Tag Archives: รีวิวหนังสือ

สรุปหนังสือ: Cryptoassets

หนังสือเล่มนี้ให้อะไรมากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ เรียกได้ว่า Crypto currency 101 เลยก็ว่าได้ ใครได้อ่านเล่มนี้ก่อนเข้าวงการคริปโตถือว่าได้เปรียบเลย เพราะจะรู้จริง ทฤษฏีจะแน่นเปรี๊ยะ หนังสือเล่มนี้แบ่งออกมาเป็น 3 ส่วน คือ WHAT, WHY และ HOW ผู้เขียนเรียบเรียงข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดมาเป็นอย่างดีเยี่ยม อ่านจบแล้วจะทำให้เรารวยขึ้นในโลกของคริปโตรึเปล่า? ตอบเลย ‘ไม่ครับ’ แต่มันจะทำให้เราคิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้นในการลงทุนในโลกของคริปโตครับ เรียกว่าลดความเสี่ยงในการขาดทุนในตลาดคริปโตได้ บางหัวข้อในเล่มผมว่าผมเจอประสบการณ์ตรงมาเลย ถ้าได้อ่านเล่มนี้ก่อนน่าจะลดความเสี่ยงของตัวเองได้เยอะ

บทแรกเริ่มจาก WHAT ทรัพย์สินคริปโต คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร?

ข้อคิดที่ผมได้จาก WHAT section

  • Bitcoin ถือกำเนิดหลังจากวิกฤตซัพไพร์มในสหรัฐ ซึ่งแสดงถึงจุดอ่อนในระบบการเงินแบบรวมศูนย์ ซึ่งเริ่มมาจากแนวคิดในการปลดแอกออกจากระบบการเงินที่มีผู้กุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะทุกคนรับรู้ถึงวิกฤตครั้งใหญ่ร่วมกันทั้งโลก อะไรที่มาก่อนเวลาที่เหมาะสมมักจะไม่ประสบความสำเร็จ
  • การที่จะทำให้ระบบใหม่เกิดขึ้นได้ มันก็ไม่ได้มีคุณธรรมในทุกย่างก้าวเสมอไป Bitcoin เริ่มต้นมีการใช้อย่างแพร่หลายในตลาดมืดที่เรียกว่า Silk Road ที่ซึ่งใช้ในการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนที่ผิดกฏหมาย เพราะการออกแบบ decentralize network มีคุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการของมิชฉาชีพ คือ มีการเข้ารหัสและไม่สามารถสืบหาตัวตนได้ มีระบบการสร้าง block และขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้ใช้ โดยไม่อิงกับสถาบันการเงินใดๆ (proof of work) และที่สำคัญคือเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ทำให้เกิด network effect ขึ้น
  • ความแพร่หลายจำเป็นต้องมีคนช่วยกระพือ ซึ่ง Bitcoin จริงๆแล้วเกิดขึ้นมาได้เพราะ Bloomberg นำเสนอข่าวออกไปจากวิกฤตการเงินอีกครั้งในไซปรัส และข่าวที่เป็น wake up call ให้กับคนทั้งโลกรู้จักบิทคอยท์คือ เมื่อจีนออกกฏหมายเกี่ยวกับ Crypto currency เป็นครั้งแรก เพราะเห็นโอกาสก่อนคนอื่นๆ จำไม่น่าแปลกที่จีนจะเป็นเจ้าโลกในการทำเหมืองคริปโตในเวลาต่อมา
  • การรับรู้ไม่เที่ยบเท่าการเข้าถึง การที่จะทำให้ผู้คนเข้าถึงและใช้งานได้มันต้องมีตัวเชื่อมมายังโลกปัจจุบัน หัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามาใช้บิทคอยท์คือ บริษัท Mt. Gok ก่อตั้งในญี่ปุ่น ซึ่งเป็น exchange แรกของโลกที่ทำการซื้อขายบิทคอยท์ได้ แรกเป็นเงินในโลกปัจจุบันได้จริง
  • โลกของ Open source เติบโตได้เร็วกว่าโลกยุคก่อน เพราะทุกๆคนสามารถเอา source code ที่มีอยู่มาพัฒนาให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เช่น ทุกคนเห็นจุดอ่อนของ Bitcoin ที่ใช้เวลาในการสร้างบล๊อคใหม่ด้วยเวลา 10 นาที ไม่เหมาะสมในการทำธุรกรรมทางการเงิน จึงมีคน copy source code ของ Bitcoin และไปต่อยอดทำให้สร้าง block ใหม่ด้วยเวลาที่น้อยกว่า เช่น Lite Coin หรือการที่ Bitcoin ออกแบบมาให้เป็นสกุลเงินดิจิตอลเทียบเท่าทองคำ ทำให้ไม่สามารถรองรับหรือทดแทน ธุรกรรมการเงินต่างๆในโลกปัจจุบันได้ ทำให้เกิด Smart Contract platform ขึ้นมาเป็น Ethereum และสามารถทดแทนบริการการเงินต่างๆของธนาคารในปัจจุบัน สู่โลกของ Cryptoasset

