ครั้งนี้จะเป็นโพสต์แรกที่หนีออกจากการรีวิวหนังสือหนักๆ หรือบทความทางวิชาการ แล้วลองมาโพสต์สิ่งที่ผมชื่นชอบอีกอย่างนอกจากเงิน นั่นก็คือการชิมอาหารและของหวาน ถ้าพูดถึงคาเฟ่ในอารีย์ ปกติเรามักนึกถึงกาแฟ แต่คนรีวิวกันเยอะละ ทริปนี้ของผมอยากพาไปลองอะไรที่ต่างออกไปนิดหนึ่งกับ DARQ : Specialty Chocolate Bar ร้านช็อกโกแลตที่ทำให้เราได้เห็นว่า “โกโก้ไทย” มีคาแรกเตอร์และความซับซ้อนไม่แพ้เมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกต่าง ๆ เลย

ร้านอยู่ในซอยอารีย์สัมพันธ์ 4 เป็นร้านขนาดกะทัดรัดที่โฟกัสกับช็อกโกแลตอย่างจริงจัง โดยมีแนวคิดเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือเสิร์ฟช็อกโกแลตคุณภาพดี และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกชิมความแตกต่างของเมล็ดโกโก้แบบ single-origin จากหลายพื้นที่ในไทย แค่เรื่องราวของร้านก็ทำให้อยากลองให้ครบทุกแหล่งปลูกละ
สิ่งที่น่าสนใจคือ DARQ ไม่ได้ทำช็อกโกแลตให้หวานกลบรสทุกอย่าง แต่พยายามให้รสธรรมชาติของโกโก้เป็นพระเอก ที่ counter bar ทางร้านแสดงเมล็ดโกโก้จากหลายจังหวัดให้เลือกสั่ง เช่น เชียงราย ตาก พิษณุโลก ลพบุรี กำแพงเพชร ระยอง จันทบุรี นครศรีธรรมราช และชุมพร แต่ความรู้เรื่องเมล็ดโกโก้ของผมเป็น 0 อยู่เยอะและงงไปหมด ทางบาร์ลิสต้าก็สามารถแนะนำให้
จุดขายคือช็อกโกแลตแก้วเดียว แต่เลือก “แหล่งปลูก” ได้
ประสบการณ์ของ DARQ จึงมีความคล้ายกับการเข้าบาร์กาแฟ specialty เราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “เอาโกโก้เย็นไหม” แต่เริ่มจากคำถามว่า “วันนี้อยากลองโกโก้จากที่ไหนดี?”

เมล็ดจากแต่ละแหล่งปลูกมีบุคลิกต่างกันตามสายพันธุ์ สภาพดิน อากาศ การหมัก และการตากแห้ง หรือที่วงการคราฟต์ช็อกโกแลตเรียกว่า terroir แน่นอนว่ารสชาติจริงอาจเปลี่ยนไปตามล็อตและการคั่วของผู้ผลิต แต่จุดแข็งของร้านคือทำให้เรื่องที่เคยเฉพาะทาง กลายเป็นเรื่องที่ดื่มสนุกและเข้าถึงง่ายขึ้น ตอนนี้บาร์ลิสต้าบอกอะไรผมก็เชื่อหมด ไป ๆ มา ๆ ผมได้ เป็น โกโก้ร้อน เมล็ดกำแพงเพชร เสิร์ฟมาคล้ายๆ อเมริกาโน่คือไม่มีความหวานจากน้ำตาลหรือไซรับ combo มากับ ช็อคบอลไส้ลาสเบอร์รี่ ในราคา 185 บาท
รสชาติของเมนูที่ได้ลอง
1. กำแพงเพชร Dark 80% แบบร้อน — สำหรับคนที่อยากเริ่มจากรสเข้มจริงจัง
เมนูนี้ถูกแนะนำโดยบาร์ลิสต้าจากหน้างง ๆ ของผม รสจะค่อนข้างไปทางเข้มมีติดเปรี้ยว นิด ๆ ที่โคนลิ้น ขมแบบโกโก้ร้อนทั่ว ๆ ไป แต่มีความหวานอยู่ น่าจะมาจากส่วนผสมของนม พอดื่มไปเรื่อย ๆ ปลายแก้วรสของเมล็ดโกโก้จะชัดขึ้นว่ามีรสถั่ว ๆ แยก taste notes ได้ง่ายกว่ากาแฟ แต่มันมีความหนืดมากกว่ากาแฟ ต้องค่อย ๆ จิบไปเหมาะกับวันที่อยากนั่งช้า ๆ และลองทำความรู้จักช็อกโกแลตมากขึ้น ถ้าวันไหนไม่อยากดื่มกาแฟ
2. Choc Ball rasberry — ผมไม่ได้ถามว่าใช้เมล็ดสายพันธุ์ไหนในการทำ Choc ball แต่เปลือกลูกด้านนอกเป็นช๊อคโกแล๊ตค่อนข้างหนา มีความขมหวานและเลี่ยน พอตัดไปถึงไส้ราสเบอร์รี่ก็จะมีความเปรี้ยวและสัมผัสได้ถึงเมล็ดของราสเบอร์รี่เล็ก ๆ ในปาก พอกินเข้าไปรสชาติผสมกับโกโก้ร้อนก็เริ่มปนมั่วกันไปหมดแยกไม่ได้ละว่ารสชาติไหนมาจากเครื่องดื่มหรือขนม ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบ Choc ball เท่าไหร่ เหมือนร่ายกายมันบอกว่าอันตรายเกินไป

