สรุปหนังสือ “ตีแตก”: ถอดรหัสกลยุทธ์การลงทุน และบทเรียนที่ไม่มีวันตาย

หนึ่งในหนังสือที่ผมอยากอ่านมานาน วันนี้ก็อ่านจบเสียที ผมจะมาทบทวนและถอดรหัสหนังสือระดับตำนานที่เป็นดั่งคัมภีร์ของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) สไตล์ “ตีแตก” โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ซึ่งผมเสริมมุมมองของผมในโลกยุคปัจจุบันเพิ่มลงไปในสรุปหนังสือเล่มนี้ ไว้เตือนตัวเองเพื่อให้สอดรับกับความเป็นจริงในโลกธุรกิจปัจจุบัน (ปี 2569) มากยิ่งขึ้น

แม้หลักการเรื่องความคุ้มค่าและงบการเงินจะยังคงเป็นสัจธรรม แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า ในโลกแห่งการลงทุนนั้น “ไม่มีความสำเร็จใดที่การันตีความยั่งยืนได้ตลอดไป” วิกฤตการณ์และ Disruption พร้อมจะพลิกโฉมหน้าธุรกิจได้เสมอ มาเจาะลึกเนื้อหาและแก่นแท้ของทั้ง 9 บท เพื่อลับคมความคิดและกลยุทธ์การลงทุนของเราไปพร้อมๆ กันเลยครับ

บทที่ 1: แก่นแท้ของการเป็นเจ้าของ และราคาที่ถูกกว่าความจริง

จะเหนื่อยลงทุนลงแรงสร้างธุรกิจเองตั้งแต่ศูนย์ไปทำไม? ในเมื่อการลงทุนในตลาดหุ้นเปิดโอกาสให้เราได้เป็น “เจ้าของธุรกิจ” ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า แถมยังมีโอกาสได้ซื้อในราคาที่ถูกกว่าที่เจ้าของเดิมสร้างมาเสียอีก! ผมชอบมุมมองนี้ของดอกเตอร์มาก ๆ เลย แต่ที่ผมคิดแบบปรัชญาการลงทุนของดอกเตอร์เป็นเพราะคนเรามีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน ตัวผมเองเมื่อโตขึ้นก็ค้นพบความจริงว่าผมไม่ถนัดที่จะเปิดกิจการร้านค้าเองและคุมคนงานในร้านหรือบริษัทให้เจริญเติบโต ผมถนัดกว่าที่จะวิเคราะห์หาพื้นฐานธุรกิจที่ดี และเป็นผู้ร่วมลงทุนในการสนับสนุนเงินทุนมากกว่า

กุญแจสำคัญของบทเรียนแรกคือการดูค่า P/BV (Price to Book Value) หากหุ้นตัวไหนมี P/BV ต่ำกว่า 1 แสดงว่าเรากำลังซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าทางบัญชี (ซึ่งเป็นตัวแทนของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดตั้งแต่เริ่มกิจการมา)

บทเรียนจากโลกความจริง: แม้การเลือกบริษัทที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน (ปี 2569) เราได้เห็นแล้วว่าบริษัทที่เคยถูกมองว่าแข็งแกร่งระดับประเทศในอดีต กลับล่มสลายหรือพ่ายแพ้ให้กับวิกฤตที่ไม่มีใครคาดคิด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เสริมสุข ที่ดอกเตอร์พูดถึงในหนังสือใครจะไปคาดคิดว่าวันหนึ่งจะสูญเสีย License ในการผลิตจาก PepsiCo? หรือธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ ที่สุดท้ายก็ถูกกระแส Digital Transformation ซัดจนธุรกิจพังทลาย นี่คือเครื่องเตือนใจว่า ธุรกิจทุกประเภทล้วนได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง ทั้งที่เมื่อ 20 ปีก่อนดอกเตอร์จะพูดว่าเป็นธุรกิจดาวเด่นแห่งยุคนั้น การประเมิน ดมกลิ่นของความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่ห้ามละเลย

