หลบฝนมาผึ่งแดดที่ Maldives

August 2017: เริ่มต้นมาจากตั๋วราคาถูกของ Air Asia ทำให้ทริปนี้เกิดขึ้นได้ โดยไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับมัลดีฟส์เลย พอได้ตั๋วมาคราวนี้ก็ต้องมาทำการบ้านกันใหญ่เลย ว่าจะพักที่ไหนดี? มีใครรีวิวที่พักที่ไหนบ้าง? จะตั้งงบประมาณทริปนี้เท่าไหร่ดี? มีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง? สรุปประเด็นหลักๆได้ดังนี้

  • มัลดีฟเป็นรีสอร์ทแบบ หนึ่งเกาะหนึ่งรีสอร์ท ถ้าใกล้สนามบินก็เดินทางได้ด้วย Jet boat ถ้าเป็นเกาะที่ไกลออกไปก็จะต้องเดินทางด้วยเครื่องบินน้ำซึ่งราคาแพงกว่าตั๋วจากกรุงเทพมามัลดีฟอีก
  • ถ้าไปเป็นแบบครอบครัว รีสอร์ตส่วนใหญ่จะไม่อนุญาตให้พักแบบ Water bungalow ได้ ต้องอยู่บนหาด
  • ที่พักส่วนมากจะให้อยู่ได้ไม่เกิน 2-3 คน หรือบางรีสอร์ทไม่อนุญาติให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 เข้าพักด้วยซ้ำ ของเราเป็นครอบครัว 4 คน ทำให้ตัวเลือกลดลงไปเยอะเลย เพราะเราอยากได้แบบห้องเดียวอบอุ่นๆ ที่สำคัญอยู่ห้องเดียวลดค่าที่พักต่อคืนลงมาได้เยอะ
  • ทุกอย่างที่มัลดีฟเสียภาษีเกาะ และอื่นๆอีก รวมแล้วประมาณ 22% ทำให้ทุกอย่างแพงไปหมด
  • เราสามารถเลือกแพคแกจของที่พักได้ว่าจะรวมอาหารเช้า หรือ เป็นแบบ half board หรือ full board (all inclusive เหมาะกับคนที่ต้องการความคุมค่า) ค่าใช้จ่ายรวมอาหารทุกมื้อไม่ให้บานปลาย แต่จริงๆแล้วก็ต้องเสียเงินค่ากิจกรรมทางน้ำต่างๆอยู่ดี
  • ในที่สุดเราก็เลือกที่ Sheraton Full Moon resort & Spa Maldives เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวที่อนุญาติให้พัก 4 คนได้ จองผ่าน book.com ได้เรทที่ถูกกว่าแต่รวมแค่อาหารเช้านะ สำหรับคนที่คิดจะจองที่พักผ่าน book.com อยู่แล้ว คลิกตามลิ้งค์นี้จะได้ส่วนลด 550 บาทเมื่อเข้าพักเรียบร้อยแล้ว เชิญใช้ได้เลย https://www.booking.com/s/27_8/tickkv11
  • Maldives เวลาช้ากว่าไทยประมาณ 2 ชั่วโมง ไฟล์เราออกตอน 9:30am มาถึงสนามบิน Male เมืองหลวงของมัลดีฟส์ก็ประมาณบ่ายโมงตามเวลาของ Male บินประมาณ 4 ชั่วโมง

พวกเราเลือกเดินทางวันธรรมดา ก่อนลูกๆเปิดเทอม ขั้นตอน immigration ก็รวดเร็วมากเพราะคนไม่เยอะ พอเอากระเป๋าจากสายพาน ก็เดินตรงไปยัง counter ของ Sheraton เพื่อรอเรือ Jet boat มารับไปพร้อมกับแขกท่านอื่น เนื่องจากเกาะไม่ไกลจากสนามบิน มีเรือมารับทุกชั่วโมง เพียงแค่ไม่นานเราก็มาถึงเกาะ มี Welcome drink ให้เป็นน้ำกระเจี๊ยบ อร่อยดี แดดเปรี้ยงสะใจไปเลย อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 31 องศา ลมเย็นพัดตลอด

พวกเราพักห้องแบบ Cottage with pool มีเตียง King size, Queen size และเตียงเสริม นอนกันสบายๆ เนื้อที่ใช้สอยเยอะมาก ด้านหลังห้องเดินผ่านบริเวณสระส่วนตัวประมาณ 20 เมตรก็ถึงหาดทราย ลงเล่นน้ำทะเลได้เลย เกาะนี้เป็นเขตปลอด Drone ห้องอาบน้ำของทุกห้องที่เป็นแบบ Cottage เลยอยู่กลางแจ้งซะงั้น (แต่ได้ยินเครื่องบินๆผ่านเหนือเกาะอยู่ไประยะๆ) ก็รู้สึกแปลกๆดี

