน่ๆ

แต่ก็ขี้เกียจคิด ดูจากสภาพทั่วไป เราน่าจะยังรักษาแผนการเงินไว้ได้ดี แต่ดูเหมือนเงินมันไปอยู่ไหนหนา

ทำไมไม่งอกเงยอย่างที่คิดเอาไว้ ถ้าลองดูละเอียดลงไปทีละองค์ประกอบ มนุษย์เงินเดือนก็จะคิดได้ดังนี้

  • ใส่ LTF ไปให้เต็ม ที่ครบ 5 ปีแล้วก็สามารถนำมาลงทุนใหม่ได้ เพื่อเวียนการลดหย่อนภาษี ทำให้เงินสมทบในส่วน LTF จริงๆแล้วน้อยลง เพราะใช้เงินต้นก้อนเดิม มองว่า LTF เป็นเครื่องมือการลดภาษี
  • เงินออมที่เหลือก็จะนำมาลงทุนใน RMF เพราะต้องลงทุกปีติดต่อกัน ถ้าไม่มีความรู้มากก็ลงกองออมทรัพย์ กลัวเสี่ยง และซื้อไม่ได้เต็มจำนวนเพราะ RMF แชร์ pool เดียวกับประกันชีวิตและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • เงินออมที่เหลือก็กันไว้ เตรียมเสี่ยงลงทุนในตลาดหุ้นรอขาลงรอบถัดไป ส่วนมากไม่ค่อยกำไรกัน หาจังหวะขายออกกันไม่ค่อยได้ สู้กับจิตใจตัวเองจนขาดทุนค้างพอร์ต กลายเป็น VI ไปหมด
  • ถ้ายังเหลือเงินออมอีกถึงแม้จะลดหย่อนหมดทุกทางที่รัฐบาลจัดให้แล้ว ก็ซื้อประกันเพิ่ม หรือไม่ก็สลากออมสิน

ปัญหาของผมคือ ต้องวางแผนลงทุนต่อจากนี้ยังไงให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ต่อปีเป็นอย่างน้อย โลกมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด ทุกอย่างมี cycle ของมัน เงินลงทุนระยะยาวข้างต้นติดล๊อคทั้งหมด รอชะตากรรมเป็นผู้ตัดสินว่า เงินทั้งหมดที่ออมไว้จะกำไรหรือขาดทุน

ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไง เพื่อจะให้เกิดเงินทบต้นจำนวน 50 ล้านจากนี้ไป 14 ปี? ถ้าระบบเศรษฐกิจยังคงเป็นแบบนี้ไม่ถึงเส้นชัยแน่ๆ

ยังพอมีหวังครับทำตามนี้เลย เรียกว่าการจัด investment portfolio

  • ในส่วน LTF/RMF ไม่น่าห่วงเพราะมันสามรถสลับกองลงทุนได้ตลอดเวลา ถ้าช่วงตลาดหุ้นไม่ดีก็ย้ายมากองตราสารหนี้ กำไรน้อยหน่อยดีกว่าขาดทุน พอตลาดหุ้นกลับมาก็ย้ายไปกองตลาดทุนแทน หรือถ้าตลาดต่างประเทศดีกว่าก็ย้ายไป แต่อย่าย้ายทั้งหมด ต้อง balance ความเสี่ยง ทำจนชำนาญ จนเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญมาก กำไรเกิน 15% แน่นอน
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เดี๋ยวนี้ก็เลือกลงทุนได้ แต่ย้ายไม่ได้บ่อยเหมือน LTF/RMF ปีหนึ่งได้ 2 ครั้งเป็นอย่างมาก ก็เลือกให้มีทั้งลงในตราสารหนี้และตลาดทุน ถ้าเศรษฐกิจดีก็ลง หุ้นมากกว่าออมทรัพย์ ถ้าไม่ดีก็ออมทรัพย์มากกว่าหุ้น แค่นั้นพอ แต่เลือกแบบเต็มพิกัดเท่าที่ส่วนของนายจ้างสมทบให้ได้ เพราะเงินส่วนนี้โตจากส่วนของนายจ้างเป็นหลัก
  • ส่วนประกันชีวิต เน้น 7 ปี คุ้มครอง 15 ปี ไม่ควรลงยาวมาก เราไม่ได้ต้องการออมทรัพย์ช่องทางนี้เพราะผลตอบแทนต่ำ แต่เอาไว้ลดความเสี่ยงของครอบครัวและ ลดหย่อนภาษีเป็นหลัก
  • ถ้าเงินออมยังเหลือโดยสำรองค่าใช่จ่ายฉุกเฉินไว้บ้างแล้ว ก็เอาไปลงในกองทุนรวมต่างประเทศหรือทรัพย์สินทางเลือกอื่นที่ไม่ได้แปลผันตามตลาดหุ้นไทย และได้ผลตอบแทนมากกว่าตราสารหนี้ ซึ่งแน่นอนมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่อยู่ในระดับที่เรารับได้