บทที่ 2: วิเคราะห์ฐานะการเงินบริษัท ลบอคติออกจากใจ

การตัดสินใจลงทุนด้วยความรู้สึก (Gut feeling) เป็นหลุมพรางที่น่ากลัวที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนชอบกินไอศกรีม คุณอาจจะมีอคติเชิงบวกเกินจริงเวลาประเมินบริษัทขายไอศกรีม โดยละเลยที่จะดูตัวเลขทางบัญชีที่แท้จริง

สไตล์การวิเคราะห์งบการเงินที่แนะนำนั้นมีความคล้ายคลึงกับ Warren Buffett อย่างมาก คือต้องเฟ้นหาบริษัทที่:

  • มีกำไรเติบโตขึ้นทุกปี
  • มี ROE (Return on Equity) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • มีหนี้น้อย และมีกำไรสะสม

แต่ข้อควรระวังคือ: งบการเงินบอกเราได้แค่ “สัดส่วนตัวเลขในอดีต” เราไม่มีทางรู้เลยว่าในตัวเลขเหล่านั้น มีสินทรัพย์ที่เสื่อมคุณภาพหรือหนี้เน่าซุกซ่อนอยู่มากน้อยแค่ไหน

บทเรียนจากโลกปัจจุบัน: บริษัทตัวอย่างในหนังสือมองว่า “ห้องเย็นโชติวัฒน์” เป็น growth stock ที่ครั้งหนึ่งในช่วงปี 2541 ดร. เคยยกตัวอย่างว่าเป็นบริษัทที่มีงบการเงินยอดเยี่ยม ปัจจุบันกลับกลายเป็นหุ้นที่ขาดทุนติดต่อกันมาหลายปีจนกลายเป็นหุ้นเน่าและเข้าสู่กระบวนการล้มละลายไปแล้ว สาเหตุมาจากสัดส่วนหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 (10 ปีหลังหนังสือตีพิมพ์) สิ่งนี้ตอกย้ำว่า “ไม่มีอะไรยั่งยืนถาวร” โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารจากรุ่นสู่รุ่น หรืออาจจะเปลี่ยนกลยุทธ์แบบก้าวกระโดด เช่น การเร่งขยายโรงงานที่ใหญ่และเร็วเกินไป ทำให้ต้นทุนบานปลาย ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่หาได้ จนต้องก่อหนี้เพื่อรักษาสภาพคล่องทั้ง ๆที่ในอดีตไม่เคยก่อหนี้เลย สุดท้ายเมื่อหนี้พอกพูนก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการล้มละลายในที่สุด บทเรียนนี้ทำให้ผมตระหนักว่ากระแสเงินสดทำให้เราดมกลิ่นของความเสี่ยงได้ดี รวมถึงการมองสัดส่วนหนี้ผ่าน Debt ratio

บทที่ 3: จะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นมีราคา “ถูก” หรือ “แพง”

หลักการเบื้องต้นที่ใช้กันทั่วโลกคือการดูค่า P/E (Price to Earnings) แต่จุดที่น่าสนใจและลึกซึ้งกว่านั้นคือ การหาหุ้นที่ “ถูกและดีมีคุณภาพ” โดยใช้ค่า PEG (P/E to Growth) คือการนำค่า PE มาหารด้วยเปอร์เซ็นต์การเติบโต หากได้ค่า ต่ำกว่า 1 แสดงว่าหุ้นนั้นมีคุณภาพและน่าสนใจ เพราะการเติบโตของกำไรนั้นสูงกว่าระยะเวลาคืนทุน

นอกจากนี้ ต้องระวังกระแสการเก็งกำไรระยะสั้น (Speculation) ที่ทำให้ตลาดบิดเบี้ยว เหมือนกับวิกฤตคลั่งดอกทิวลิปในอดีต หรือภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) ในปัจจุบัน อย่างเช่นความคลั่งไคล้ในหุ้นกลุ่มอวกาศ (เช่น SpaceX) หากคุณเจอหุ้นที่ PE ทะลุไปถึง 300 เท่า ให้รีบหนีห่าง เพราะการเติบโตระดับนั้นไม่มีทางยั่งยืนไปได้ทุกปี และเราจะต้องมานั่งประเมิน PE เฉลี่ยกันใหม่ด้วยความเจ็บปวด