ข้อคิดที่ผมได้จาก WHY section

  • หัวใจสำคัญของบทนี้คือ คำตอบที่ว่าทำไมโลกถึงยอมรับ Crypto currency เป็นทรัพย์สินทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน การอธิบายทฤษฏี Modern Portfolio Theory (MPT) อย่างละเอียดเข้าใจง่ายว่า คนสมัยก่อนลดความเสี่ยงในการลงทุนโดยการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ (Bond) เพราะ 3 ปัจจัยหลักคือ Standard deviation, Sharp ration และ correlation ที่สวนทางกัน เมื่อตลาดทุนมีความเสี่ยงมาก หรือเริ่มไม่ทำกำไร เงินทุนทั้งหมดก็จะถูกย้ายมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพื่อลดความเสี่ยง แต่สิ่งที่ค้นพบในทฤษฏียุคใหม่คือ ตลาดคริปโตมีผลตอบแทนต่อความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นในตลาดทุน แถมยังมี correlation ที่ไม่สัมพันธ์กับตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้อีกด้วย จึงเป็นทางเลือกที่ 3 เป็นตัวเลือกใหม่ในการลงทุนทำให้ portfolio มีความเสี่ยงต่ำลง และให้ผลตอบแทนโดยรวมที่สูงขึ้นอีกด้วย เป็น new asset class ที่โลกยอมรับแล้วในปัจจุบัน
  • จากนี้ไปต้องคอยติดตามพฤติกรรมของตลาดคริปโตให้ดี เนื่องจากพอโลกยอมรับมันแล้ว ทุกๆประเทศจะค่อยๆเปิดรับมัน และผลที่ตามมาคือ จะเริ่มมีกฏ กติกาต่างๆออกมาจากภาครัฐ ความผันผวนของราคาจะค่อยๆแคบลง เพราะเหรียญต่างๆจะเข้าสู่ Matuarity stage จะเห็นราคาเหวี่ยง 1000 เท่าน้อยลง จนทำให้ correlation กับตลาดทุนจะเริ่มมีมากขึ้นเนื่องจากกฏกติกาภาครัฐ ข้อดีคือพวกต้มตุ่น และฟองสบู่คริปโตจะลดลงด้วย

