กองทุนรวมตัวนี้เป็นตัวเดียวที่ผมติดลบอยู่ในพอร์ต ผมคงโดนป้ายยามาจาก podcast รายการวิเคราะห์เศรษฐกิจรายวันรายการหนึ่ง และก็เห็นดีเห็นงามด้วยเพราะกระแสการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ทำให้โลกต้องการใช้แร่หายาก (Rare Earth) และโลหะที่จำเป็นต่อแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น Lithium โดยไม่ได้มีเวลาศึกษารายละเอียด แต่รีบซื้อไปก่อนเลยหนึ่งไม้ เพราะกลัวตกรถ

ถือมาเป็นเวลาครึ่งปีละมีแต่ทรงกับทรุด แต่ลึก ๆ แล้วผมก็ยังเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ลิเธียม เป็นหัวใจสำคัญของแบตเตอรี่รถ EV และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และถ้าตลาด Humaniod เริ่มบูมเมื่อไหร่อาจจะ 2-3 ปีจากนี้ กองทุนนี้ที่มีทั้งแร่หายากและลิเธียมอยู่จะเป็นเสมือนการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจทีเดียว คำถามคือเราควรเข้าไปสะสมเมื่อไหร่?
ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคาลิเธียมปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง จนปัจจุบันก็ยังไม่หยุด เกิดคำถามตามมาว่า “ราคาลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง?” และ “ถึงเวลาหรือยังที่ควรเริ่มสะสมกองทุนที่ลงทุนในแร่หายากเหล่านี้?” บทความนี้จะพาผู้อ่านมาหาคำตอบผ่านการวิเคราะห์กองทุน TRAREEARTH ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ที่ไม่เกี่ยวกับกราฟเทคนิคหรือพื้นฐานของบริษัทที่ลงทุนเลย แต่เป็นมุมมองของเทคโนโลยีเทรนและ Supply Chain ล้วน ๆ
คำเตือน นี่ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับกลยุทธ์การทยอยลงทุนในกองทุน Rare Earth แต่อย่างใด แค่บันทึกหลักการของผมและเล่าสู่กันฟังเพราะความซับซ้อนของ product life cycle ของแร่กลุ่มนี้มันน่าสนใจ และเพื่อให้เข้าใจง่ายเวลาผมจะกลับมาอ้างอิงภายหลังว่าทำไมผมถึงลงทุนในกองทุนนี้
หมายเหตุ: ลิเธียม จริง ๆ แล้วไม่ใช่ “แร่หายาก” ตามนิยามทางเคมี แต่ผมสนใจลงทุนกองทุน TRAREEARTH เพราะมีสัดส่วนของลิเธียมใน fund มากกว่ากองทุน Rare earth อื่น ๆ กองทุนนี้ลงทุนในบริษัทซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ขุดเหมือง ถลุง และรีไซเคิล Rare Earth และ Strategic Metals สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด แต่บทความนี้จะเน้นวิเคราะห์ไปที่ Supply Chain ของ แร่ลิเธียม เพราะเข้าใจได้ง่ายกว่าแต่ยังคงมีทิศทางการใช้งานคล้ายกับกลุ่มแร่ Rare Earth
ภาพรวมตลาดลิเธียม: สามช่วงเวลาสำคัญ
ในช่วงปี 2023-2025 ราคาลิเธียมชนิด ลิเธียมคาร์บอเนตได้ ร่วงลงกว่า 80% จากจุดสูงสุดของปี 2022 จนแตะระดับราคาประมาณ $10,000-$15,000 ต่อตัน ในช่วงต้นปี 2024 สาเหตุหลักมาจาก ภาวะอุปทานล้นตลาด: การผลิตลิเธียมทั่วโลกเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ในปี 2023 ขณะที่อุปสงค์ (ความต้องการใช้) เติบโตไม่ทันจำนวนที่ผลิตได้ ส่งผลให้เกิดสินค้าคงคลังส่วนเกินและราคาถูกกดดันให้ปรับฐานลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปี 2023 เป็นต้นมา ราคาลิเธียมเริ่มมีสัญญาณทรงตัวและขึ้นบ้างเป็นบางช่วง เนื่องจากผู้ประกอบการเหมืองหลายแห่งทั้งในจีนและออสเตรเลียตัดสินใจ ปรับลดกำลังการผลิตลง หรือ ชะลอการลงทุนขยายเหมืองใหม่ๆ เพื่อพยุงราคาตลาดไม่ให้ตกต่ำลงไปอีก และทำให้ราคามีเสถียรภาพขึ้นช่วงปลายปี 2025 ที่ต้องเท้าความไปในอดีตเพราะวัฏจักรนี้กำลังจะกลับมา