บทเรียนจากโลกปัจจุบัน: บริษัทที่มี market cap สูงสุดในไทย 30 ตัวตามตารางข้างล่าง มีเพียงแค่ 12 ตัวที่มี PEG < 1 (column สุดท้ายทางขวา) ตามหลักการของดอกเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการที่ผมใช้เลือกในการลงทุนเหมือนกัน แต่วิธีนี้มันจะใช้ได้กับ Growth stock เท่านั้น ตลาดทุนสมัยนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น เราอาจจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงผ่านหุ้นหลากหลายประเภท ตามหลักการของ Peter Lynch เมื่อเกินวิกฤตทางเศรษฐกิจจะได้ไม่เจ็บหนัก โดยเฉพาะคนที่ใช้ตลาดหุ้นในการสร้าง passive income หลังเกษียณ growth stock อาจไม่ใช่คำตอบ อาจจะต้องมี definsive stock และ cyclical stock อยู่ใน portfolio ด้วยเพื่อสร้างความสมดุลย์ในระยะยาวเมื่อเราไม่มี active income แล้ว

บทที่ 4: สไตล์การลงทุน 4 รูปแบบ

ในโลกของการลงทุน ไม่มีวิธีไหนดีหรือแย่ที่สุด สำคัญที่ว่าวิธีไหนเหมาะกับจริตของคุณ:

  1. ลงทุนใน Growth Stock (หุ้นโตเร็ว): คือหุ้นที่มี PE สูงๆ โดยคาดหวังผลตอบแทนมหาศาลจากการเติบโต กลุ่มนี้การใช้ PEG อาจมีประโยชน์ แต่จะใช้ยากกับบริษัทน้องใหม่ที่ไม่มีประวัติผลประกอบการย้อนหลังให้คำนวณ ต้องอาศัยการคาดเดาอนาคตล้วนๆ
  2. ลงทุนสไตล์ Value Investor (เน้นคุณค่า): สไตล์ต้นตำรับคือ คุณไม่ต้องสนใจด้วยซ้ำว่าคุณภาพธุรกิจในระยะยาวจะดีหรือไม่ ตราบใดที่นำ สินทรัพย์ – หนี้สินทั้งหมด แล้วยังมีมูลค่าเหลือสูงกว่าราคาหุ้นในกระดาน (มี Margin of Safety) นั่นแปลว่าต่อให้บริษัทเจ๊งและถูกชำระบัญชี ผู้ถือหุ้นก็ยังได้กำไรอยู่ดี
  3. Passive Investment (ลงทุนแบบเหวี่ยงแห): การลงทุนอิงดัชนี หรือซื้อกองทุนรวม เน้นการเติบโตไปพร้อมกับตลาดรวม
  4. สไตล์แตกแขนง (Hybrid): เลือกจุดแข็งของแต่ละสายมาผสมผสาน แล้วตั้งกฎเกณฑ์ที่ตัวเองถนัด

บทสรุปคือ: เลือกสไตล์ที่เข้ากับตัวเอง อย่างน้อยการมีหลักการยึดเหนี่ยวก็ดีกว่าการลงทุนแบบ “มวยวัด” ที่ไม่มีทิศทาง

บทเรียนจากโลกปัจจุบัน: ผมและนักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะเป็นแบบ Hybrid เนื่องจากในปัจจุบันมีทรัพย์สินทางเลือกให้ลงทุนหลาย ๆ แบบมากกว่าแต่ก่อน และยังเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินได้หลากหลายอีกด้วย โดยเฉพาะการสร้าง portfolio เพื่อกระจายความเสี่ยงทำให้เรากลายเป็น Hybrid style ไปโดยปริยาย

บทที่ 5: กลยุทธ์ “ตีแตก”

ดร. เปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนของท่านกับการเล่น “เกมไพ่ตีแตก” สมัยมหาวิทยาลัย ในเกมนี้ผู้เล่นจะต้องตัดสินใจลงเงินเดิมพันโดยประเมินจาก “โอกาสชนะ” ของไพ่ในมือ