ข้อคิดที่ผมได้จาก HOW section

  • ทำให้เข้าใจถึงวิธีการวัดมูลค่าในตลาดคริปโตมากขึ้น ว่า มันไม่เหมือนตลาดหุ้น และจะใช้ technical analysis หรือการดูปัจจัยพื้นฐานเหมือนหุ้นมาวิเคราะห์เหรียญเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเป็นตลาดที่เกิดมาใหม่มาก ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆเฉพาะทางประกอบด้วย
  • เหรียญคริปโตแต่ละเหรียญจะดังและมีราคาได้จะต้องมีจุดขายทางด้านเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ ลอกเลียนแบบได้ยาก ต้องอย่าลืมหัวใจของคริปโต คือการขายนวัตกรรม ความคิดจากอากาศ ไม่ได้มีมูลค่าพื้นฐานของทรัพย์สินเหมือนหุ้น ซึ่งนวัตกรรมในโลกคริปโตจะเขียนไว้ใน White paper เราต้องสามารถเข้าใจให้ได้ว่านวัตกรรมของเหรียญใดเหรียญหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ pain point เรื่องอะไร และเรา buy-in กับสิ่งที่เขียนไว้หรือไม่ ถ้าไม่ make sense สักวันมันก็จะตายหายไป อีกประเด็นคือเรากำลังเล่นกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าไม่มี roadmap ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เหรียญนั้นก็อาจถูกทดแทนด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กว่าในอนาคตได้ เหมือนกับ DeFi ที่กำลังเขย่าตลาดคริปโตในปัจจุบัน ทำให้เหรียญเก่าๆตกอันดับกันหมดเลยทีเดียว
  • เราสามารถหามูลค่าของเหรียญได้ โดยดูจาก market cap, จำนวนเหรียญที่ supply อยู่ในตลาด จำนวนผู้ใช้ที่ถือยึดครองเหรียญ และจำนวนเหรียญที่จะเกิดใหม่จากการทำเหมืองในอนาคต รวมถึง geographic ในการครอบครองเหรียญซึ่งจะทำให้เห็นว่าเหรียญมีความเป็น decentralize มากน้อยแค่ไหน โดยการครอบครองเหรียญต้องดูละเอียดลงไปถึง จำนวน Miner, hash rate และจำนวน blockchain transaction ด้วย
  • Developer ของเหรียญนั้นๆก็มีความสำคัญ แต่เป็นปัจจัยที่ดูยาก เหรียญยอดนิยมจะดึงดูด developer เพราะผลตอบแทนดี และจะทำให้เหรียญเหล่านั้นพัฒนาต่อเนื่องไปตาม roadmap ได้ง่าย หนังสือเล่มนี้ยังอธิบายถึงการระดมทุนในตลาดคริปโตอีกด้วย

ข้อดีของตลาดคริปโต คือมีวิธีทำกำไรได้หลายแบบ สุดท้าย คุณต้องตัดสินใจว่าคุณเหมาะกับวิธีการทำเงินแบบไหน ซึ่งหลักๆมีดังนี้คือ

  • การซื้อขายเก็งกำไรเหมือนในตลาดหุ้น
  • การทำเหมืองเพื่อขุดเหรียญต่างๆ (Mining)
  • การฝากเหรียญเพื่อกินดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าทางธนาคาร (Staking)
  • การสร้าง MasterNode เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของคริปโต ecosystem
  • การปล่อยกู้เหรียญผ่าน liquidity pool
  • สะสมเป็นรูปแบบของ NFT

เล่มนี้ผมให้ 5 ดาวครับ

สรุปหนังสือ: Stephen Hawking เรื่อง Brief Answers to the Big Questions – คำถามที่ทุกคนบนโลกสงสัย

“เอาไปเลย 5 ดาวสำหรับเล่มนี้ “

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า เป็นหนังสือที่อธิบายได้ดีมาก Stephen พยายามจะอธิบายด้วยการเล่าเรื่องที่ไม่อ้างอิงถึงสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน และพยายามอ้างถึงทฤษฎีให้น้อยที่สุดเพื่อจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้ง่าย หรือเข้าใจได้บ้าง ตัวผมเองไม่ได้มีความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ หรือ Physics เท่าไหร่ เหมือนเราๆท่านๆทั่วไปก็พออ่านและเข้าใจแนวคิดที่ Stephen พยายามนำเสนอให้พวกเราคิดตามได้บ้าง

 