ระยะสั้น (ต้นปีปัจจุบัน – ตุลาคม 2026): ผลจากอดิตคือราคาลิเธียมกลับมาปรับขึ้นแรงในช่วงต้นปีและทำจุดสูงสุดบริเวณกลางเดือนพฤษภาคม จากนั้นราคาก็เริ่มกลับทิศปรับตัวลง ส่วนหนึ่งจากปริมาณอุปทานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการทยอย restart กำลังการผลิตในออสเตรเลีย ปัจจุบันราคายังคงมีความผันผวนสูง และหากกำลังการผลิตในจีนสามารถทยอย restart เพิ่มเติม ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาได้มากขึ้น
ตลาดลิเธียมยังมีความเสี่ยงที่จะอยู่ในภาวะ well-supplied หรือมีอุปทานเพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการ แต่ภาพดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากความต้องการเติบโตเร็วกว่าที่ตลาดคาด โดยเฉพาะจาก EV และ Battery Energy Storage Systems (BESS) รวมถึงในกรณีที่ความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันเร่งให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV เร็วขึ้น
ระยะกลางถึงระยะยาว (จนถึงปี 2028 และหลังจากนั้น): เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 2020 ความต้องการลิเธียมทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจาก รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน ส่วนปลายระยะกลาง หากเกิด demand ใหม่จากอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาเร็วกว่าคาด เช่น Humanoid robotics ก็อาจกลายเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ช่วยดูดซับอุปทานส่วนเกิน และผลักดันตลาดจากภาวะ well-supplied ให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลหรือตึงตัวมากขึ้น
ในระยะยาว (หลังปี 2028) ตลาดน่าจะเริ่มมี demand ใหม่จากอุตสาหกรรม Robotics และ Humanoid เข้ามาเพิ่มเติม หาก Humanoid สามารถเข้าสู่การผลิตระดับ mass production และขยายจากการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมและบริการไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้นได้จริง อุตสาหกรรมนี้อาจกลายเป็นแหล่งความต้องการแบตเตอรี่ลิเธียมใหม่ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่า Humanoid จะมีขนาดใหญ่เพียงใดเมื่อเทียบกับ EV และ BESS
ความเสี่ยงสำคัญจึงอยู่ที่ ความเร็วในการเพิ่ม supply อาจไม่ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการเหมืองใหม่มี lead time ยาวหลายปี และบางโครงการอาจใช้เวลามากกว่าหนึ่งทศวรรษกว่าจะเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเหมืองถึง restart กันเร็วจัง หาก demand จาก EV และ BESS เติบโตเร็วกว่าที่คาด และมี demand ใหม่ เช่น Humanoid robotics เข้ามาเสริมพร้อมกัน ขณะที่ supply response ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทัน ตลาดลิเธียมก็มีโอกาสเปลี่ยนจากภาวะ well-supplied ไปสู่ภาวะตึงตัว และนำไปสู่วัฏจักรราคาขาขึ้นรอบใหม่ได้
จุดสังเกตเมื่อราคาลิเธียมกำลังผ่านจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง?