  • ถ้าประเมินแล้วโอกาสชนะสูง -> ทุ่มเงินเดิมพันเต็มที่
  • ถ้าโอกาสแพ้สูง -> ยอมหมอบ (ผ่าน) หรือลงเงินให้น้อยที่สุด

ตลาดหุ้นก็เหมือนกระดานไพ่ที่ไม่มีเจ้ามือ เราต้องประเมินโอกาสทำกำไรจากข้อมูลที่มี ซึ่ง ดร. ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลจากกลยุทธ์นี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยอมรับว่ามีการวิเคราะห์ผิดพลาดและขาดทุนได้เช่นกัน สำคัญที่ว่าตอนชนะต้องได้คำโต ตอนแพ้ต้องเสียน้อย

บทเรียนจากโลกปัจจุบัน: ฟังดูเหมือนง่ายแต่จริง ๆ แล้วทำยากมาก เพราะส่วนตัวผมยังมีความลังเลอยู่ ถ้าเผื่อเราเข้าใจผิดหละ? ถ้าเผื่อมีปัจจัยอื่นที่เราไม่รู้หละ? ถ้าเผื่อเราไม่รู้จักมันดีพอหละ? คำถามเอ๊ะในหัวเหล่านี้ทำให้เราไม่กล้าทุ่มเงินเดิมพันลงไป หรือตัดสินใจ all-in เพราะเรายังเชื่อว่ามีความเสี่ยงอยู่ใน gut feeling ของเรา กลยุทธที่ผมใช้จะเป็นการขายไปครึ่งหนึ่งของหุ้นตัวนั้น ๆ กรณีเกิด panic หรือแบ่งการซื้อออกเป็น 3 ไม้ในกรณีที่เราเห็นสัญญาณขึ้น โดยไม้ที่ 2-3 จะซื้อต่อเมื่อราคาลงมาต่ำกว่าไม้แรกเท่านั้น วิธีนี้ก็ทำให้เสียโอกาสกรณีที่หุ้นหันกลับและพุ่งขึ้นตามที่เราคาดไว้ในตอนแรก

บทที่ 6: 3 ปรมาจารย์นักลงทุนเอกของโลก

หนังสือได้ถอดบทเรียนจาก 3 นักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลก ได้แก่:

  1. Warren Buffett: มีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก ปรัชญาคือ “ซื้อธุรกิจที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เติบโตทุกปี และมีคูเมือง (Moat) ที่คู่แข่งทำลายได้ยาก” เมื่อซื้อแล้วจะถือไปจนวันตาย (ไม่เทรดบ่อย) และจะซื้อก็ต่อเมื่อมี Margin of Safety เท่านั้น
  2. George Soros: พ่อมดการเงินสาย Hedge fund เก่งเรื่องการอ่านขาดภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคและการเมืองระดับประเทศ ทำกำไรจากการแทรกแซงค่าเงิน (ผ่านตลาดล่วงหน้า) รวมถึงใช้หลักจิตวิทยาในการปล่อยข่าวเพื่อสร้างความตื่นตระหนกและชี้นำตลาดไปในทิศทางที่ตนต้องการ
  3. Peter Lynch: สุดยอดผู้จัดการกองทุน Fidelity ใช้หลักการง่ายๆ คือ “สังเกตสิ่งรอบตัว” เขาแบ่งหุ้นออกเป็น 6 หมวด:
    • ถดถอย
    • โตช้าอุ้ยอ้าย (เหมาะไว้หลบภัยช่วงเศรษฐกิจซบเซา)
    • โตเร็ว (พวกบริษัทขนาดเล็ก ดาวรุ่ง ที่ลุ้นทำกำไร 5-10 เด้ง)
    • หุ้นวัฏจักร
    • หุ้นตายแล้วฟื้น (Turnaround – พวกใกล้ล้มละลาย)
    • หุ้นสินทรัพย์แฝง (Asset Play – เลือกเฉพาะที่มีทรัพย์สินสูงกว่าราคาหุ้น)
    เคล็ดลับของ Lynch: มองหาหุ้นที่ PEG < 0.5 และขายทิ้งเมื่อ PEG > 2, มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และ Debt Ratio <= 1

