หลายคนมักเชื่อว่า “คนฉลาด” คือคนที่มีคำตอบที่ถูกต้องเสมอ แต่ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแบบวันนี้ Adam Grant กำลังจะบอกเราว่า ความฉลาดที่แท้จริงอาจไม่ใช่การมีคำตอบที่ใช่ แต่คือการที่เรา “ยอมละทิ้งความคิดเดิมๆ” ได้บ่อยและดีแค่ไหนต่างหาก

ถ้าใครได้อ่านหนังสือ Think Again แล้วจะเข้าใจว่าบทสรุปของหนังสือทั้งเล่มจะเริ่มจากหน้า 224 หัวข้อ ‘Actions for impact’ แก่นแท้ของหนังสือชวนให้เราเลิกยึดติดกับความมั่นใจแบบผิดๆ แล้วแทนที่ด้วย “ความอยากรู้อยากเห็น” แทน โดย ‘Actions for impact’ จะสรุปวิธีการฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนรู้จัก “คิดใหม่” (Rethinking) ผ่าน 3 ระดับง่ายๆ ดังนี้ครับ
🧠 1. ระดับบุคคล: ฝึกใจให้ยืดหยุ่น (Individual Level)
จุดเริ่มต้นที่ยากที่สุดคือการชนะใจตัวเองครับ ลองเริ่มจากเทคนิคเหล่านี้:
- เปลี่ยนความคิดให้เป็น “สมมติฐาน”: อย่าเพิ่งปักใจเชื่อหรือรีบปกป้องความคิดตัวเองเหมือนนักการเมืองหาเสียง แต่ลองคิดแบบ “นักวิทยาศาสตร์” ที่มองว่าทุกความเชื่อคือสมมติฐานที่รอการพิสูจน์ วิธีนี้จะช่วยลดความลำเอียง (Confirmation Bias) และทำให้เราพร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อเจอข้อมูลใหม่
- นิยามตัวเองด้วย “คุณค่า” ไม่ใช่ “ความคิดเห็น”: ถ้าเรายึดติดว่า “ฉันคือคนที่มีความเชื่อแบบนี้” เมื่อถูกค้านเราจะรู้สึกเหมือนถูกโจมตีตัวตน แต่ถ้าเรายึดถือคุณค่าอย่าง “ความอ่อนน้อมทางปัญญา” หรือ “การเรียนรู้” การเปลี่ยนใจจะกลายเป็นชัยชนะที่เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่แทน
- ระวังกับดัก “ยอดเขาคนเขลา” (Mount Stupid): เมื่อเรารู้เพียงเล็กน้อย เรามักจะมั่นใจเกินเหตุ ให้ใช้ความสงสัยในตัวเองเป็นสัญญาณในการเติบโต และมั่นใจใน “ความสามารถที่จะเรียนรู้” มากกว่ามั่นใจว่า “ฉันต้องถูกเสมอ”
- สร้างเครือข่ายผู้ท้าทาย (Challenge Network): แวดล้อมตัวเองด้วยคนที่กล้าเห็นต่างอย่างจริงใจ และยอมรับคำวิจารณ์เพื่อเป็นแรงกระตุ้นในการคิดใหม่
🤝 2. ระดับความสัมพันธ์: เปลี่ยนบทสนทนา (Interpersonal Level)
การจะชวนคนอื่นให้ “คิดใหม่” ไม่ใช่การไปเถียงให้ชนะ แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัย:
- ถามให้ดีกว่าเดิม: การฟังเปิดใจคนได้มากกว่าการพูด ลองเพิ่มสัดส่วนคำถามให้มากกว่าประโยคบอกเล่า โดยเน้นถามว่า “ทำอย่างไร” (How) แทนที่จะถามว่า “ทำไม” (Why) เพื่อให้เขาได้ทบทวนที่มาของความคิดตัวเอง
- มองการถกเถียงให้เป็น “การเต้นรำ”: อย่ามองว่าเป็นการต่อสู้ หาจุดร่วมกันก่อน และใช้เหตุผลที่ “น้อยแต่ทรงพลัง” ดีกว่าใช้เหตุผลอ่อนๆ จำนวนมากที่ทำให้คนอื่นอยากปกป้องตัวเอง
- เคารพเสรีภาพในการเลือก: ไม่มีใครชอบถูกบังคับ การย้ำว่า “คุณมีอิสระที่จะตัดสินใจเอง” มักจะได้ผลดีกว่าการยัดเยียดความคิด
🏢 3. ระดับส่วนรวม: สร้างระบบที่พร้อมเรียนรู้ (Collective Level)
ในระดับองค์กรหรือครอบครัว เราสามารถสร้างวัฒนธรรมการคิดใหม่ได้โดย:
- ยอมรับความซับซ้อน: ปัญหาในโลกนี้มักไม่ใช่แค่ “ดำ” หรือ “ขาว” แต่เป็นเหมือนปริซึมที่มีหลายเฉดสี การมองเห็นความละเอียดอ่อนจะช่วยเพิ่มความเชื่อใจและทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน
- ทำให้การคิดใหม่เป็นนิสัย: เช่น จัด “วงคุยทบทวนความคิด” (Rethinking Circles) ในครอบครัว หรือเปิดช่วงเวลา Feedback ในที่ทำงาน
- ตรวจสุขภาพชีวิต (Life Check-up): เหมือนที่เราตรวจสุขภาพประจำปี ลองทบทวนว่าเป้าหมายปัจจุบันยังตรงกับคุณค่าของเราไหม? และปีที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จริงๆ บ้าง?
- สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้: ปล่อยวาง “แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด” (Best Practices) ที่ตายตัว แล้วหันมาวัดผลที่การเรียนรู้แทนที่จะดูแค่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว
💡 บทสรุป: ถึงเวลาเผื่อใจไว้คิดใหม่
การคิดทบทวน (Rethinking) ไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นคนโลเลหรือขาดความมั่นใจตลอดเวลา แต่มันคือการมี “ความมั่นใจมากพอที่จะกล้าเปลี่ยนใจ” เมื่อพบความจริงใหม่ๆ
คนและองค์กรที่ฉลาดที่สุดไม่ใช่กลุ่มคนที่ยึดติดว่าตัวเองต้องถูกเสมอ แต่คือกลุ่มคนที่กล้าจะตั้งคำถาม เรียนรู้ และวิวัฒนาการตัวเองอยู่ตลอดเวลาต่างหากครับ
แต่ถ้าใครมีเวลาผมก็แนะนำให้อ่านหนังสือทุกบทดีกว่าอ่านแค่สรุป Actions for impact เพราะตัวอย่างที่ผู้เขียนให้ไว้ในแต่ละบท มันช่วยปลดล๊อคความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับวิธีคิดของมนุษย์ ที่บางครั้งเราไม่เคยเข้าใจมาก่อนจนยอมแพ้
ยกตัวอย่างสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากหัวข้อ Motivational Interviewing & Influential listening ผมได้ปลดล๊อคความเข้าใจที่ไม่มีใครบอกผม มันทรงคุณค่ามากจนต้องขอเก็บบันทึกไว้ข้างล่างนี้
ในอดีตผมผิดพลาดมาเยอะเกี่ยวกับ coaching skill และ diagram ในบทนี้ช่วยอธิบายเหตุผลให้ผมเข้าใจถึงสาเหตุของความผิดพลาดในอดีต สมัยที่ผมเป็นผู้บริหารในองค์กร management ทุกคนต้องใช้ coaching skill กับ top talents ของบริษัท ซึ่งตอนนั้นเองผมเพียงแค่รู้เทคนิคการ coaching แบบผิวเผิน ว่าต้องถามคำถามกลับไปเพื่อให้ talent คิดและตอบกลับมาเพื่อให้เป็นเจ้าของความคิดในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
แต่ในเวลานั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไม talent ทุกคนที่ผม coach ต่างปิดประตูใส่ผมและไม่กลับมาปรึกษาผมอีกเลย, หนังสือช่วยตอบสาเหตุให้ คือ เขารู้สึกว่าผมตั้งธงที่จะยัดคำตอบไปให้เขาแล้วตั้งแต่ผมเปิดปากถาม เหมือนผมไม่เคารพในความคิดของเขา หนังสือทำให้ผมย้อนถึงเหตุการณ์นั้นขึ้นมาทันที
การที่จะทำให้คู่สนทนารับฟังเรา เราประเมิน เจตนา + อารมณ์ + ความปลอดภัย ก่อนเสมอ ตาม emotional filter ในมุมมองของคู่สนทนา 3 ขั้น คือ
- เขาเช็คอารมณ์ของผู้ถามก่อน (are you listening to me?)
- เขาเช็คเจตนาของคำถาม (do you understand me?)
- เขาเช็คว่าผู้ถามเคารพเขาหรือไม่ (do you respect me?)
ถ้าเราพลาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไป คู่สนทนาอาจจะปิดประตูใส่เราและปฏิเสธความคิดเราทันที แต่พูดตามตรง ถึงแม้จะรู้ emotional logic tree นี้ในเวลานั้น ก็ยังนำมาใช้ยากอยู่ดี เพราะเราเห็นจุดบอดของ talent จากที่เขาตอบกลับมา และผมคงพยายามจะให้ทางลัดกับเขาด้วยการแนะนำ ซึ่งกลายเป็นนิสัยที่แก้ยากของผม แต่ผมเชื่อว่า skill แบบนี้ฝึกกันได้ ถ้ามีโอกาสทำบ่อย ๆ
วันนี้ลองหยุดพัก สะท้อนความคิดตัวเองสักนิด… และให้เวลากับการ Think Again กันดูนะครับ เล่มนี้ผมให้ 5 ดาวเลย เพราะมันช่วยปลดล๊อคปมชีวิตของผมในอดีตได้