เราจะทราบได้อย่างไรว่าราคาลิเธียมและแร่ในกลุ่มแบตเตอรี่เริ่มผ่านช่วงต่ำสุดของวัฏจักรและกำลังมีโอกาสกลับทิศ? การจับจุดต่ำสุดจากราคาเพียงอย่างเดียวทำได้ยาก นักลงทุนจึงควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของ อุปทาน อุปสงค์ และสินค้าคงคลัง ประกอบกัน โดยมี 3 สัญญาณสำคัญดังนี้
1. ผู้ผลิตเริ่มลดกำลังการผลิตหรือชะลอโครงการใหม่
เมื่อราคาลิเธียมลดลงจนผู้ผลิตต้นทุนสูงเริ่มลดการผลิต ปิดกำลังการผลิตชั่วคราว หรือเลื่อนการลงทุนโครงการใหม่ เป็นสัญญาณว่าราคาอาจเข้าใกล้ระดับที่ supply เริ่มตอบสนองต่อภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม การลดกำลังผลิตเพียงอย่างเดียวยังไม่ยืนยันว่าราคาได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เพราะหากราคาฟื้นตัว กำลังผลิตที่เคยหยุดไปสามารถกลับเข้าสู่ตลาดและกดดันราคาได้อีก

2. Demand จาก EV และ BESS เติบโตจนเริ่มดูดซับอุปทานส่วนเกิน
สัญญาณที่สำคัญกว่าการดูยอดขาย EV เพียงอย่างเดียว คือ demand ของแบตเตอรี่โดยรวมเติบโตเร็วพอที่จะดูดซับ supply ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ demand จาก EV และ Battery Energy Storage Systems (BESS) หากความต้องการเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่ supply growth เริ่มชะลอตัว สมดุลตลาดจะค่อยๆ เปลี่ยนจาก oversupply เข้าสู่ภาวะสมดุลหรือตึงตัวมากขึ้น
3. Inventory ของ lithium chemicals ลดลงอย่างต่อเนื่อง
นี่อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่สุด เพราะหาก demand แข็งแรงขึ้นพร้อมกับ inventory ที่ลดลงต่อเนื่อง แสดงว่า excess supply ที่สะสมอยู่กำลังถูกดูดซับออกจากระบบจริง เมื่อเกิดพร้อมกับการลดกำลังผลิตของผู้ผลิต โอกาสที่ตลาดจะเข้าสู่ช่วงสร้างฐานราคาก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การควบคุมการส่งออก การจำกัดการผลิต หรือความขัดแย้งทางการค้าที่กระทบ supply โดยตรง อาจทำหน้าที่เป็น catalyst เร่งให้ตลาดตึงตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่ควรถูกใช้เป็นสัญญาณยืนยันจุดต่ำสุดเพียงลำพัง เพราะผลกระทบต่อสินค้าแต่ละชนิดและต่อ demand อาจแตกต่างกัน
| Indicator | สถานะ | สิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบัน | สิ่งที่ต้องรอ |
|---|---|---|---|
| 1. Supply Discipline | 🟠 AMBER | เคยมี mine shutdown/cuts แต่ราคาที่ฟื้นทำให้ Australian capacity บางส่วนกลับมา และ China ยังมี restart risk | Supply growth ชะลอตัวต่อเนื่อง และไม่มี restart wave ใหม่เกิดขึ้นอีก |
| 2. EV + BESS Demand | 🟢 GREEN | BESS กลายเป็น major lithium-demand driver alongside EV ตั้งแต่ปลาย 2025 และ Q4 downstream schedules บางชุดถูกปรับขึ้น | Demand growth ต้องรักษาความแข็งแรงต่อเนื่อง |
| 3. Inventory Drawdown | 🟢 GREEN* | พบว่า inventory ลดลงอย่างมากในปัจจุบัน | แต่ต้องเห็นหลายแหล่งยืนยัน destocking ต่อเนื่อง |
| 4. Price Confirmation | 🟠 AMBER | ราคาฟื้นแรงจาก low แต่ตกกลับจาก May peak และยัง volatile | เกิดสัญญาณ Higher low + ราคากลับขึ้นโดยไม่กระตุ้น supply จนล้นอีก |
| 5. Geopolitics / Supply Shock | 🟠 AMBER | มี supply/permitting uncertainty แต่ไม่ใช่ bottom confirmation โดยตัวมันเอง | Supply restriction ที่กระทบ physical lithium จริง |
กลยุทธ์การลงทุน: เราควรเริ่มสะสมเมื่อไหร่?