ถึงแม้ว่าเหตุและผลที่อธิบายไว้จะสามารถโน้มน้าวให้ผมเชื่อในแนวคิดของเขา แต่ผมก็ยังไม่สามารถสลัดความเชื่อในเรื่องศาสนาพุทธที่มีอยู่ได้ ผมเลยต้องพยายามผสมผสานความเชื่อส่วนตัวกับแนวคิดตามหลักวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน จนกลายมาเป็นการมโนต่อยอดในบทความนี้ มีบล๊อคอื่นๆที่เขียนรีวิวสรุปคำตอบของทุกคำถามได้ดีมากๆอยู่แล้ว รวมถึงมีความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์อีกด้วย แต่คำตอบที่ Stephen ตอบในหนังสือเล่มนี้ถึงจะเติมเต็มคำตอบทางวิชาการปัจจุบันได้ แต่ยังขัดความรู้สึกส่วนตัวของผมและชาวพุทธอีกหลายคนกับสิ่งที่เคยได้รับการปลูกฝังมาในอดีต การมโนต่อของผม ก็เพียงเพื่อเก็บเอาไว้อ้างอิงว่าผมมีความเชื่ออย่างไรบ้างกับคำตอบของคำถามที่คนทั้งโลกอยากรู้ในทุกยุคทุกสมัยแต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เรามาติดตามดูทีละคำถามในหนังสือเล่มนี้กันเลย

Continue reading สรุปหนังสือ: Stephen Hawking เรื่อง Brief Answers to the Big Questions – คำถามที่ทุกคนบนโลกสงสัย

สรุปหนังสือ: ข้อคิดจากหนังสือ Principle ของ Ray Dalio

หนังสือเล่มนี้เล่าถึงประวัติ มุมมอง และวิธีใช้ชีวิตของ Ray Dalio มหาเศรษฐีทางด้านการเงินและการลงทุนของอเมริกา เมื่อคนๆหนึ่งมาถึงจุดสูงสุด มีเงิน มีบ้าน มีรถ และทุกๆอย่างมากเกินพอที่หลายๆคนใฝ่ฝัน การยืนอยู่บนจุดสูงสุดบวกกับประสบกาณ์ชีวิตที่นำพาให้เขามาถึงจุดที่น้อยคนจะไปถึงนั้นทำให้เขาเห็นโลกในมุมมองที่ต่างไปอย่างไร?

ก่อนที่จะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมไม่รู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องราวของ Ray เลย รู้แต่เพียงว่า หนังสือชื่อ Principles เป็นหนังสือ Top Seller ของปี 2020 แข่งคู่กันมากับหนังสือ Sapiens ของ Yuval Noah เลยซื้อมาทั้ง 2 เล่มและกะว่าจะใช้เวลาอ่านในช่วง Work From Home ไปวันละนิด โดยเริ่มจาก Principles ก่อน เป็นหนังสือที่ Ray ถ่ายทอดชีวิตของเขาอย่างหมดเปลือก แบบไม่มีกั๊กเลยทีเดียว โดยหนังสือแบ่งเป็น 3 ส่วน (ประวัติชีวิต, หลักการดำเนินชีวิต และหลักการที่ใช้ในการทำงาน)

Continue reading สรุปหนังสือ: ข้อคิดจากหนังสือ Principle ของ Ray Dalio

สรุปหนังสือ: The truth about your future – เมื่อโลก digital พัฒนาไปเร็วกว่าที่เราคิดมาก

เข้าสู่ยุคของ Digital disruption ทุกธุรกิจหนีตาย ด้วยการปรับเปลี่ยน Business Model เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคลื่นยักษ์ทางธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการขับเคลื่อน แนวคิด Start Up หรือ Agile Methodology กลายเป็นเทรนในการดำเนินธุรกิจ บางบริษัทมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากวิถึใหม่นี้ และหลายบริษัททำตามเพื่อเกาะกระแสการตื่นตัวครั้งนี้