ความเห็นส่วนตัวของผม: ผมชื่นชอบและติดตามผลงานของทั้ง Warren Buffet และ Peter Lynch ทำให้ผมรู้ว่าจริง ๆแล้วผมเป็นนักลงทุนสไตล์เน้นคุณค่า แต่ผมไม่รู้จักกับประวัติ George Soros เลย รู้แต่เพียงเขาทุบค่าเงินของไทยทำให้เกิดการลอยตัวค่าเงินบาทและกลายเป็นวิกฤตทางการเงินครั้งใหญ่ ผมคงจะต้องหาเวลาไปค้นงานของ George Soros มาอ่านสักเล่ม สองเล่มแล้วจะเอามาสรุปให้ฟัง

บทที่ 7: เช็กลิสต์การค้นหาหุ้น (ซื้อหรือขาย)

ข้อควรจำ: “อย่าเชื่อบทวิเคราะห์ให้มากนัก” เพราะเมื่อไหร่ที่บทวิเคราะห์ถูกปล่อยออกมา ราคามันก็มักจะวิ่งรับข่าวไปหมดแล้ว เราต้องวิเคราะห์ด้วยตัวเองผ่านปัจจัยเหล่านี้:

  • ดู “กำไร” ก่อน: เพราะกำไรคือตัวขับเคลื่อนราคา และต้องเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • ดู “ยอดขาย”: ต้องโตขึ้นควบคู่กันไป เพราะบางทีบริษัทเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤต กำไรอาจจะยังไม่มา แต่ถ้าเห็นยอดขายเริ่มมา นั่นคือสัญญาณที่ดี
  • ROE (กำไรต่อส่วนผู้ถือหุ้น): ควรมากกว่า 15%
  • Market Cap: ดูว่าขนาดมูลค่าตลาดสมเหตุสมผลกับตัวธุรกิจในปัจจุบันหรือไม่
  • P/E และ P/BV: ยิ่งต่ำยิ่งดี (P/BV < 1 ยิ่งมี Margin of Safety สูง)
  • Special Situations (สถานการณ์พิเศษ): ประเมินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์
  • Inside Trading: สังเกตการซื้อขายของรายใหญ่หรือคนในองค์กร เพราะคนกลุ่มนี้มักมีข้อมูลเชิงลึกมากกว่าเรา (แต่ก็ต้องนำมาวิเคราะห์ต่อด้วยตัวเองก่อนซื้อตาม)

ความเห็นส่วนตัวของผม: ผมก็ใช้วิธีข้างต้นเหมือนกัน ไม่เชื่อในบทวิเคราะห์ใด ๆ ถ้านักวิเคราะห์คนนั้นไม่ได้รวยไปมากกว่าผม ผมเชื่อตัวเองเพราะผมได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือ The Intelligent Investor แต่รวมรัดกว่าตรงที่ผมดูว่าบริษัทเติมโตสม่ำเสมอหรือเปล่า และมีค่า P/E, P/BV ต่ำกว่า 1 จนเกิด Margin of Safety หรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในหุ้นนั้น ๆ โดยจุด trigger ที่ทำให้ผมเริ่มสนใจมาดูหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมักจะเริ่มมาจาก สถานการณ์พิเศษ เช่น ราคาหุ้นตกลงมาวันเดียว 10-20% เพราะข่าวบางอย่างที่น่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราว ตัวที่ผมไม่ดูมากนักคือ ROE ซึ่งไม่ตรงกับทั้งหลักการของ ด็อกเตอร์, Buffet และ Lynch ส่วนประเด็นสุดท้ายข้ามไปได้เลย ผมเป็นคน introvert ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มี ข่าวจาก Insider แน่นอน

