เมื่อวานผมกับแฟนเอามือถือ iPhone 4s รุ่นเก่าไปขายที่แฟชั่นไอส์แลนด์ ผมพาลูกๆไปด้วย พวกเราไล่ตระเวนตามโต๊ะขายมือถือ ว่าโต๊ะไหนจะให้ราคาสูงที่สุดก็จะได้ขายกับโต๊ะนั้น ผมขายไปได้สูงสุดแค่ 5500 บาท
ระหว่างรอตรวจสภาพเครื่อง ลูกผมวิ่งหน้าตื่นมาเลยแล้วบอกว่า
นาโน – “พ่อๆ ไปขายร้านโน้นเถอะ นาโนเห็นเค้าโชว์รุ่นเดียวกันในตู้ ติดราคาตั้ง 9900 บาทแหนะ”
ผมเลยอธิบายให้ลูกฟังว่า นั่นมันราคาขาย ไม่ใช่ราคารับซื้อ ทุกคนซื้อไปเพื่อขายต่อ เค้าหวังที่จะได้กำไรทั้งนั้นแหละ เค้าไม่ซื้อจากเราที่ราคานั้นหรอก
นาโน – “แต่ 5500 กับ 9900 นี่มันต่างกันเยอะมากเลยนะ”
แฟนผมเลยสอนต่อทันทีว่า
คุณแม่ – “นาโนรู้ไม๊ว่าคนที่เค้าซื้อไปจากเรา เค้าไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่เค้าจะขายได้ เค้าต้องเสี่ยงเสียเงินไป แล้วเอามือถือของเราไปเก็บไว้ในตู้ หวังว่าวันหนึ่งจะมีคนมาซื้อในราคาที่สูงกว่าที่เค้าซื้อจากเราไป”
คุณแม่ – “ตอนพ่อซื้อมือถือเครื่องนี้มาเมื่อสองปีก่อน ราคาตั้ง 22000 บาท ผ่านไปแค่สองปี ตอนนี้ขายได้แค่ 9900 บาท ถ้าเค้าขายไม่ได้เป็นเวลานาน ราคามันก็จะตกลงไปอีก ตามความนิยมของตลาด ถ้าเค้าขายไม่ได้เลยเค้าก็ขาดทุน เสียเงินให้เราไปเลยฟรีๆ เค้าต้องยอมรับความเสี่ยงนี้ไว้ แล้วเค้าก็ต้องตั้งราคาขายให้สูงกว่าที่ซื้อมา โดยที่ต้องคุ้มกับความเสี่ยงที่เค้ายอมลงทุนไปด้วย”
นาโน – “แต่นาโนว่ามันขายได้อยู่แล้ว iPhone มันดีจะตาย ทำไมเราไม่ขายเองที่ราคา 9900 บาทหละ” คุณแม่ตอบว่า
คุณแม่ – “ก็เราไม่มีเวลาตั้งโชว์เหมือนเค้าไง เราเลยต้องขายผ่านคนกลางที่ทำอาชีพขายมือถือนี้แทนไง”
นาโน – “ถ้างั้นทำไมเราไม่ลองดูก่อนหละครับ ร้องตะโกนไปเลยว่ามีใครอยากได้ iPhone 4s บ้างขายถูกๆ แค่ 6500 บาทก็ได้ ได้มากกว่าอีก”
ผมเลยบอกนาโนต่อว่า
คุณพ่อ – “นาโนก็ทำได้นะ ถ้าอยากลอง เดี๋ยวจะให้ลองดูก็ได้ ถ้านาโนกล้าพอ”
คุณพ่อ – “คนเราบางครั้งก็คิดอะไรดีๆได้เยอะแยะ แต่เมื่อต้องทำจริงๆกลับไม่กล้าทำด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง ถ้าเราคิดแล้วไม่กล้าทำ เราก็ไม่แตกต่างจากคนอื่นเท่าไรหรอก”
จากนั้นนาโนก็เงิบเลย