ผมขอมองไปในอีกแง่มุมหนึ่ง หลังจากได้อ่านหนังสือเรื่อง The Truth about Your Future ซึ่งเป็นการมองในแง่มุมของ Technology Revolution ซึ่งเคลื่อนตัวมาอย่างต่อเนื่องตามกฏของมัว ซึ่งในเชิงคณิตศาสตร์ก็คือการพัฒนาการตามแบบอนุกรม นั่นหมายถึงเทคโนโลยีจะมีการภิวัฒน์ตามรูปแบบของ Exponential graph ที่สำคัญคือ ทฤษฎีนี้มองว่าโลกเรากำลังเคลื่อนตัวมาสู่เชิงเขาของ Exponential graph หรือเรียกอีกอย่างว่า Knee of Exponential และกำลังทะยานเข้าสู่ J curve ของกราฟในเวลาอีกไม่นาน

9781501163807

แล้วมันมีผลกระทบอย่างไรกับชีวิตเรา และธุรกิจทั่วไปจะยังอยู่รอดได้ไหม? คุณจะทำอย่างไรถ้าวันนั้นกำลังจะมาถึง?

Continue reading สรุปหนังสือ: The truth about your future – เมื่อโลก digital พัฒนาไปเร็วกว่าที่เราคิดมาก

Review: The Philosophy book

สมัยเด็กๆ เคยมีวิชาเรียนที่เหมือนยาขมไม๊? คือเรียนเท่าไรก็ไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจ ผมมีอยู่ 3 วิชา คือ ปรัชญา, จิตวิทยา และบัญชี ทั้งสามวิชานี้คือวิชาที่ผมเคยได้เกรด “F” ในอดีตถ้าจำไม่ผิด สำหรับบัญชีผมพยายามสู้กับมันตั้งแต่ปริญญาตรี ยันจบปริญญาโท แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร ส่วนสองวิชาที่เหลือไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ก็เลยทำเป็นลืมไปเลยว่ามีศาสตร์นี้อยู่ในโลก จนเมื่อสองอาทิตย์ก่อนต้องไปสัมมนาที่สิงค์โปร์ ขากลับมาถึงสนามบินก่อนเวลาเลยแวะไปหาหนังสืออ่านเล่นๆ ไปสะดุดกับหนังสือซีรี่ย์ชุดหนึ่งซึ่งใช้ภาพ และแผนผังอย่างง่ายๆในการเล่าเรื่อง วิธีการนี้เริ่มแพร่หลายในการเรียนรู้ของพวก Gen-Y ครับ แนวเทือกๆ mind mapping ทำนองนั้น ก็เลยลองพลิกดูปรากฏว่าเข้าใจได้ไม่ยาก เท่าที่เห็นหนังสือซีรี่ย์ชุดนี้มันยังคงออกมาเรื่อยๆครับ มีเป็นสิบๆเล่มเลย น่าสะสมเหมือนสารานุกรม ที่โชว์ในร้านหนังสือก็มีอาธิเช่น

  • The Philosophy book
  • The Psychology book
  • The Economic book

สงสัยคนอื่นก็เห็นวิชาพวกนี้เป็นยาขมเหมือนผม แต่ไม่ยักกะเห็น The Accounting book ในซีรี่ย์นี้ (สงสัยมีผมโง่บัญชีคนเดียว) ตอนนั้นสองจิตสองใจว่าจะซื้อทั้ง 3 เล่ม หรือซื้อมาลองอ่านก่อนเล่มเดียว เพราะไม่แน่ใจว่าเราหลงรักดีไซน์ของหนังสือหรือ อย่างรู้จักมันจริงๆ สุดท้ายตัดสินใจเลือกซื้อ The Philosophy book มาก่อนเล่มเดียว

แล้วผมเรียนรู้อะไรจากหนังสือเล่มนี้บ้าง ที่น่าสนใจ?