อีกอย่างที่ชอบมากที่เชอราตันคือ สัญญาณไวไฟแรงมากทั่วทั้งเกาะ

วันแรกพวกเรากะว่าจะพักผ่อนสบายๆ ถ่ายรูปเล่น รอบๆเกาะโดยเฉพาะส่วน Water Bungalow เพราะเป็นห้องที่ฝันว่าจะมาพัก แต่ห้องแบบนี้ไม่ต้อนรับเด็กเพราะจะเสียดังรบกวนห้องอื่น อีกเหตุผลที่ยังอยากอยู่ในห้องพักคือสู้แดดแรงแบบนี้ไม่ไหว ต้องขอปรับตัวนิดนึงวันต่อๆไปค่อยว่ากัน

บ่ายๆก็ปล่อยลูกๆ เล่นสระของห้องพัก ก่อนที่จะเดินไปลงทะเลกัน ดูปลาช่วงเย็นๆ แน่นอนเด็กๆสนุกกันมาก ตื่นเต้นกันใหญ่ที่ได้เห็นปลากระเบนว่ายอยู่ในน้ำ

วันนี้จบด้วยอาหารเย็นที่ร้านบ้านไทย พนักงานต้อนรับและเชฟเป็นคนไทย เลยสั่งอาหารกันเป็นภาษาไทย ง่ายเลยทีนี้ อาหารรสชาติเยี่ยม จัดจ้านเหมือนกินที่เมืองไทย แต่ราคาเมืองนอก มื้อนี้หมดไป 150 USD นับว่าถูกแล้วสำหรับทาน 4 คนเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆบนเกาะ ถึงแม้ว่ามัลดีฟจะเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก แต่รายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว คนที่มาเที่ยวส่วนมากจะเป็นคนจีนซะส่วนใหญ่ ถึงกับมีพนักงานเป็นชาวจีนไว้อำนวยความสะดวกกันเลย เชอราตันเป็นโรงแรมที่ได้รับใบอนุญาตให้นำเข้าเนื้อหมูได้ ที่เคยได้ยินมาว่าจะไม่มีหมูทาน ดูเหมือนจะไม่จริงซะแล้ว แต่แนะนำว่าอย่าสั่งเลย เพราะรสชาติมันไม่เหมือนหมูที่เมืองไทยสักเท่าไหร่

เช้าวันที่สอง เริ่มต้นด้วยการเติมพลังอาหารเช้าที่ Feast มีอาหารให้เลือกทานหลายแบบมาก อาหารแต่ละอย่างนี่ สุดยอดไปเลย อร่อยกว่าอาหาร international buffet ตามบ้านเราอีก กินอาหารเช้าที่นี่ได้หลายวันตลอดทริปนี้แบบไม่ซ้ำแน่ ชอบตรงน้ำผลไม้และนมประเภทต่างๆ ที่ใส่ขวดแก้วปิดฝา ให้ความรู้สึก premium มากๆ

พออิ่มปุ๊บก็เริ่มขยับปั๊บ วันนี้ลมแรงมากทำให้กิจกรรมทางน้ำที่วางแผนกันไว้ต้องยกเลิกไปเลย เช่น Parasailing, boat sailing และอื่นๆ แต่เจ้าหน้าที่ใจดี ยอมให้พวกเราเล่น Sea canoe แถวๆ บริเวณหาดได้ โดยมีข้อแม้ว่าห้ามพายเรือออกนอกแนว rock bank และถ้าคลื่นพัดแรงจนเรือพวกเราพัดไปไกลจาก sport center พวกเราต้องลากเรือมาคืนกันเอง พวกเรารีบตอบตกลงทันทีเพราะตอนอยู่เมืองไทยก็เคยพายกันมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่กระบี่ หรือ ฉะเชิงเทรา ที่นี่ถ้าพายไม่เกิน 30 นาทีไม่เสียตังค์ ดีแฮะ

คลื่นลมแรงใช้ได้เลย เหมือนที่เจ้าหน้าที่บอกไว้ ลมแรงพัดเอาน้ำเข้าเรือด้วย ไหนๆตัวก็เปียกแล้วดำน้ำดูปลาแถวๆชายหาดต่อเลยละกัน จะได้ซ้อมให้จีโน่ฝึกใช้ Snorkel ก่อนไปว่ายที่จุดชมประการังพรุ่งนี้เช้าด้วย เนื่องจากเป็นแนวหลัง rock bank ก็จะไม่ค่อยมีปลาเยอะเท่าไร เพราะไม่ใช่แนวประการังแต่เป็นหาดทรายขาวเรียบ ก็สนุกดีนะ พอดำน้ำเสร็จก็มาจุ่มสระล้างน้ำเกลือออกกันก่อนขึ้นห้องพัก