ดื่มได้แต่ไม่สามารถดื่มทุกวันแบบกาแฟ
ผมว่า concept ของร้านดี มี story ให้ติดตามและทดลองซ้ำ มีสินค้าหลากหลายให้เลือก ทั้งเครื่องดื่ม, ของหวาน, tart แม้แต่ chocolate bar ถึงผมจะเป็นคนชอบกินช๊อคโกแล๊ตมาก แต่ทุกครั้งที่กินก็จะรู้สึกผิดว่า ผมกำลังทำร้ายร่างกายตัวเองอยู่ ทำไมร่างกายมันพยายามบอกผมว่า นี่มันจะทำให้นายมี cholestoral สูงขึ้นนะ ผมอาจจะรู้สึกไปเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เห็นบทความทางวิชาการแต่อย่างใด
สำหรับวงการไทย การเติบโตของคราฟต์ช็อกโกแลตไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องของหวานพรีเมียม แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบในประเทศ เชื่อมผู้ปลูกกับผู้แปรรูป และทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าโกโก้ไทยมีความหลากหลายมากกว่าที่เคยคิด ผมฝันเห็น bag bean ที่ stamp ตรา fair trade เหมือนที่เห็นบนถุง bag bean ของ Starbucks แล้วตอนนี้ ดังไปไกลจนกลายเป็นเมล็ดที่ทุกร้านเลือกใช้ มันจะช่วยเก็บมูลค่าและเรื่องราวของแรงงานโกโก้ไว้ในประเทศมากขึ้น
สรุป
DARQ เป็นร้านที่น่าจะถูกใจทั้งคนรักช็อกโกแลตและคนที่อยากลองอะไรใหม่ในย่านอารีย์ เข้าใจว่ามีสาขาอื่นด้วย ร้านนี้ไม่ได้ทำให้ช็อกโกแลตดูเป็นเรื่องยากหรือจริงจังเกินไป แถม connect ผู้คนได้ง่ายกว่ากาแฟอีกเพราะเข้าได้ทุกเพศวัย พอเริ่มลองแก้วแรกเราก็เริ่มตั้งคำถามสนุก ๆ ว่าโกโก้จากจันทบุรี ชุมพร หรือภาคเหนือ จะต่างกันอย่างไรนะ
ถ้าปกติเราดื่มกาแฟแล้วสนุกกับการเลือกเมล็ดจากเอธิโอเปีย โคลอมเบีย หรือไทยเหนือ DARQ ก็คือพื้นที่ที่ชวนให้เราเริ่มทำแบบเดียวกันกับ “ช็อกโกแลตไทย” ได้เหมือนกัน แต่สำหรับผมคนจะกลับไปลองอีกในวันพิเศษของชีวิต อย่างไรก็ตามทุกวันของผมก็คือวันพิเศษอยู่แล้วคงได้ไปบ่อย ๆ เลย ฮะ ฮะ ฮะ