  • ปรัชญาเกิดมาจากการตั้งคำถามว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร, โลกและสรรพสิ่งเกิดมาได้อย่างไร, อะไรคือความสุขที่แท้จริง อะไรคือเป้าหมายของชีวิต?
  • มีคนที่สนใจศึกษาความหมายนี้ทั้งที่เป็นปัจจัยภายนอก และภายในจิตใจของเราเอง จิตและร่างกายแยกออกจากกันเป็นเอกเทศ ทำให้เริ่มมีการศึกษาเรื่องจิตอย่างจริงจัง เป็นต้นกำเนิดสู่วิชา Phychology
  • พิธากอลัสเป็นชื่อนักปราชญ์สมัยโบราณที่เชื่อว่าทุกสิ่งอย่างในจักรวาลสามารถอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์ (Rules and Ratio) เป็นต้นกำเนิดสู่วิชา Physic
  • พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นหนึ่งในนักปราชญ์สมัยโบราณที่ศึกษาเรื่องภายในจิตใจจนค้นพบมรรคแปด และวิถีการหลุดพ้นอื่นๆ พระพุทธเจ้ารู้จัก อีโก้ก่อนซิคมุน ฟรอยด์ มาเป็น 100 ปีเลย
  • แนวคิดทางปรัชญาเป็นต้นกำเนิดของ Academy โดยขงจื้อที่ต้องการถ่ายทอดความรู้ของการเป็นคนดี และกลายมาเป็นระบบมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน
  • รูปแบบของปรัชญาแตกแขนงจากความเชื่อทางศาสนาในยุคแรกๆ สู่การใช้ชีวิตร่วมกันภายใต้กฏกติกา และนำมาสู่ระบบการเมืองต่างๆ จนถึงสิทธิทางสังคมในปัจจุบัน
  • มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เพราะรู้จักการต่อรองและแลกเปลี่ยน ซึงพัฒนามาเป็นระบบเศรษฐกิจในแบบต่างๆ รวมถึงเงินที่ใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน เป็นต้นกำเนิดวิชาเศรษฐศาสตร์ Economic

ต้องบอกไว้ก่อนว่าหนังสือชุดนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้จักว่าปรัชญาคืออะไร มันเป็นหนังสือไว้สร้างแรงบรรดาลใจ เพื่อให้รักแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญา การตั้งคำถาม ไม่ใช่นักปรัชญาตัวจริงอ่าน เป็นเหมือนน้ำจิ้มที่หยิบเอาแนวคิดของนักปรัชญาในแต่ละยุคมาเล่าสู่กันฟังแบบผิวๆ หลังจากผมอ่านหนังสือเล่มนี้ผมถึงรู้ว่าปรัชญา คือวิชาที่ว่าด้วยการตั้งคำถามกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ที่ยังไม่มีมนุษย์คนใดหาคำตอบได้จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้จะมีคนคิดค้นทฤษฎีขึ้นมากมาย เช่น จักรวาลเกิดขึ้นได้ยังไง, ตายแล้วไปไหน เป็นต้น ซึ่งมันทำให้เกิดวิชาแขนงใหม่ๆขึ้นมากมายในอดีตจนถึงปัจจุบัน ส่วนตัวผมว่าหนังสือเล่มนี้คุ้มค่าทำให้ผมเข้าใจในวิชาที่ผมไม่เคยเข้าใจในอดีตไม่มากก็น้อย ถึงแม้แนวคิดของนักปราชญ์บางคนจะยากและลึกซึ้งเกินกว่าผมจะตามทันก็ตาม สำหรับการ review หนังสือเล่มแรกของผม ผมให้ 4 ดาวครับสำหรับเล่มนี้ สิ่งที่ผมไม่ค่อยถูกใจ คือการร้อยเรียงแนวคิดในลักษณะ time line ที่หยาบเกินไปไม่สอดคล้องกับเนื้อหาเท่าไหร่ ทำให้ปะติดปะต่อไม่ค่อยได้