บทที่ 8: 3 เรื่องน่าห่วงในการลงทุน

  1. การกระจายความเสี่ยง: ควรกระจายพอร์ตไปยังธุรกิจที่ “ไม่เกี่ยวข้องกัน” เวลาอุตสาหกรรมใดซบเซา พอร์ตโดยรวมจะได้ไม่เจ็บหนัก
  2. สภาพคล่องของหุ้น: ถ้าเป็นบริษัทที่แย่แถมยังไม่มีสภาพคล่อง ให้หนีไปไกลๆ! แต่ถ้าคุณค้นพบ “เพชรในตม” ที่เป็นบริษัทพื้นฐานดีเยี่ยมแต่แค่ยังไม่มีสภาพคล่อง แบบนี้ควรสะสมไว้ เพราะเดี๋ยวพอผลประกอบการสะท้อนออกมา ราคาขึ้น สภาพคล่องจะตามมาเอง
  3. คุณภาพผู้บริหาร: เป็นเรื่องที่มองยากผ่านตัวเลขบัญชี แต่ต้องพยายามเฟ้นหาผู้บริหารที่ทำงานเพื่อประโยชน์ของ “ผู้ถือหุ้น” เป็นหลัก จงหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีพฤติกรรมสุดโต่ง เช่น เอื้อผลประโยชน์ให้เครือญาติพวกพ้อง หรือนำเงินบริษัทไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยผิดวัตถุประสงค์

ความเห็นส่วนตัวของผม: หลักการทั้ง 3 นี้ยังใช้ได้ดี ผมกระจายความเสี่ยงเป็นหัวใจสำคัญหลัก มันทำให้ผมรอดมาได้จากการล่มสลายของ Zipmex ทั้ง ๆ ที่ผมได้กำไรจากพอร์ต digital asset เยอะมากที่สุด ส่วนประสบการณ์ตรงในการเลือกหุ้นที่ขาดสภาพคล่อง ผมเคยเจอหุ้นประเภทนี้ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตระแกรงร่อนหุ้นทุกอย่าง ผมลงทุนแล้วถือมาจนราคาถึงจุดที่ผมจะขายทำกำไร แต่กลับไม่มีคนซื้อเพราะขาดสภาพคล่องจนราคาลงกลับมาอยู่ที่เดิมในที่สุด ส่วนเรื่องความซื่อตรงของผู้บริหารอาจจะหาข้อมูลได้ยากส่วนมากจะได้ยินเป็นข่าวลือมาซะส่วนใหญ่ เราจะตัดสินคนจากข่าวลือเหล่านั้นหรือ

บทที่ 9: การลงทุนทางเลือกอื่นๆ

ดร.นิเวศน์ ไม่ค่อยสนับสนุนการลงทุนทางเลือกมากนัก เนื่องจากมักให้ผลตอบแทนสู้หุ้นไม่ได้ เช่น

  • อสังหาริมทรัพย์ / ที่ดิน: สภาพคล่องต่ำ และมีภาระภาษี
  • ทองคำ: ไม่สามารถสร้างรายได้หรือเงินปันผลในตัวมันเอง
  • ของสะสม (งานศิลปะ/พระเครื่อง): ปล่อยเช่าหรือขายต่อยาก ไม่มีความแน่นอน

จะมีก็แต่ เงินฝากธนาคาร ที่สามารถกินดอกเบี้ยทบต้นและมีความแน่นอนสูง แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็ยังน้อยกว่าการปั้นพอร์ตหุ้นในระยะยาวอยู่ดี

และนี่คือบทสรุปทั้งหมดของการวิเคราะห์และแนวคิดจากคัมภีร์ “ตีแตก” หวังว่าบทความนี้ ส่วนตัวผมว่าเป็นหนังสือที่ดี และมีความเป็นตำนานได้จริง เวลาผมอ่านไปผมจะเห็นภาพหน้าของด๊อกเตอร์นิเวศลอยมาเลย และสไตล์การเขียนก็เหมือนกับวิธีที่เขาพูดออกรายการต่าง ๆ เรียกได้ว่าตัวจริงเสียงจริงมาเขียน หวังว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้เพื่อนๆ มองเห็นภาพรวมรวมถึงกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการจัดการพอร์ตการลงทุนของตัวเองนะครับ! เล่มนี้ผมให้ 5 ดาวไปเลย

Leave a comment