เย็นนี้เรามีนัดกับฝูงปลาโลมา แต่อย่างว่า การเที่ยวมัลดีฟช่วงก่อนเข้าโลว์ซีซั่น มันเอาแน่เอานอนกับอากาศไม่ได้ พอถึงเวลานัดที่จะไปดูปลาโลมา เจ้าหน้าที่บอกว่าเมฆทางฝั่งที่จะไปดูปลาโลมาดูมืดคลึ้ม ฝนน่าจะตกและก็เสี่ยงที่จะไม่ได้เห็นปลาโลมาอีกด้วย ขอยกเลิกทัวร์แล้วย้ายไปเป็นพรุ่งนี้แทนละกัน แล้วเราจะทำอะไรกันดีหละวันนี้ ดูเค้าให้อาหารปลาฉลามที่ชายหาดละกัน ไม่เสียตังค์ด้วย ประหยัดอีกแล้วครับท่าน แรกๆเราก็สงสัยว่า ฉลามมันจะมาให้เราเห็นใกล้ๆหาดตอนหกโมงเย็นทุกวันได้ไง ที่แท้เค้าเอาเนื้อไก่สดโยนไปล่อให้มันเข้ามานี่เอง ตัวก็ไม่เล็กเท่าไหร่ พอโยนเนื้อไก่ลงไปมันก็กรูกันมาเลย นับรวมได้เป็นสิบตัว เจ้าหน้าที่บอกเข้าไปใกล้ๆได้มันเป็น reef shark ไม่กัดคน เอ…แต่เราเห็นมันกินเนื้อไก่อยู่นิ??!!!

วันที่สาม อากาศเริ่มกลับมาสดใสอีกครั้ง เราวางแผนกันไป snorkeling ที่จุดดำน้ำดูประการัง เสียไปคนละ 60 USD แต่ก็สนุกและคุ้มค่า สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับเด็กๆ ได้เห็นฝูงปลาและได้ว่ายน้ำร่วมกับปลาฉลามในระยะใกล้ชิดอีกด้วย

เย็นวันสุดท้ายก่อนกลับ พวกเรานัดกับฝูงปลาโลมากันอีกแล้ว ฟ้าใสขนาดนี้ยังจะมีอะไรผิดพลาดได้อีก เพื่อความชัวร์ไปถามย้ำกับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เจ้าหน้าที่บอกว่า 4:20pm เจอกันที่ท่าเรือได้เลย พวกคุณมาเร็วไป ไปหาอะไรทำก่อนแล้วค่อยเจอกัน พวกเราเลยแวะถ่ายรูปเล่นกัน และสอนนาโนกับจีโนเล่นพูลค่าเวลา ชอบกันใหญ่ พอใกล้ถึงเวลาก็ไปขึ้นเรือ เนื่องจากมีจำนวนคนที่อยากไปดูกันเยอะมาก เลยต้องแบ่งเรือเป็นสองลำ ขับตามกันไป พอออกจากฝั่งมาไม่นาน  เรืออีกลำดันเสียลอยอยู่กลางทะเล เจ้าหน้าที่เลยส่งพวกเรากลับฝั่งและขับเรือออกไปช่วยเรืออีกลำ ตกลงก็ไม่ได้ดูปลาโลมาจนได้

จบช่วงเวลาอันแสนสุขแล้ว ถือว่าได้เติมพลัง ผึ่งแดดกันเต็มที่ พลังเต็มเปี่ยมพรุ่งนี้คงต้องเดินทางกลับไปใช้ชีวิตตามปรกติที่กรุงเทพ ก่อนกลับพวกเราทุกคนยังติดใจรสอาหารที่ร้านอาหารบ้านไทยกันอยู่เลย มติเป็นเอกฉันท์เอาเงินที่ประหยัดจากการตามล่าหาปลาโลมา มาเติมกระเพาะกันตอนเย็นก่อนกลับอีกสักรอบ พรุ่งนี้เจอกันนะกรุงเทพ

1 thought on “หลบฝนมาผึ่งแดดที่ Maldives

  1. ต้องกลับไปแก้ตัวใหม่อีกครั้งแน่ๆ ฝากไว้ก่อนนะโลมา 555

    Liked by 1 person

Leave a reply to Nickname Cancel reply