ยังในตอนนี้ แม้ว่าลิเธียมและแร่หายากในกลุ่มพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี (critical minerals) จะเป็นธีมการลงทุนระยะยาวที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น แต่การเลือกจังหวะเข้าลงทุนยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดลิเธียมยังมีความผันผวนสูง
แต่เราไม่จำเป็นต้องรอจนทุกสัญญาณเป็นสีเขียวจึงค่อยพิจารณาเริ่มสะสม เพราะเมื่อทุกปัจจัยได้รับการยืนยัน ราคาตลาดอาจสะท้อนข้อมูลเชิงบวกไปบางส่วนแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ควรตีความว่าวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ได้รับการยืนยันแล้ว
จากตาราง checklist ที่ประเมินไว้ข้างต้น ภาพรวมปัจจุบันยังอยู่ในระดับ 🟠 AMBER แต่เริ่มมีบางสัญญาณขยับไปทาง 🟢 GREEN เริ่มสนับสนุนการฟื้นตัว ขณะที่สิ่งสำคัญที่ต้องติดตามต่อคือฝั่ง Supply ว่าการ restart ของเหมืองเดิมหยุดหรือยัง และการเข้าสู่ตลาดของกำลังผลิตใหม่จะเพิ่มเร็วเพียงใด
หาก supply growth เริ่มชะลอลง ในขณะที่ Demand ยังคงแข็งแรง + Inventory ลดลงต่อเนื่อง + ราคาไม่กลับไปทำจุดต่ำสุดใหม่ น้ำหนักของหลักฐานที่สนับสนุนว่าตลาดกำลังเปลี่ยนจากภาวะ oversupply ไปสู่ภาวะสมดุลหรือตึงตัวจะเพิ่มขึ้น และจะทำให้ thesis ของวัฏจักรราคาขาขึ้นรอบใหม่มีความแข็งแรงมากขึ้น
ในช่วงที่สัญญาณยังไม่ยืนยันทั้งหมด กลยุทธ์ทยอยสะสม (Dollar-Cost Averaging: DCA) เป็นอีกวิธีหนึ่งในการจัดการความเสี่ยงด้านจังหวะเข้าลงทุน แทนที่จะนำเงินทั้งหมดเข้าลงทุนในครั้งเดียว การแบ่งเงินลงทุนออกเป็นหลายงวดช่วยกระจายจังหวะการเข้าซื้อในช่วงที่ราคายังผันผวน อย่างไรก็ตาม DCA ไม่ได้รับประกันผลกำไรหรือต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำ และยังต้องพิจารณาความเสี่ยงเฉพาะของกองทุน หุ้นเหมือง และวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ร่วมด้วย
สรุปส่งท้าย
อย่ารอให้ Bull Market ชัดเจนแล้วจึงเริ่มศึกษาหรือพิจารณาการลงทุน เพราะธรรมชาติของ Lithium คือ supply ตอบสนองต่อ demand ได้ไม่ทันที ส่วน Rare Earth ยิ่งมี supply chain ที่ซับซ้อนกว่าอีกทั้งยังถูกผูกขาดด้วยประเทศจีนอีก ไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจร supply ตอบสนองช้าไปได้แน่นอน ผมเลยจัดการลงทุนในกองทุน Rare Earth เป็นการลงทุนระยะยาวเท่านั้น ค่อย ๆดูสัญญาณกันไปครับ