หมั่นตรวจสอบกำไรในทุกๆก้อนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการบันทึกค่าใช้จ่ายและรายรับ เปรียบเที่ยบกับเป้ารายปี ผมทำใน Excel แบ่งเป็น 3 sheet ดังนี้

  • Sheet 1:กำหนดเป้าระยะไกล เช่น เป้าของผมคือ 50 ล้านตอนอายุ 55 ปี
    • sheet นี้มีไว้เพื่อคำนวน rough plan ว่าจะใช้ดอกเบี้ยทบต้นที่เท่าไหร่ ด้วยเงินที่มีอยู่บวกกับรายรับต่อเดือน เพื่อที่จะให้งอกเงยไปเป็น 50 ล้านได้
  • Sheet 2: ทำการประเมินรายรับรายจ่ายที่บันทึกเป็นรายปี จนไปถึงอายุ 55 ปี
    • เพื่อให้เห็นเคร่าๆว่า ต้องใช้จ่ายอย่างไร ลงทุนอย่างไร ถึงจะบรรลุเป้าหมายได้
  • Sheet 3: บันทึกรายรับ รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงรายเดือน
    • เพื่อนำมาตรวจสอบกับ Sheet 2 ว่าเราใช้จ่าย มากกว่าหรือน้อยกว่าแผนรายปีไปมากน้อยเพียงไหน จะได้ปรับแก้ได้

ส่วนมากที่ทำกำไรต่ำกว่า 15% เพราะใจไม่แข็งพอ ไม่เชื่อสัญชาติญาณตัวเอง เมื่อไหร่รู้สึกทะแม่งๆ คิดดูอีกที แต่ก็อย่างขี้ตกใจเกินเหตุ รวมถึงค่าใช่จ่ายที่ไม่ได้คาดคิดต่างๆ

ตอบคำถามที่มีอยู่ในหัว และตัดสินใจให้ทันเดี๋ยวนี้ตลาดขึ้นลงเร็ว คนตกรถกันบ่อย ที่สำคัญ ไม่มีใครรู้อนาคต แต่อนาคตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจต่อไปของคุณเอง

เซี่ยงไฮ้ หน้าตาของจีนสู่ประชาคมโลก

April 2011

อาทิตย์นี้ มาประชุม global IT meeting ของบริษัท ปีนี้จัดที่เซี่ยงไฮ้ ต้องยอมรับว่า เมืองของจีนเมืองนี้ทันสมัยมาก ทุกอย่างดูยิ่งใหญ่ ทันสมัย สะอาด และค่าครองชีพก็แพงมากจนเว่อร์
ขากลับต้องนั่ง limo ของโรงแรมมาสนามบินเพราะต้องออกจากโรงแรมตอนตีสี่ครึ่ง
ค่า limo 600 หยวน หรือประมาณ 3000บาท ขณะที่ขามานั่งแท๊กซี่มาจ่ายแค่ 135 หยวน
เมืองนี้มีแต่ของแบรนด์เนมขาย แม้แต่รถยนต์ยังเป็นรถ import เกือบทั้งหมด ไกด์ทัวร์ตอนไปกินข้าวเย็นบอกว่า จีนให้ความสำคัญเรื่องน่าตามาก ในการที่จะเป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก ทุกอย่างดูยิ่งใหญ่หรูหรา ทำให้ประชาขนเซี่ยงไฮ้ติดเอานิสัยนี้มาด้วย ทุกคนใช้จ่ายเงินเพื่อเอาหน้าตา มีเท่าไหร่ใช้หมด เน้นวัตถุนิยมเป็นหลัก โดยรวมเซี่ยงไฮ้จัดว่าเป็นเมืองหน้าเที่ยว แต่เสียอย่างเดียว ทั้งเมืองเต็มไปด้วยหมอกควัน ทั้งในและนอกอาคาร ควันบุหรี่ และมลพิษ